พระอาจารย์
8/1 (550517A)
17 พฤษภาคม 2555
พระอาจารย์ – จำๆๆ จำมาก จำมากสงสัยมาก ... ธรรม เรียนรู้เอา ให้มันง่ายๆ สั้นๆ แค่นั้น อย่าให้จิตมันแลบ ยืดออกไป ...สงสัยลังเล จิตมันก็เคลื่อนออกไป
เคลื่อนออกจากฐาน ...ฐานคือปัจจุบัน อย่าให้มันออกนอกฐานปัจจุบัน
ปกติ
ส่วนมากมันจะออกไปหาความไม่ปกติ นั่น จิต มันไม่พอดี มันไม่รู้จักพอ ให้มันมาอยู่กับความปกติ เงียบๆ อย่างนี้
มันจะได้เรียนรู้ธรรมชาติ...เรียนรู้ธรรมชาติที่แท้จริง
ว่าธรรมชาติที่แท้จริงคือความปกติ ธรรมดา ไม่มีความเป็นสัตว์ ไม่มีความเป็นบุคคล
ธรรมชาติที่ใกล้ที่สุดก็คือกาย ...ส่วนธรรมชาติของใจนี่
มันค่อยเรียนรู้ทีหลัง จนถึงที่สุดแล้วมันก็จะเห็นว่าธรรมชาติของใจเป็นอย่างไร ... แต่สำหรับเบื้องต้น สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อให้เห็นธรรมชาติของขันธ์
ให้เห็นธรรมชาติของขันธ์จนมันเข้าใจ
มนุษย์ทั่วไปมันอยู่กับขันธ์ห้านี่
อยู่ด้วยความไม่เข้าใจ อยู่ด้วยความเข้าใจผิดในขันธ์ห้า มันก็เลยเข้าไปประกอบกระทำในขันธ์ห้าแบบผิดๆ เมื่อเข้าไปประกอบกระทำในขันธ์ห้าแบบผิดๆ
มันก็เกิดทุกข์ เป็นอุปาทานทุกข์
แต่ถ้าให้มันมาเรียนรู้ด้วยสติสมาธิปัญญา
มันก็จะเรียนรู้ขันธ์ห้า ว่าธรรมชาติที่แท้จริงของขันธ์ห้ามันเป็นอะไร ... การภาวนามันก็เพื่อจุดหมายนี้แหละ มันไม่ได้อะไรหรอก
แต่มันเข้าใจขันธ์ห้า
เข้าใจตัวเราที่เข้ามาสำคัญมั่นหมายในขันธ์ห้า ว่ามันเป็นตัวเราตรงไหน อย่างไร
จนมันมีปัญญาในตัวของมันเอง ... จิตที่ไม่รู้มันก็จะรู้ จิตที่เกิดจากความไม่รู้
มันก็จะน้อยลง มันก็เหลือแต่จิตที่รู้ตามความเป็นจริง ... เมื่อจิตที่มันรู้ตามความเป็นจริง
มันก็จะอยู่ด้วยความสงบ ตั้งมั่น และเป็นกลาง มากขึ้น
ส่วนไอ้จิตไม่รู้นี่
มันไม่สงบตั้งมั่นและเป็นกลางหรอก มันคอยจะแส่ส่าย
หาเรื่อง มีเรื่อง สร้างเรื่อง แล้วก็เป็นเรื่อง ... เนี่ย จิตที่มันแส่ส่ายด้วยความไม่รู้
เพราะนั้นถ้าไม่ฝึกภาวนา หรืออบรมจิต เอาจิตสอนจิต เอาจิตเห็นจิตนั่นแหละ มันไม่ยอม มันไม่ยอมหยุด
ไอ้จิตไม่รู้นี่มันจะไม่หยุด เพราะนั้นยิ่งไปสนับสนุนความคิด สนับสนุนอารมณ์
สนับสนุนความอยากนี่ มันจะยิ่งไปพอกพูนกำลังของความไม่รู้มากขึ้น
แต่เวลาเราทำตามความอยาก ความคิด
ตามอารมณ์อะไรก็ตาม...แล้วมันได้ผล มันก็คิดว่ามันรู้
