วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 8/11




พระอาจารย์

8/11 (550605C)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

5 มิถุนายน 2555



พระอาจารย์ –  ลืมรึยัง กายน่ะ หลงมาอยู่กับเสียงเราน่ะ ...กลับไประลึก กลับมาอยู่กับตัว อย่ามาอยู่กับเสียง เสียงมันเข้ามาเอง แล้วก็ออกไปเอง ...ตัวก็ยังนั่งอยู่ หูมันตั้งอยู่ อยู่ที่หู อย่ามาอยู่ที่เสียง อย่างเนี้ย

พยายามรู้ตัวบ่อยๆ อยู่กับกายบ่อยๆ อย่าไปหาอะไร อย่าลืม อย่าขาด อย่าให้มันขาดจากการรู้ตัว รู้ที่ตัว รู้อยู่กับตัว ...ไม่ต้องไปหวังดีหวังเด่อะไรหรอก ไม่ต้องไปคาดหมาย ไม่ต้องไปคาดหวังในธรรมอันสูงอันละเอียดหรอก...ไม่มี  ... มีแต่ธรรมดา

ธรรมดานั่นแหละคือสูงสุด คือสามัญ สามัญลักษณะ …ถ้าเข้าถึงสามัญลักษณะ ก็จะเข้าถึงสามัญผล
คำว่าสามัญลักษณะก็คือความหมายของคำว่าไตรลักษณ์ ... ไตรลักษณ์...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อีกความหมายอีกสมมุติหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าสามัญลักษณะ...ก็คือความหมายของคำว่าไตรลักษณ์

เพราะนั้นความหมายของคำว่าไตรลักษณ์ ก็คือสามัญลักษณะ คือหมายความว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ดาษดื่นธรรมดาๆ นี่แหละ คือความเป็นไตรลักษณ์ ... เพราะนั้นเราจะเรียนรู้ความเป็นไตรลักษณ์หรือเรียนเข้าใจความเป็นไตรลักษณ์นี่ ก็ต้องมาอยู่กับความปกติธรรมดานี่แหละ

ไม่ต้องไปดำดินบินบนดูหรอก ไม่ต้องไปสร้างเงื่อนไขอะไรก่อนแล้วค่อยดู  มันมีให้ดู...ดู  มันปรากฏยังไง...รู้ เท่าที่มันปรากฏตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ปกติธรรมดานี้

ฝึกสติ...ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  ระลึกอยู่กับตัว...ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ สม่ำเสมอที่สุด ต่อเนื่องที่สุด เป็นธรรมดาที่สุด ...แล้วจะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร แล้วจะเข้าใจว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นจะได้อะไรเองนั่นแหละ

อย่าไปเชื่อคนอื่น ถูกหลอก แล้วจะถูกหลอก ... เพราะอะไร ...เพราะ “เรา” พร้อมที่จะถูกหลอกอยู่แล้ว  “เรา” นะ นี่ไม่ได้ว่าใคร ว่า “เรา” ความรู้สึกเป็น “เรา” นั่นแหละ  มันพร้อมที่จะให้คนหลอก 
เพราะมันหา...โดยสันดานของมันเลย โดยธรรมชาติของ “เรา” นี่ คือจิตผู้ไม่รู้นี่... มันหา

คราวนี้ไอ้จิตไม่รู้หรืออวิชชานี่ มันจะหายังไงล่ะ มันหาเองไม่ได้ไง ...มันก็สร้างสภาวะหนึ่งขึ้นมา ความเห็นหนึ่งขึ้นมาว่าเป็น “เรา” ... เพื่ออะไร ...เพื่อเป็นมือเป็นตีนให้มันไง จะได้หาได้ง่ายๆ หน่อย แน่ะ มันก็เลยสร้างสักกายทิฏฐิ...ความเห็นว่า "เป็นเรา...ของเรา" ขึ้นมา

แล้วก็อาศัยไอ้ความเห็นว่าเป็นเราของเรานี่ ไปแสวงหาด้วยการกระทำ ทั้งคิด ทั้งหา ทั้งถาม...นี่วจีสังขาร  แล้วก็เอากายนี่ลากไปลากมา เพื่อให้ได้อะไรตามที่ความไม่รู้หรืออวิชชาภายในต้องการ

เห็นมั้ย "เรา" น่ะเป็นเครื่องมือของอวิชชา แล้วเราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชานี่ แล้วยังเอาอวิชชา คือเอา "เรา" นี่มาเป็นผู้ปฏิบัติอีก ... เห็นมั้ยว่ามันครอบคลุมสามโลกธาตุเลย

ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปชำแรกออก จะออกจาก “เรา” ไม่ได้เลย ...เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ ภาวนาวันนึงน่ะ ก็ใครดีใจล่ะ ก็ "เรา" อีกนั่นแหละ  ใครเสียใจล่ะที่ภาวนาไม่ได้ผล ก็ "เรา" อีกนั่นแหละ ... แล้วมันจะภาวนาไปหาซากอะไร

ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า กิเลสร้อยรัดเบื้องต้นคืออะไร...สังโยชน์ ๓ ...รู้จักมั้ย  สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส  ...ต้องละ ๓ ตัวนี้เป็นเบื้องต้นเลย

สักกาย คือ ความเห็นว่า...ตัวเราของเรา  วิจิกิจฉา...สงสัย...สงสัยทุกเรื่อง จะปฏิบัติอย่างไรก็สงสัย  จะนั่งนานกี่ชั่วโมงก็สงสัย จะกำหนดอะไรดีก็สงสัย ทำแล้วจะได้ผลอย่างนี้หรืออย่างนั้นไหม...ก็สงสัย มันสงสัยไปหมดน่ะ

อ่านหนังสือพิมพ์ ทำไมเขาฆ่ากัน...ก็สงสัย ทำไมเขาทำอย่างนี้...ก็สงสัย ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้...ก็สงสัย เห็นมั้ย  มันมีแต่ความสงสัยกับสงสัย

ขนาดมาภาวนาก็ยังสงสัย ว่าที่เราทำนี่ถูกรึเปล่า มันจะได้มั้ย นี่สงสัยอีกแล้ว นั่งๆ ไปสักพัก สงสัยอีกแล้ว ตัวเองทำอะไรอยู่วะ แล้วมันจะถูกไหม  แล้วมันจะได้ผลไหม มันจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ไหม สงสัยอีกแล้ว เห็นมั้ย มันอยู่กับแค่สงสัยนั่นแหละ ...มันเป็นกิเลสตัวหนึ่ง เป็นความเห็นหนึ่ง

เมื่อสงสัย เมื่อมีตัวเรา มันก็มีการกระทำไปตามที่มันสงสัย ไปตามที่มันเข้าใจ ตามที่ “เรา” เข้าใจ ...ตรงที่ว่าทำไปตามสงสัย ทำไปตามที่เราเข้าใจน่ะ หรือทำตามที่เราเชื่อว่ามันต้องได้ แล้วทำ ... อย่างงั้นน่ะ ท่านเรียกว่าสีลัพพตปรามาส

คือความหมายว่า ลูบคลำในวัตรและศีล ลูบคลำในหลักการปฏิบัติ ลูบคลำในวิถีการดำเนินชีวิต นั่นแหละ เรียกว่าสีลัพพตปรามาส  มันเป็นตัวร้อยรัดเบื้องต้น ที่ต้องเข้าใจมัน...แล้วละ