มันเชื่อว่ามันได้ความรู้ มันเชื่อว่ามันได้อะไร ... ซึ่งไม่จริงหรอก มันไม่ได้อะไร เพราะอะไรที่มันได้นี่ มันได้แค่ชั่วคราวแล้วก็ดับ
แล้วมันก็หาต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
ถึงต้องสอนให้มันมีสมาธิ หยุด ตั้งมั่น
อยู่ในปัจจุบัน ... แล้วก็เกิดภาวะที่เรียกว่าทบทวน ทบทวนกายใจ
ทบทวนขันธ์ ทบทวนสิ่งที่ปรากฏ ด้วยความเป็นกลาง ... ทบทวนอยู่ข้างในนี้ มันจะดี มันจะร้าย มันจะอะไร
ก็ดูมัน รู้มัน เห็นมันเฉยๆ ไม่ต้องไปคิด
ไม่ต้องไปหาเหตุหาผล
อยู่ในองค์มรรค องค์ภาวนาอยู่ตลอดเวลา ... ส่วนมากมันไม่ตลอดเวลา เพราะมันจะหลง
เพลิน เผลอ ลืม แล้วก็กิเลสครอบงำ ...คืออยู่ในอารมณ์กิเลส
มันก็ไม่อยู่ในอารมณ์ของมรรคแล้ว
ต้องฝึก มีความเพียร อย่าอยู่เฉยๆ
อย่าอยู่ลอยๆ อย่าอยู่แบบไร้ชีวิตจิตใจ มันต้องอยู่ด้วยการรู้การเห็น
อยู่กับรู้อยู่กับเห็น ทุกปัจจุบันขณะ ... เวลาทำงานนี่ มันหลง ลืม มันส่งออกนอกหมด
ไปจดจ่ออยู่ข้างนอก ไม่จดจ่ออยู่ที่กาย มันจดจ่ออยู่ภายนอก นี่
จิตมันมุ่งออกไปภายนอก
มันก็ไม่ผิด
มันก็เป็นธรรมดาของความหลง ของการใช้ชีวิตกับการงานประสาคนโลกทั่วไป ... ไม่ผิด
แต่ว่ามันมีผลเสีย คือมันไม่รู้ความเป็นจริงของกายใจ เท่านั้นเอง
ถ้าฝึก มันก็จะรู้กายใจพร้อมกับงานภายนอกด้วย ... แต่มันต้องฝึก แล้วมันก็ทำได้คู่กัน
ด้วยความตั้งใจ ....มีความตั้งใจ ถ้าไม่ตั้ง...มันก็นอน
ถ้านอนมันก็หลับ เมื่อหลับมันก็ไหล จิตไม่ตั้ง
เพราะนั้นถ้าตั้งใจนั่ง ตั้งใจเดิน
ตั้งใจลุก ตั้งใจเคลื่อนไหว ตั้งใจหยิบจับอะไร ตั้งใจทำงาน ถ้ามีความตั้งใจอยู่นี่
มันจะอยู่ทั้งงานอยู่ทั้งกายพร้อมกัน ด้วยความตั้งใจ แต่ถ้าไม่ตั้งใจไว้ มันก็หลับ ไหล หลง เผลอ เพลิน
ออกไป
เขาเรียกว่า ‘ตักน้ำก็ให้น้ำเต้าไหล เดาไฟก็ให้ไฟมอด’ เขาเรียกมันทำด้วยความไม่ตั้งใจ มันเลยไม่มีสติระลึกคู่กันกำกับอยู่ มันก็ตกร่องเดิม เผลอ เพลิน งานมันก็บกพร่อง
ภายนอกก็บกพร่อง ภายในก็บกพร่อง ไม่สมบูรณ์
ต้องฝึกในอิริยาบถปกติ...มากๆ เพราะชีวิตทั้งชีวิตน่ะ
มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการภาวนาได้หรอก รูปแบบของการภาวนามันได้แค่ชั่วคราว
นั่งสมาธิ เดินจงกรม ที่ต้องอยู่คนเดียวนี่
มันจะต้องฝึกให้ได้ในอิริยาบถปกติ
ต้องมีสติกำกับให้ได้ ต้องฝึกๆ อย่ารีบร้อน
อย่าร้อนรน เวลาลุก เวลานั่ง เวลาทำอะไร ให้มันมีสติก่อนลุก ก่อนนั่ง
ก่อนหยิบก่อนจับอะไร ก่อนจะพูด กำลังพูด พูดแล้ว พวกนี้ ... มันต้องฝึกกับตัวเอง
การภาวนามันก็จะได้ผลขึ้นมา
ผลก็คือเห็นชัดตามความเป็นจริงของกาย
เห็นชัดตามความเป็นจริงของใจ ว่าหน้าที่ของใจ...หน้าที่ของกาย...จริงๆ มันคืออะไร ... มันจะเห็นชัดในอาการของจิต ที่มันเป็นตัวก่อกวน
คอยแต่จะหาเรื่องสร้างเรื่องอยู่ตลอด เปรียบเทียบ เทียบเคียง ค้นหา
เมื่อมันเห็นว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควรอะไรไม่ควร
อะไรจริง อะไรไม่จริง มันก็ละไอ้สิ่งที่ไม่จริงออก สิ่งที่ไม่จริงมันจะไปหาของที่ไม่จริง คือจิต
มันไปหาของที่ไม่จริง
มันไปหาในอดีตบ้าง หาในอนาคตบ้าง
หาในสัตว์บุคคลอื่นบ้าง หาอะไรที่มันจับต้องไม่ได้ คาดเดาไม่ได้บ้าง อย่างนี้ จิตมันชอบไปหาอะไรที่มันไม่มีจริง ตรงนั้นน่ะมันเลยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ถ้ามันสังเกต คอยสังเกตอาการต่างๆ ภายในของตัวเองแล้ว
มันก็เข้าใจ แยกแยะ จำแนกธาตุ
จำแนกขันธ์ออกมา จนเหลือแต่กาย ใจ ขันธ์ ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ กายมันก็เป็นกายเปล่าๆ กายที่เรียกว่าสักแต่ว่ากาย
ทุกอย่างมันก็เป็นอะไรเปล่าๆ ของมัน
เหมือนต้นไม้ เหมือนภูเขา
เหมือนก้อนหินก้อนดินนี่ เหมือนอากาศ เหมือนลม มันมีค่าเท่าไหร่ ดูไปดูมาก็จะเห็นว่า มันมีค่าเท่าศูนย์ ศูนย์บาท ถ้าเทียบเป็นราคานะ
ราคามันเท่ากับศูนย์
กาย...ถ้าให้ตีราคานี่ ตัวมันน่ะ
มันไม่เคยบอกว่ามันมีค่าเท่าไหร่ มันก็มีค่าเท่านั้น เท่ากับศูนย์ ทุกส่วนของกาย ทุกส่วนของขันธ์ มีค่าเสมอกัน
เท่ากับศูนย์ นี่ เป็นอะไรที่มันปรากฏอยู่เปล่าๆ ไม่มีค่า ไม่มีราคา
แต่คราวนี้ว่า
ความไม่รู้ของจิตนี่มันเข้าไปให้ค่า อันนี้ห้าบาท สิบบาท ร้อยบาท ล้านบาท มันว่าของมันไป ... แล้วก็แต่ละคนมันจะให้ค่าไม่เท่ากัน
ไปยืนกลางแดดห้าคนที่เดียวกัน แดดเท่ากัน เวลาเดียวกัน แดด..กาย..รู้ ราคาเดียวกัน
ศูนย์บาท แต่จิตแต่ละคนที่ไม่รู้
มันเข้าไปให้ค่า แดด..กาย..รู้ ไม่เท่ากัน ทุกข์ไม่เท่ากัน มีความรู้สึกเป็นทุกข์ต่างกัน มากน้อยต่างกัน
ถ้ามีปัญญามาก...ทุกข์น้อย
ปัญญาน้อย...ทุกข์มาก เห็นตามความเป็นจริงมาก...ทุกข์น้อย