แต่ถ้ายังเอา “เรา” มาเป็นผู้ภาวนา ยังไงก็ละ “เรา” ไม่ได้...'อัฐยายซื้อขนมยาย' ...ภาวนาเก่งขนาดไหนก็ละไม่ได้ เพราะอัฐยายก็ซื้อขนมยาย เก่งก็ดี ชอบ พองเลย มันก็ยิ่งสนับสนุนความรู้สึกว่าเป็นเราของเรามากขึ้นอีกนะ 

แล้วมันจะละสักกายได้มั้ย มันจะออกจากกิเลสร้อยรัดเบื้องต้นนี้ได้มั้ย ...ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ ...แล้วก็ทุกข์

ถ้าออกไม่ได้ก็ทุกข์ ... เพราะอะไร เดี๋ยวเราก็ได้ เดี๋ยวเราก็ไม่ได้  เราได้ก็ทุกข์ เราไม่ได้ก็ทุกข์ เราได้ก็ทุกข์น้อยลงหน่อย ถ้าดีใจก็เรียกว่าทุกข์น้อยลงหน่อย ถ้าไม่ได้ก็เรียกว่าทุกข์มากขึ้นหน่อย ...มีแต่ทุกข์กับทุกข์

แต่ถ้าเข้าใจหลักการภาวนา ให้มาเรียนรู้ความเป็นจริงในปัจจุบัน ... การภาวนานี่จึงไม่มีเวลา จึงไม่มีรูปแบบ จึงไม่มีเงื่อนไข  ทุกสิ่งทุกอย่างคือภาวนา อะไรๆ ที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ขณะนี้ถือเป็นการภาวนา...ถ้ามีสติรู้อยู่กับมันแค่นั้นแหละ

ถ้าไม่รู้อยู่กับมัน มันจะเกิดอาการของ “เรา” ออกไปค้นหรือหา หรือหนี หรือแก้ หรือทำให้มันคลาดเคลื่อนออกจากปัจจุบัน ... “เรา” นี่แหละ จะเป็นผู้ที่ไปครอบครองสร้างโลกใหม่  

ก็ไม่ชอบอ่ะ ก็เราไม่ชอบอ่ะ ก็เลยต้องหาวิธีการที่จะให้มันชอบให้ได้ ด้วยการที่ต้องให้มันเปลี่ยนไป ใช่ไหม ...นี่สร้างโลกใหม่มั้ย จะสร้างโลกใหม่อยู่นั่นน่ะ มันจะสร้างโลกในความฝันของมันให้ได้ตลอดเวลา

ถ้ามันสร้างได้ สมมุติว่าสร้างได้ทำได้ ครอบครองได้  มันจะภูมิอกภูมิใจในผลงานที่มันสร้างได้ ทำได้ ครอบครองโลกได้ เปลี่ยนแปลงโลกได้ เปลี่ยนแปลงผู้คน เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีให้มันดี สิ่งที่ไม่ถูกใจให้มันถูกใจ ...นั่นน่ะ หน้าที่ของจิตผู้ไม่รู้ หน้าที่ของ “เรา”

มันบิดเบือน มันเข้าไปบิดเบือนความจริง...ของปัจจุบันนั้นๆ  ถ้าบิดเบือนได้มาก สำเร็จมาก พอใจมาก ถูกใจมาก ดั่งใจมาก ...มันก็ว่าเก่ง มันก็ให้คะแนนตัวมันเอง มันก็ดีใจเอง

ถ้าสมมุติว่ามันบิดเบือนไม่ได้ เกินกำลัง  มันก็เศร้า ตรม หมอง ขุ่น มัว โกรธ เป็นปฏิฆะ หงุดหงิด ... มันก็ให้ค่าลบกับตัวมันเอง ก็เป็นทุกข์

มันบิดเบือนทั้งคู่น่ะ มันบิดเบือนปัจจุบัน มันพยายามแก้ปัจจุบัน มันพยายามจะหนีออกจากปัจจุบัน มันจะหาอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน ...มันคือเรา เราคือมัน

เมื่อใดที่มาฝึก ระลึก แล้วก็รู้อยู่กับปัจจุบัน ด้วยความอดทน ...ต้องอดทนนะ ถ้าไม่อดทน มันไม่ยอมหรอก ไม่ยอมอยู่กับปัจจุบันนี้หรอก  มันจะหนี มันจะหาอะไรใหม่มาทดแทนปัจจุบันอยู่เรื่อย ...มันอยู่กับความไม่สงบไม่ได้ถ้าสมมุติว่ามันไม่สงบ ...มันก็จะวิ่งไปหาความสงบให้ได้ เพื่อมาทดแทน ใช่มั้ย

เวลาใดที่มันฟุ้งซ่าน มันไม่ยอมอยู่กับความฟุ้งซ่านนี้ มันจะหาวิธีการใดก็ได้ที่มันไม่ฟุ้งซ่าน ... เพราะมันให้ค่าไว้แล้วนี่ว่าฟุ้งซ่าน...ต่ำ ไม่ฟุ้งซ่าน...สูง  มันจะเอาแต่ของดี เห็นมั้ย มันจะพยายามทุกวิถีทางที่จะปฏิเสธสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน

เพราะนั้นถ้าสมมุติว่ามันไม่สงบหรือมันฟุ้งซ่าน  แล้วถ้ามีสติระลึกรู้กับปัจจุบัน มันต้องทนอยู่กับความฟุ้งซ่านด้วยความอดทน ใช่ไหม ... นั่นแหละ ไม่แก้ไม่หนี  เหมือนโง่เลยนะ เหมือนไม่ทำอะไรกับมันเลยนะ

ทำไมล่ะ  ทำไมถึงต้องไม่ทำอะไรกับมัน ...เพื่อศึกษามัน เพื่อศึกษาความเป็นจริงของมัน ว่าที่สุดแล้วมันคืออะไร ... ท้ายสุด...สุดท้าย มันจะ Happy Ending  หรือ Sad movie หรือจะเป็น Tragedy movie หรือจะเป็นอะไรก็ตาม ท้ายที่สุดมันจะเป็นอย่างไร The end … Finish จบ คือ ดับ

ทำไมถึงต้องทน ...เพื่อจะให้เห็นว่าความเป็นจริงถึงที่สุดของมันคืออะไร เขากำลังแสดงความเป็นจริง แล้วที่สุดของความเป็นจริงนี้คืออะไร นี่ ทน...โดยที่ไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่เข้าไปทำ ไม่เข้าไปสร้าง ไม่เข้าไปเบี่ยงเบน ไม่เข้าไปประกอบ ไม่เข้าไปแทรกแซง ...ตายเป็นตาย

ก็จะเห็นว่าที่สุดของมัน...มีแต่ความดับไปเป็นธรรมดา  นั่นล่ะคือเป้าประสงค์ที่ต้องการ ที่ว่าทำไมต้องทนอยู่กับมันเฉยๆ ทำไมจะต้องระลึกรู้อยู่เฉยๆ ทำไมถึงไม่แก้ ทำไมถึงไม่หาวิธีเอาชนะมันล่ะ ทำไมไม่หาวิธีที่ไปอยู่กับสิ่งที่มันดีกว่านี้ล่ะ หรือหาสิ่งที่ดีกว่านี้ให้มันอยู่แทนล่ะ

พระพุทธเจ้าไม่สอนให้โง่นะ ไม่สอนให้โง่ลง ไม่สอนให้ภาวนาแล้วโง่ลง สอนภาวนาให้เรียนรู้ความเป็นจริง จนถึงที่สุดของความเป็นจริง จนถึงที่สุดของทุกข์

อาการที่ปรากฏทั้งหมดน่ะคือทุกข์ แล้วที่สุดของมันคืออะไร  มันหนีไม่พ้นหรอกในสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าบอกว่าความเป็นจริงมีอยู่แล้ว...คือมีความดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรเกินนั้นน่ะ ไม่มีอะไรเกินนั้น แล้วก็ไม่มีอะไรน้อยกว่านั้น มันมีเท่านั้นน่ะคือ...ดับไปเป็นธรรมดา

ดีก็ดับ ไม่ดีก็ดับ สุขก็ดับ ทุกข์ก็ดับ สงบก็ดับ ไม่สงบก็ดับ เอาดิ ... มันมีอะไรจะเกินความดับไปเป็นธรรมดา

ถ้าจิตมาเรียนรู้อย่างนี้ๆๆ ซ้ำไปซ้ำมาๆ  มันจะเอาอะไรดี มันจะหาอะไร มันจะไปขวนขวายกับอะไร มันจะไปครอบครองอะไร ... เพราะมันเหมือนกันหมด แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่มีอะไร แล้วก็ว่าง แล้วก็สูญ แล้วก็ดับ...แล้วก็ว่าง แล้วก็สูญ แล้วก็ดับ

มันมีตัวตนตรงไหนอยู่ มันครอบครองอะไรได้มั้ย มันถือเป็นสมบัติของตัวเองได้ไหม มันถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ นี้ได้มั้ย  

เหมือนที่เราถามว่า เราไปถือกรรมสิทธิ์ในรูปกายที่นั่งอยู่ในรถในอดีตได้ไหม  เขาเกิดเอง-เขาดับเองแล้ว เขาดับแล้วเราไปถือกรรมสิทธิ์...ว่าเอาคืนมาได้ไหม ครอบครองให้มันยังอยู่ได้ไหม 

ถึงเวลาเขาก็ดับ หมดเหตุปัจจัย คือต้องลงรถก็ต้องลงรถ รูปในรถก็ต้องดับ เขาไม่สนใจหรอก หรือเราไม่อยากให้มันดับมันก็ดับ ...ถ้าอยากให้อยู่ก็อยู่...ก็นั่งไปสิ มันจะนั่งได้แค่ไหนล่ะเอ้า เดี๋ยวก็ดับในที่สุด ...ก็แค่นั้นน่ะ 

ดับแล้วยังไง ...ก็หายไป  มันมีอะไรเป็นสมบัติของเราบ้าง เราครอบครองอะไรได้บ้าง เราครอบครองได้จริงไหม...ไอ้ที่ว่าเรามีๆ เรายังมีอยู่  มันมีจริงไหม หรือมันมีแค่ความเชื่อผิดๆ ในสัญญาอารมณ์ เชื่อว่าสัญญามี...ยังมีอยู่

มันต้องดูลงไปให้ถี่ถ้วนถ่องแท้ลงไป...แล้วจะเข้าใจ  ไม่ใช่มาภาวนาแล้วก็จะเอาแต่สงบๆ เมื่อไหร่จะสงบ  ถ้าไม่สงบแล้วจะไม่ทำอะไรเลย จะไม่เกิดปัญญาเลย ...มันตื้นไป 

มันไม่ทันกิเลสหรอก มันไม่ทันความเป็นเรา...ตัวเราหรอก  แล้วก็จะถูกตัวเราของเรา นี่หลอกตลอดเวลา ออกไปก็โดนหลอก เข้ามาในวัดก็ถูกหลอก ภาวนาอยู่ก็ยังโดนหลอกดื้อๆ ด้านๆ เลย ...มันไม่เข้าใจ จะเกิดความไม่เข้าใจ 

พระพุทธเจ้าอุตส่าห์บำเพ็ญมาตั้งสี่อสงไขยแสนมหากัป ไม่ได้มาสอนให้โง่ ไม่ได้มาชี้ทางโง่ให้เดิน  แต่ท่านชี้ทางสว่าง ให้เห็นว่า...อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์...แล้วแก้ตรงนั้น 

ซึ่งก็คือตรงนี้แหละเหตุใหญ่...เดี๋ยวนี้แหละ ขณะนี้แหละ...ที่เราเข้าไปหมายว่านี่ ตัวนี้เป็นเรา

จนกว่าจะเห็นว่าไม่มีเราในกาย ไม่มีกายในเรา ไม่มีชายในกายนี้ ไม่มีหญิงในกายนี้ ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคลในกายนี้  ...นี่ แก้ได้หมด แก้ปัญหาสามโลกธาตุนี้จบหมด 

แก้ความวุ่นวายที่รู้สึกว่าวุ่นวาย แก้ความกังวล กระวนกระวาย ความกลัว ความกระสับกระส่าย แก้ได้หมด แก้ที่นี้...ที่เดียว เงื่อนปมทั้งหลาย ร่วงหมด หลุดหมด  ...ไม่ต้องไปแก้หลายที่ ไม่ต้องไปหาที่แก้

ดูลงไป รู้ลงไป ให้ทันกัน ... นั่งก็ให้รู้ว่านั่ง เดินก็ให้รู้อยู่ว่าเดิน ยืนก็ให้รู้อยู่ว่ายืน เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ให้รู้อยู่ตรงนั้น  หยั่งลงไป ดูลงไป  หยั่งลงไว้ในปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ทำอยู่แค่นี้ ไม่ต้องทำอันอื่นเลย ...เป็นอาชีพ

ไม่ต้องไปหาวิธีการภาวนาเลย ไม่ต้องหาท่าทางด้วย ... จะสมาธิชั้นเดียว จะสมาธิสองชั้น จะสมาธิเพชรจะสมาธิพลอย...ไม่เกี่ยว อันนั้นเป็นรูปแบบ

ถามว่าเดี๋ยวนี้รู้มั้ย แค่นั้นแหละ เตือนตัวเองไว้ อย่าให้ลืม ว่าเดี๋ยวนี้กำลังทำอะไร กายกำลังทำอะไร มีการระลึกรู้อยู่มั้ย รู้มั้ยว่านั่ง รู้มั้ยว่าหยิบว่าจับ กำลังหยิบกำลังจับ รู้ถึงความรู้สึกในการหยิบการจับไหม แค่นั้นแหละ รู้อยู่อย่างนั้นน่ะ ซ้ำๆ ซากๆ...ซ้ำๆ ซากๆ มันไม่แจ้งให้มันรู้ไป

มันไม่แจ้งเพราะอะไร ...เพราะมันออกนอก เพราะมันรู้ไม่ต่อเนื่อง เพราะมันเห็นไม่ต่อเนื่อง แค่นั้นแหละคือปัญหาของนักภาวนา  

แล้วมันก็คิด แล้วมันก็คาด แล้วมันก็เดาเอาใหม่ ว่าควรจะมีวิธีการที่เร็วกว่านี้ ที่ถูกกว่านี้ ที่ใช่กว่านี้ ที่ลัดตรงลงไปถึงนิพพานไวมากกว่านี้ หรือมาสนับสนุนให้เร็วขึ้น ไวขึ้น  นั่นแหละคือมันออกนอกงานแล้ว

ถ้าทำงานซ้ำซากๆๆ  เดี๋ยวได้เงินเดือนขึ้นเองน่ะ ได้เป็นบุคคลดีเด่นประจำปีเลยน่ะ ใช่มั้ย เงินเดือนขึ้นแน่ๆ ... แต่คราวนี้ว่าพวกเราทำงานแบบ เช้าชามเย็นชามๆๆ  อู้ เดี๋ยวก็เผลอ พัก เดี๋ยวก็นอนหลับ เดี๋ยวก็ไปเที่ยวเล่น  เงินเดือนไม่ขึ้นหรอก เขาจะตัดเงินเดือนด้วยซ้ำ นั่นน่ะ

มีแต่ไปเที่ยว...โดยอ้างว่าจะไปหาหนทางที่สงบสักหน่อย จะไปหาหนทางที่ให้เกิดมรรคผลและนิพพานหน่อย ...เออ นั่น หนีเที่ยวนะนั่น ถือว่าไปเที่ยว ไกด์นำทางมันว่าตรงนี้นิพพาน ถ้าอย่างนี้ถึง ถ้าอย่างนี้จะแก้ปัญหาในโลกที่เราประสบปัญหาได้เลยวิธีนี้ .... นี่มันออกจากงาน ไปรับจ๊อบนอกไปรับงานนอก ...ผลไม่เกิด

งานในปัจจุบัน...สำคัญที่สุด คืองานในปัจจุบัน ... เพราะอะไร ...เพราะความจริงมีอยู่ในปัจจุบัน ความเป็นจริงไม่มีในอดีต-อนาคตนะ  มันไม่แน่ นี่  เดี๋ยวกลับไป จะเจอใคร เจอหมาหรือเจอผู้หญิงก่อน รู้มั้ย ...ไม่รู้หรอก สิ่งที่คิดไปก่อนก็ไม่รู้ว่าจะใช่หรือเปล่า มันแน่นอนมั้ย...อนาคต

โยม –  ไม่แน่นอน

พระอาจารย์ –  อือ ไม่จริงด้วย ...แล้วไม่รู้ว่าจะเกิดจริงรึเปล่า แล้วไม่รู้จะเจอจริงไหม หรือไม่เจอใครเลยก็ได้ หรือว่าอาจจะเจอใครเยอะแยะเลยก็ได้ ใช่มั้ย ... เห็นมั้ยว่าอนาคตมันจริงมั้ย

แล้วความจริงที่สุดมันอยู่ตรงไหนล่ะ ก็บอกว่ารู้มั้ยว่านั่ง นี่...จริง  รู้มั้ยว่ากำลังเย็น...นี่จริง  จะพอใจรู้หรือไม่พอใจรู้กับมันก็ตาม ยังไงก็มีอยู่จริงน่ะ  จะอยากรู้-ไม่อยากรู้ มันก็มีอย่างนี้จริงน่ะ  จะพอใจหรือไม่ต้องการมัน มันก็มีอยู่อย่างนี้จริงว่านั่งน่ะ

เห็นมั้ย มันไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือไม่อยากใช่มั้ย ความจริงนี่  มันขึ้นกับเหตุปัจจัยมันพอดีอย่างนี้ มันก็ปรากฏอย่างนี้ในปัจจุบัน...นี่คือธรรม

สืบค้นลงไปในธรรมที่เป็นปัจจุบัน จึงจะเข้าใจว่าความจริงคืออะไร แล้วที่สุดของความจริงนั้นคืออะไร แล้วความจริงนั้นเป็นใครของใครหรือไม่ได้เป็นใครของใคร...ความจริงอันนี้

มัวแต่ไปหาอะไรที่นอกจากความเป็นจริงน่ะ งง อลหม่าน สับสนไปหมด ... เหมือนน้ำรดหัวตอแล้วมันกระเด็นน่ะ มันกี่เส้นกี่สายเข้าไปล่ะ กี่เม็ดกี่หยด สาดกระจายไปหมด ไม่รู้จะอันไหนดี ...คนนั้นก็ว่าดี คนนี้ก็ว่าใช่ คนนี้ก็ว่าถูก สำนักนั้นก็ว่าใช่ สำนักนี้ก็ว่าวิธีนี้ จนเราสับสนน่ะ

เพราะมันกำลังหาสิ่งที่ไม่จริง แต่คิดว่าจริงเท่านั้นเอง

แต่ถ้าทิ้งซะ ละซะ...ทิ้งซะ ละซะ  อยู่กับความเป็นจริงที่เป็นธรรมดานี่แหละ ปกตินี่แหละ ... นี่แหละคือรากฐานของธรรม


(ต่อแทร็ก 8/12)




วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 8/10




พระอาจารย์

8/10 (550605B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

5 มิถุนายน 2555



พระอาจารย์ –  ...เคยไปเที่ยวแบบมีไกด์นำไหม แล้วไกด์ที่นำนี่เมา ...เคยให้ไกด์ที่เมานี่นำทางไหม  

เมื่อใดที่เราตามไปกับจิตที่เป็น 'เราอยาก-เราไม่อยาก'  นั่นแหละเรากำลังตามไกด์นำทางที่เมาเหล้า  มันจะพาไปไหนล่ะ นึกดู...ลองนึกดู ถ้าไกด์ที่นำทางมันเมาน่ะ มันจะพาเราไปไหนดี ... ตอบให้เลย ... "ไม่รู้ว่ะ"

จุดมุ่งหมายของคนเมานี่ไม่รู้นะว่ามันจะไปไหน มันพาไปแบบไม่รู้ แล้วถ้าชอบ มันก็ว่า "ได้แล้วอ่ะ ตรงนี้เลย ใช่ๆ" มันก็ว่าของมันอย่างนั้น  ... แล้วเรากำลังให้คนที่เมาน่ะเป็นผู้นำทาง เราไม่อยู่กับผู้ที่ไม่เมาเป็นคนนำทาง 

แล้วใครเป็นคนที่ไม่เมา...คนที่รู้ ผู้ที่รู้ ... มาอยู่ถ้ำ เคยได้ฟังเทศน์หลวงปู่เรื่องดวงจิตผู้รู้มั้ย

โยม –  เหมือนจะเคยค่ะ

พระอาจารย์ –  ดวงจิตผู้รู้นั่นแหละคือผู้ที่ไม่เมา ... เนี่ย นั่ง ตอนนี้ รู้มั้ยว่านั่ง

โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ดวงจิตที่รู้ ... สงสัยรู้มั้ย

โยม –  รู้ค่ะ

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะดวงจิตผู้รู้ว่าสงสัย ...ตัวสงสัยคือดวงจิตที่เมา แน่ะ เขากำลังจะนำเราออกไป สงสัยกำลังจะเป็นผู้นำทาง...คือคนเมา 

แล้วรู้มั้ยว่ากำลังสงสัย  ถ้ารู้ว่าสงสัย ...ก็อยู่ที่รู้ว่าสงสัย ไม่ตามคนเมา เห็นมั้ย นี่คือสติ...ที่กลับมาอยู่กับการรู้อยู่ในปัจจุบัน

รู้ไว้ รู้อยู่ตรงนี้ ... มันจะชักจูงชักลากนำพาไปที่ไหน...ไม่ไป  เพราะมันเมา มันจะพาเราเมา มันจะพาไปค้นหาสมบัติอะไร...ไม่เชื่อมัน  มันจะแอบอ้างสรรพคุณของสมบัติ...ไม่ฟัง จะรู้อยู่ตรงนี้ ตรงกายก้อนนี้ที่มันมีอยู่จริงนี่

แล้วก็สืบค้นลงในความเป็นจริงของกายนี่ สืบค้นด้วยการรู้และเห็น ไม่ต้องไปสืบค้นด้วยการคิดวิเคราะห์ ... รู้เฉยๆ ว่านั่ง...จบ 

แล้วดูว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อ ก็ให้รู้ว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อ ดูอาการมัน รู้อาการมัน รู้อาการของก้อนนี้ (เสียงสัมผัส) ...ไม่ต้องพิจารณาอะไร ไม่ต้องคิด  ปิดตำรา ปิดหูซะ ไม่ต้องไปฟังคนนั้นว่าต้องเห็นอย่างนั้นต้องได้อันนั้น ต้องทำอย่างนี้แล้วจะได้มรรคผลนิพพาน...ไม่ฟัง 

จะรู้ตรงนี้ จะเห็นตรงนี้ เงียบๆ เงียบๆ ...ทีมันนั่ง มันยังนั่งเงียบๆ เลย ... มันนั่งเงียบๆ ใช่ไหม มันมีปากมีเสียงไหม

โยม –  ไม่มีค่ะ

พระอาจารย์ –  อือ แล้วจะไปปากไปเสียงอะไรกับมัน

แต่เดี๋ยวๆ มันก็ไปอีกแล้ว เที่ยวอีกแล้ว เดี๋ยวมันก็เที่ยวอีก เดี๋ยวก็ลืมอีกแล้ว …ทำยังไงล่ะ นอกจากการกลับมารู้บ่อยๆ

เดี๋ยวก็เพลินคิดหาวิธีการอีกแล้ว เดี๋ยวมันก็ลอย...ไอ้ที่จำได้ เดี๋ยวก็คิดขึ้นมาเอง “คงไม่ได้อะไร ต้องทำอย่างนี้ก่อน” ...ไปอีกแล้ว ทิ้งของจริงอีกแล้ว ทิ้งความจริงในปัจจุบันอีกแล้ว ...

“เดี๋ยวถ้าเราทำอย่างนี้ พอกลับไปเจอความวุ่นวายอีก มันจะแก้ไม่ได้หรอก ไม่มีวิธีแก้อะไรขนาดนั้น เดี๋ยวต้องหาอะไรทำ” ...ไปอีกแล้ว จะเอาอะไรอีกแล้ว จะเอาอะไรเป็นที่พึ่งอีกแล้ว

แล้วก็เมามายไปกับมัน มัวเมาไปกับมัน สุ่มเดาไปกับมัน คาดเดาไปกับมัน ค้นหาไปกับมัน...ไม่จบไม่สิ้น ...ยิ่งทำยิ่งสงสัย ยิ่งปฏิบัติไปยิ่งสงสัยไป “เอ๊ะ ทำไมวันนี้ได้ อีกวันทำไมไม่ได้ ...เอ๊ะ ทำไมเคยทำอย่างนี้แล้วมันเคยได้ ทำเหมือนเดิม ทำไมไม่ได้”

เดี๋ยวต่อไปจะเจออาการนี้ ถ้าทำ...โดยอาการของนักภาวนา แล้วก็ไปเที่ยวถาม ...คนนึงก็มีความเห็นอย่าง คนนึงก็บอกอย่าง อีกคนก็บอกอีกอย่าง ...สงสัยอีก กลับมาทำเองก็สงสัยอีก ไปถามคนอื่นก็สงสัย สามวันดีสี่วันไข้  จนไปๆ มาๆ หลังๆ จะเหลือหนึ่งวันดีเจ็ดวันไข้

ต่อไปหาดีไม่ได้เลย... ก็ท้อแล้ว เริ่มท้อแล้ว เริ่มไม่ภาวนาแล้ว อยู่ไปงั้นๆ เพราะว่าคงทำไม่ได้แล้ว เพราะว่าไม่เห็นเหมือนกันกับที่เขาพูดเลยสักอย่าง ...ก็ตายลงข้องเดิมน่ะ

เพราะนั้น การภาวนา แรกเลยนี่ ที่ฟังเราและที่ไม่เคยฟังเราแล้วมาฟังเรา ... เบื้องต้นเลยเราจะสอนด้วยวิธีการที่ว่าปรับทิฏฐิให้ตรง ปรับความเห็นให้ตรงก่อน...ว่า พระพุทธเจ้าต้องการสอนอะไร พระพุทธเจ้าต้องการสอนให้ปวารณาเพื่ออะไร ... อะไรเรียกว่าการภาวนาที่แท้จริง 

ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้ได้ เพื่อให้มี เพื่อให้เป็น ...ทุกอย่างที่ทำกันมานี่ เพื่อให้ได้ เพื่อให้มี เพื่อให้เป็นหมดเลยน่ะ ...อย่างมานี่ จะต้องได้อะไรกลับไปสักอย่าง ใช่มั้ย ...หวังนะ คาดนะ 

โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้าได้ก็ดีใจ รู้สึกว่าได้แล้วก็ดีใจ  ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้จะเสียใจ ... เห็นมั้ย แค่เราตั้งความหวังไว้นี่ เตรียมรอทุกข์ไว้เลย  ภาวนาได้ก็ทุกข์ ภาวนาไม่ได้ก็ทุกข์  เนี่ย ...มันภาวนายังไงของมันกัน

แต่ถ้าเข้าใจ ... การภาวนานี่มันเป็นการเรียนรู้ มันเป็นการสำเหนียก มันเป็นการศึกษา ...เพื่อศึกษา เพื่อสำเหนียก เพื่อแยบคาย เพื่อถี่ถ้วน...กับทุกสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน โดยไม่เลือก

แต่คราวนี้ว่าเราจะไปเรียนรู้และยอมรับกับทุกสิ่งในปัจจุบัน  ในขณะนี้...ปัญญาเรายังน้อย...ทำไม่ได้หรอก

ท่านก็ให้จำเพาะกลับมารู้ลงตรงที่กายปัจจุบัน...เป็นหลัก  อย่าให้มันแตกกระสานซ่านกระเซ็น...ออกไปคว้า ออกไปหาอะไรนอกเหนือจากกายที่ปรากฏในปัจจุบัน...ซึ่งมันมีอยู่แล้ว ... มันมีมาตั้งแต่เกิด...กายน่ะ

กายธรรมดานี่แหละ นั่งธรรมดานี่  ลมพัดก็เย็นเป็นธรรมดานี่แหละ รู้สึกธรรมดาๆ นี่แหละ ... มันไม่ต้องไปตีลังกากลับหัวดูกายหรอก ไม่ต้องไปลึกลับซับซ้อนกับกายหรอก 

ก็กายธรรมดานี่แหละ ... ยืน เดิน นั่ง นอน  กิน เคี้ยว กลืน กระพริบ กระเพื่อม เคลื่อน ไหว เหลียวซ้าย แลขวา เหยียด คู้ ยาว เนี่ย กายอย่างนี้ ...ความรู้สึกธรรมดานี่แหละ

ให้รู้กายธรรมดานี่แหละ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องไปแบ่งออกเป็นกระดูก ไม่ต้องไปดูกระดูก ไม่ต้องไปดูอสุภะ ให้มันวุ่นวี่วุ่นวาย  ไม่ต้องไปลอกเนื้อ ลอกหนัง ลอกกระดูก ลอกเอ็นอะไร

ก็ปกติ...นั่งก็รู้ว่านั่งปกติธรรมดานี่ แล้วในขณะนั่งปกติธรรมดา มีอาการอะไรปรากฏมั่ง  ลมพัดทีเย็นทีๆ ก็รู้ ...ให้มันพอดีกับสิ่งที่ปรากฏจริงในปัจจุบันของกาย แค่นั้นแหละ...ฝึก

ไม่ต้องทำอะไรหรอก  แล้วก็ไม่ต้องไปหาอะไรทำด้วย ไม่ต้องไปหาเรื่อง แล้วก็ไม่ต้องเอาเรื่องอะไรกับมัน ...แล้วการรู้กาย ปกติกายอย่างนี้ ก็ไม่ต้องหาเหตุหาผล รู้เฉยๆ ดูมันเฉยๆ ว่ามันปรากฏยังไง มันรู้สึกยังไง มันมีความรู้สึกยังไงในกายตอนนี้ มันอยู่ในท่าทางไหน

อย่าเบื่อ อย่าไปหาอะไรดีกว่านี้ดู อย่าไปคิดว่ามีอะไรดีกว่านี้ดู ... พอมันคิด...ไม่เอา มันเมา...ไม่เอา มันจะให้ออกนอกความจริงในปัจจุบัน...ไม่เอา  อดทนหน่อย  มันอยากหาความสงบ...ไม่เอา มันอยากให้สงบมากยิ่งกว่านี้...ไม่เอา ... เอากายปกตินี่ อยู่กับกายปกติ รู้กับกายปกตินี่

เรียกว่าเป็นการเจริญสติในกาย โดยไม่มีเวลา คือตลอดเวลา ไม่มีเช้า ไม่มีสาย ไม่มีหนึ่งชั่วโมง-ครึ่งชั่วโมง ... รู้ตอนไหนก็ตอนนั้น เพราะกายมันมีตลอดเวลา ใช่ป่าว ...ไอ้ที่ไม่มีตลอดเวลาคือสติ  อันนั้นน่ะต้องฝึก เพราะถ้าไม่ฝึกเดี๋ยวมันก็หาย

อยู่ได้ยังไง ไม่มีกายอยู่ในโลกนี้อยู่ได้ยังไง ...ทั้งวันนี่อยู่โดยที่ไม่มีกาย อยู่ได้ไง  ทั้งๆ ที่มันมีกายน่ะ ...คือมันอยู่ได้ยังไงน่ะโดยที่ไม่รู้ตัวเลย...ว่ามีตัวอยู่ในโลกนี้ หือ แล้วมันจะไม่โง่มากขึ้นไปได้ยังไง

เพราะตลอดตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับไปนี่ อยู่กับสิ่งที่ไม่มีจริงแทบจะตลอดเวลาเลย อยู่กับความคิดบ้าง อยู่กับอดีตบ้าง อยู่กับเรื่องราวคนนั้นคนนี้บ้าง อยู่กับสิ่งที่คาดอยู่หวังอยู่...สิ่งที่ว่าเดี๋ยวจะทำยังไง เดี๋ยวจะไปไหน เดี๋ยวจะเอาอะไร ...โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีกายอยู่นะในโลก

มันจะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ซับซ้อน ทุกข์ซ่อนเร้น ทุกข์ทับถม ทุกข์ทนทรมาน ทุกข์รายวัน ทุกข์รายเดือน ทุกเบี้ยบ้ายรายทาง  มันเก็บทุกข์ตลอด ทั้งวัน ... เพราะอะไร เพราะไปอยู่กับสิ่งที่ไม่จริง แต่เข้าใจว่ามีอยู่จริง จนเป็นนิสัย ...มันเป็นนิสัยนะ

เดี๋ยวพอจะไปฝึกนะ ตั้งใจจะไปฝึกดูกายแล้วจะรู้เลย...มันไม่ชอบอยู่ตรงนี้หรอก มันชอบไป ... "เรา" น่ะชอบไป 

เรามันชอบไป เราชอบออกไปเที่ยว เราชอบออกไปหา เราชอบออกไปโปรเจ็คล่วงหน้า เราชอบออกไปหากระบวนวิธีการที่มันล้ำเลิศ พิสดาร ประเสริฐ  เราไม่ชอบอะไรๆ ที่มันธรรมดา เราไม่ชอบอยู่กับอะไรๆที่มันเป็นปกติธรรมดา ยืนก็แค่ยืน เดินก็แค่เดิน

เนี่ย พอให้รู้ว่าเดิน รู้ว่าเดิน แค่เดินธรรมดานี่ มันรู้สึกว่า มันช่างธรรมดาเสียจริงๆ ...ไม่ชอบ "เรา" ไม่ชอบ  เราชอบอะไรที่มันมีสีสัน เราชอบอะไรที่มันอลังการ เราชอบอะไรที่มันดูดี เราชอบอะไรที่มันประหลาดมหัศจรรย์ เราชอบอะไรที่มันวิจิตรพิสดาร

นั่นน่ะจิต มันเมา มันลุ่มหลง มันมัวเมา กับสิ่งที่เกินความเป็นจริงซึ่งก็คือธรรมดา นั่งธรรมดา ยืนก็เป็นธรรมดา ลมพัดก็เย็นเป็นธรรมดา เป็นปกติธรรมดา นี่

ธรรมดา มาจากคำว่าธรรม มีความหมายเดียวกันกับคำว่าธรรม เพราะนั้นก็คือธรรมดา คือสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมดา ท่านเรียกว่าธรรม สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมดาหรือธรรม หรืออีกคำหนึ่งก็คือธรรมชาติ ก็คือความหมายเดียวกับธรรม แล้วก็ธรรมดา ก็คือความหมายเดียวกันกับ...ความจริง...ทุกสิ่งเป็นธรรมดา

เมื่อใดที่เราปฏิเสธธรรมดา เมื่อใดที่จิตนี้ปฏิเสธธรรมดา หาอะไรที่ไม่ธรรมดา หรืออะไรที่เกินธรรมดา แปลว่าทุกสิ่งนั้นเกินความเป็นจริง ทุกสิ่งนั้นนอกความเป็นจริง ทุกสิ่งนั้นออกจากความเป็นจริง

นั่น จิตที่ไม่รู้ ... แล้วมันก็จะเสกสรรปั้นขึ้นมาให้มันวิจิตรอลังการขึ้นไปเรื่อยๆ น่าใคร่มากขึ้น น่าหลงมากขึ้น น่าแสวงหา น่าจับต้อง น่าครอบครองยิ่งขึ้น ถ้าพูดภาษาพระพุทธเจ้าพูดว่า ติดข้องยิ่งขึ้น

กลายเป็นว่ายิ่งภาวนายิ่งติดข้องหรือเปล่า ...ทั้งๆ ที่ว่าอยู่ธรรมดานี่ มันก็ไม่ได้ข้องกับอะไรอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ลากสังขารมาหาที่ข้องอีก ...ไม่มีข้องก็จะไปหามาให้ข้อง  

มันไม่สงบก็คือไม่สงบ ก็จะหาความสงบมาข้อง  มันไม่ดีก็จะหาความดีมาข้อง ... เห็นมั้ย อะไรที่มันหานั่นแหละคือสิ่งที่มันจะต้องไปข้อง แวะ เกาะ เกี่ยวเหนี่ยวรั้ง ครอบครอง

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันเป็นอย่างนี้ เตรียมรับได้เลย...ทุกข์ มากหรือน้อย สั้นหรือยาว ประเดี๋ยวนึงหรือยาวนาน แล้วแต่เหตุปัจจัย ...แต่ไม่มีผลอื่นๆ หรอกนอกจากอย่างนี้...คือทุกข์ทั้งนั้น

เพราะอะไร ...เพราะมันไปข้องกับสิ่งที่ไม่จริง เพราะมันไปข้องแวะกับสิ่งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา โดยที่ไม่เข้าใจว่ามันเป็นทุกขัง อนัตตา ...นี่แหละจิตผู้ไม่รู้ นี่แหละจิตที่เมา ...แล้วเรายังไปสนับสนุนจิตที่มัวเมาซ้ำลงไปอีก

อยู่ดีๆ ก็ไม่ทุกข์นะ ...พอมาเริ่มนั่งภาวนา เริ่มทุกข์แล้วนะ เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะได้สักที  นี่ ทุกข์ซ้อนทุกข์ขึ้นมาแล้ว โดยที่...กายเขาไม่ได้รู้สึกเลยน่ะ ว่าเขาเป็นทุกข์ ...มีแต่ "เรา" น่ะ ผู้เป็นทุกข์ ...เพราะหาไม่ได้

ถ้าเราเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ เราก็จะออกจากทุกข์ได้  เราก็จะอยู่ได้ในโลกนี้...โดยไม่เป็นทุกข์ ...เพราะเราเข้าใจแล้ว กระบวนการที่จะเกิดทุกข์คืออะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดต่อเนื่อง อะไรเป็นเหตุที่ดับทุกข์ ... นี่ มันเข้าใจ

พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็หมายความว่าจะเข้าใจอริยสัจ ๔ ...จากการที่อยู่กับธรรมดานี่แหละ  ไม่ต้องไปดิ้นรนขวนขวายหาปัญญาอะไรหรอก  อยู่ตรงนี้ให้ได้...เดี๋ยวก็เข้าใจเองว่าทุกข์มันเกิดตอนไหน ทุกข์มันเกิดจากอะไร

มันเกิดจากเสียง มันเกิดจากรูปที่เห็น หรือเกิดจากเราไปยึดมั่นถือมั่นมัน หรือเกิดจากเราไปให้ค่าให้ราคามัน หรือเกิดจากเราไปสมมุติเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้ 

ทั้งๆ ที่ว่าเสียง แล้วก็รูปนี่ เขาไม่ได้ว่าอะไร ...เหมือนกายที่เราให้เห็นนี่ เขาว่าไหมเขาเป็นใคร เขาว่าไหมว่าเขาเป็นของใคร เขาบอกมั้ยว่าเขาสวย เขาบอกมั้ยว่าเขาไม่สวย หือ ใครว่า

มันว่าเอง แล้วมันก็ทุกข์ของมันเอง มันเชื่อของมันเองแล้วก็ว่าของมันเอาเองว่าเป็นทุกข์เอง ...ทั้งๆ ที่ว่า ความเป็นจริงเขาไม่ได้ว่าอะไรเลย  

เงียบใช่ไหม ...ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นอัตตลักษณ์ของมันเลย...ว่ามันคือใคร ว่ามันเป็นอะไร ว่ามันตั้งไว้ให้ใคร ว่ามันตั้งไว้เป็นสมบัติของใคร

แล้วมันเป็นอะไรล่ะ ...เป็นธรรมดาหนึ่งที่ปรากฏ ด้วยความเป็นกลาง ... นั่นแหละ สืบค้นความจริงตรงนี้แหละ ด้วยสติที่หยั่งลงในปัจจุบัน

ไม่รู้จักหรอกสงบ...เราไม่สน  อดีต-อนาคตจะได้ จะไม่ได้ จะไม่ถึง...เราไม่สน  เราสนว่าเดี๋ยวนี้รู้มั้ย ว่านั่ง หรือนอน หรือยืน ... เย็น หรือร้อน หรืออ่อน หรือแข็ง ไหวหรือนิ่ง 

เอาปกติเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไร ...เพื่อจะสืบค้นความเป็นจริงของปกติกายนี่ ว่าคือใคร คือเราจริงไหม มีใครนั่งจริงมั้ย ...หรือไม่มีใครนั่ง มีแต่อะไรไม่รู้มันตั้งอยู่ มีแต่ก้อน รู้สึกว่าเป็นก้อนอะไรไม่รู้ตั้งอยู่

ถ้าไม่มีความคิด ถ้าไม่มีความเห็นนะ มันก็จะ 'อ๋อ เข้าใจแล้วว่ากายคืออะไร ความเป็นจริงของกายคืออะไร' ... ไม่เห็นต้องคิดเลย รู้เฉยๆ นี่ก็เห็นแล้ว

แล้วเขาแสดงความเป็นจริงมาตั้งแต่เกิดแล้ว ...แต่ไม่มีคนไปดู ไม่มีคนไปแยบคาย ไม่มีคนเข้าไปโยนิโสมนสิการ  ไม่มีการเข้าไปแยบคาย สังเกตด้วยความแยบคาย ... เพราะนั้นตัวปัญญาที่จะเกิดขึ้น ต้องเกิดจากการสังเกตด้วยความแยบคาย แล้วจะเข้าใจว่ามันคืออะไร

ไม่ใช่เชื่อเอาแบบง่ายๆ ดื้อๆ โง่ๆ ว่าเป็นเรา เขาว่าเป็นเรา หรือรู้สึกว่ามันเป็นเรา แค่รู้สึกว่าเป็นเราก็เชื่อแล้วว่าเป็นเราจริง ...แล้วไม่ดูลึกไปกว่านั้น ไม่ถี่ถ้วนลงไปกว่านั้น 

กลับตกอยู่ใต้อำนาจของ “เรา” ...ไม่สลัดให้หลุด ให้พ้น  เพื่อมาวิจัยวิจารณ์ด้วยสติสมาธิปัญญาให้ถนัดชัดเจน ว่ามันเป็นเราตรงไหน แขนมันเป็นเราตรงไหน ผมมันเป็นเราตรงไหน ... มันบอกตรงไหนว่าเป็นเรา หือ

มีแต่จิตที่ไม่รู้ไปบอกไปหมายเอาเองว่า...ของเรา ผมของเรา ... ก็ดูดีๆ สิ  ดูเฉยๆ สิ  ดูความเป็นผมที่แท้จริงสิ ...อย่างนี้ มันก็เป็นแค่เส้นๆ รู้สึกว่าเป็นเส้นๆ 

เอ้า นั่นน่ะจริง ความจริงก็มีอยู่แค่นั้นน่ะ ...ไม่เห็นมีเราในเส้นเลย ไม่เห็นมีเราในความเป็นเส้นนั้นเลย ในความจริงนั้นเลย ... นี่แหละ ปัญญามันจะเกิดจากตรงนี้

แล้วก็อย่างที่บอก เมื่อใดที่ออกจากเรา หรือเห็นว่าไม่มีเราแล้วนี่ ...เหตุแห่งปัญหาทั้งหลายนี่ หรือเหตุที่เป็นทุกข์ทั้งหลายนี่ จะน้อยลงไปเอง

เวลาเขาพูดก็เขาพูด เวลาเขาชมเขาก็ชม เวลาเขาด่าเขาก็ด่า ... ด่าไปด่ามา ชมไปชมมา ไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะไม่โดนเรา  โดนแต่หู โดนแต่ตา  แต่ไม่โดนเรา ... เพราะไม่มีเราในตา เพราะไม่มีเราในหู ... แล้วมันจะมีทุกข์เกิดได้มั้ย ตาก็ไม่ทุกข์ หูก็ไม่ทุกข์

กับเสียง กับรูปนี่ ตามันทุกข์มั้ยกับรูป หูมันทุกข์มั้ยกับเสียงดี-เสียงไม่ดีนี่...ไม่มีน่ะ มันไม่ทุกข์น่ะ ... มีแต่ “เรา” น่ะทุกข์กับมัน 

พอ “เรา” ไม่มีนะ ...เสียงก็ไม่เป็นทุกข์ รูปก็ไม่ทุกข์ เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ไม่เป็นทุกข์ ... มีแต่กายมันรับรู้รับทราบแล้วก็ผ่านไป...รับรู้รับทราบแล้วก็ผ่านไป  มันไม่ได้เก็บ มันไม่ได้แวะ มันไม่ได้ข้อง มันไม่ได้ติด อะไรสักอย่างนึง

เวลาหูได้ยินเสียง เขาชมมั่งเขาด่าบ้าง เอ้า พอเสียงนั้นหมด เขาพูดจบไปแล้ว ถามว่าเสียงมันอยู่ไหน

โยม –  ก็หายไป

พระอาจารย์ –  อือ มันเก็บอยู่ในรูหูมั้ย

โยม –  ไม่

พระอาจารย์ –  แล้วทำไมยังทุกข์กับเสียงล่ะ  ใครเป็นทุกข์ล่ะ ... "เรา"...ความรู้สึกว่าเป็นเรา ไปรับ ไปสร้างว่าเสียงนี้ยังมีอยู่ ทั้งๆ ที่ว่าความเป็นจริงน่ะเสียงมีอยู่จริงมั้ย

โยม –  ไม่จริงค่ะ

พระอาจารย์ –  อะไรจริง อะไรไม่จริงล่ะ เห็นมั้ย ... แล้วเราทุกข์กับอะไรล่ะ เราทุกข์กับความจริงเหรอ หรือเราทุกข์กับความไม่จริงกันแน่

เนี่ย เห็นมั้ย แยบคาย ...เข้าใจคำว่าแยบคายไหม เคยแยบคายไหม กับสิ่งที่มันสัมผัสสัมพันธ์อยู่ทั้งวี่ทั้งวันนี่

ไม่เห็นต้องหลับตาให้สงบเลย ไม่เห็นต้องอาศัยความสงบแบบที่เราต้องการเลย ...ให้แยบคายกับสิ่งที่ปรากฏตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ... มันก็เข้าใจ ว่าอะไรเป็นทุกข์ที่แท้จริง ว่าอะไรเป็นทุกข์ที่ไม่จริง ที่เกิดจากความไม่จริง ...มันก็จะออกจากทุกข์นั้นได้

แล้วมันก็ไม่คิดจะออกจากทุกข์ที่จริงได้  อะไรเป็นทุกข์จริง...เสียงที่กระทบนี่ หนีไม่ได้หรอก  ตาที่เห็นรูปนี่ หนีไม่ได้หรอก  ยังไงก็ต้องเห็น ไม่เห็นอย่างนี้ก็ต้องเห็นอย่างนั้น ไม่ได้ยินอย่างนี้ก็ต้องได้ยินอย่างนั้น

พวกนี้เราหนีไม่ได้หรอก แก้ไม่ได้ด้วย  มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นความเป็นจริงที่ปรากฏ ยังไงมันก็ปรากฏ ...แต่ว่าเขาปรากฏแค่ไหนล่ะ  ก็แค่นั้น...เท่าที่ปรากฏ แล้วก็ดับ ดับ สูญ หาย ไม่เหลือ

ธรรม คำว่าธรรมหรือธรรมดานี่ หรือว่าธรรมชาติ หรือว่าธรรมะนี่...เป็นหนึ่ง  เกิดครั้งเดียว...ดับครั้งเดียว 

ได้ยินเสียงนกร้องไหม เกิดครั้งเดียว แป๊บนึงแล้วมันก็ดับ ...คำว่าดับหายไปนี่หมายความว่า มันเกิดได้ครั้งเดียวแล้วก็ดับได้แค่ครั้งเดียว จะไม่มีคำว่าเกิดมาซ้ำอีก

แต่ที่ได้ยินเสียงนี่เป็นของใหม่ เป็นธรรมอันใหม่ ที่คล้ายของเก่า แล้วมันก็ดับ ดับแล้วก็สูญ ...ไม่ต้องไปหาเลยว่าเสียงที่หายไปอยู่ไหน สูญ ...นี่คือธรรม เป็นหนึ่ง เกิดครั้งเดียว ดับครั้งเดียว ไม่สามารถครอบครองได้

อย่างเมื่อกี้โยมนั่งรถมา พอลงจากรถแล้ว...สามารถครอบครองรูปที่อยู่ในรถได้ไหม กายที่นั่งอยู่เมื่อกี้น่ะ มันหายไปไหน

โยม –  มันดับ

พระอาจารย์ –  สูญ สูญไปเลย ...ยังเหลือแต่อะไร เหลือแต่ความทรงจำ คือสัญญา

ถ้าเราไม่เข้าใจ  ...เราก็จะเข้าใจว่ารูปนั้นยังมีจริงอยู่ เข้าใจมั้ย ... ยังว่ามันเที่ยงอยู่ แล้วยังต่อเนื่องมาถึงตรงนี้ด้วย ...ทุกข์มันเลยไม่ไปไหนอ่ะ เพราะไปเข้าใจว่าสิ่งที่ดับไปแล้วยังมีอยู่ ...นี่คือไม่มีปัญญา จิตมันจึงเป็นทุกข์

แต่เมื่อใดที่เรามาหยั่งรู้เห็นปัจจุบัน จะเข้าใจ ...สิ่งที่เราพูดนี่ไม่ต้องคิดตามหรอก ไม่ต้องหา ไม่ต้องค้นเลย มันเป็นแค่ความคิดความจำ ...ไม่มีประโยชน์

ให้ลองรู้ปัจจุบันไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจ จำแนกธรรมเหล่านี้ออก ... ความเป็นจริงมันไม่หนีไปไหนหรอก รอคนเข้าไปพิสูจน์ทราบ ... มันไม่มีคนเข้าไปพิสูจน์ทราบ

นี่แหละ จึงเป็นเหตุที่พระพุทธเจ้าต้องมาตรัสรู้ เพื่อชี้แนะ...ว่าธรรมนี้มีอยู่แล้ว  แต่ไม่มีใครเข้าไปรู้และเห็นมัน จึงเข้าไม่ถึงธรรม จึงไม่เห็นความเป็นจริงของธรรม จึงไม่เข้าใจธรรม จึงไม่สามารถออกจากธรรมเหล่านี้ได้ ...มันข้องน่ะ

เพราะนั้นมันไม่ต้องไปหาหรอกธรรมอะไรน่ะ มันมีอยู่แล้ว ...เราถึงถามว่ากายมีมั้ยน่ะ มันต้องไปทำขึ้นมามั้ยล่ะ

เพราะอะไร เพราะกายตัวนี้จะเป็นตัวลิงก์...ยิ่งกว่าโซเชียลเน็ทเวิร์ค ... คือหมายความว่า...ถ้าแจ้งกายหรือเข้าใจเรื่องกายนี่ มันจะลิงก์ไปถึงสรรพสิ่งทั้งหมด เป็นเรื่องเดียวกัน  

พระพุทธเจ้าเลยต้องให้มาเริ่มต้นเรียนรู้ที่กายนี้ก่อน แล้วมันจะกระจายขยายวงออกไปจนถึงธรรมทั้งหลายทั้งปวง 

เพราะมันไม่ต่างกันหรอก ...ต้นไม้ใบหญ้า ก้อนดินก้อนหิน...กับกายอันนี้ บอกให้เลย  มันจะไม่ได้ว่าเป็นของใครหรือว่าเป็นเรื่องต่างกันอย่างไร ... เป็นธรรมเนื้อเดียวกัน เหมือนกัน

แต่ต้องมาเรียนรู้จากกายนี้ออกไป  ไม่ใช่เรียนรู้จากภายนอกเข้ามา ... เพราะอะไร …มันหลายเกิน มันมากเกิน มันกระจัดกระจายเกินไป


                                                          (ต่อแทร็ก 8/11)