เห็นความเป็นจริงน้อย...ทุกข์มาก ถ้าเห็นความเป็นจริงถึงที่สุด...ไม่ทุกข์เลย ... มีแต่แดด ลม สักแต่ร้อน สักแต่รู้ สักแต่ยืน ไม่มีใครให้ราคา เนี่ย พระอรหันต์ อุปาทานทุกข์ไม่มี
อุปาทานทุกข์เกิดจากจิตเข้าไปหมาย
ให้ค่าให้ราคา ... มันก็ให้ว่าร้อนนี่ติดลบ
เพราะมันไม่ชอบ ก็ให้ค่าต่ำจนถึงเกินศูนย์ กว่าศูนย์ ก็หมายความว่าติดลบ
ถ้าเรามาเรียนรู้กายใจ มันก็จะเห็นอาการที่มันผิดปกติไป...ที่เกิดจากจิตไม่รู้
มันก็เข้าไปหมาย ให้ค่า ให้ราคา เมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว
ขั้นต่อไปก็ต้องละ ... แค่เห็นแล้วยังไม่พอน่ะ เห็นแล้วยังทำตามมันก็เท่านั้นน่ะ ต้องละด้วย ละจิตดวงนั้น ละความอยากตรงนั้น
ละการให้ค่าตรงนั้น ด้วยการทวน
กลับมาอยู่ที่กาย กลับมาอยู่ที่รู้ จนกว่าจิตผู้ไม่รู้นี่ มันจะยอมรับ...ตามความเป็นจริง
ทุกคนน่ะมันก็รู้
ตามความเป็นจริงคืออะไร ... แต่มันรู้แบบจำ
รู้แบบคิด มันเลยไม่เชื่อ จิตไม่รู้มันเลยไม่ยอมเชื่อ รู้ในตำรา มันก็ยังแก้ไม่ได้ ....จิตไม่เชื่อ จิตไม่รู้ไม่เชื่อ ไม่ยอม ไม่ยอมรับความเป็นจริง
มันต้องอาศัย สติสมาธิปัญญาเท่านั้น ...คือดำเนินอยู่ในองค์มรรค แล้วก็เอาความจริงน่ะสอน เอาความเป็นจริงน่ะสอนจิต ด้วยความอดทน พากเพียร แล้วมันก็จะค่อยๆ
ยอมรับความจริงนี้ไปตามลำดับ เพราะความจริงนี้ อะไรมาลบล้างไม่ได้
ไม่มีอะไรมาลบล้างความจริงนี้ได้
ต่อให้จิตมันจะเก่งกล้าสามารถ มีเหตุมีผล
มีข้ออ้าง มีข้อแม้อะไรก็ตาม สุ ดท้ายมันจะมาลบล้างความเป็นจริงนี้ไม่ได้ ความเป็นจริงก็ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่อย่างนี้
เป็นอย่างนี้ ... ไม่มีค่าก็คือไม่มีค่าตลอด
ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินมา มันตั้งอยู่ด้วยความไม่มีค่าไม่มีราคามาตลอดชั่วกัลปาวสาน
และก็มีสภาวะเป็นอย่างนี้อยู่ชั่วนาตาปี ... จักรวาลนี้เกิด จักรวาลนี้ดับไป
มันก็ตั้งขึ้นมาใหม่ด้วยภาวะที่ไม่รู้ไม่ชี้กับอะไร ... มันเป็นธรรมชาติ หรือว่าความเป็นไตรลักษณ์นี่
มันไม่มีอะไรมาลบล้างได้ เนี่ย ความจริง
เพราะนั้นว่า
คำว่าเนิ่นช้าหรือว่าเสียเวลาของผู้ภาวนา คือมันทำไม่ต่อเนื่อง
มันทำความรู้ความเห็นนี้ไม่ต่อเนื่อง พอไม่ต่อเนื่องปั๊บนี่
ไอ้กำลัง..กำลัง..กำลังจะเชื่อ ก็ไม่เชื่ออีกแล้ว เกือบๆๆๆๆ เกือบเชื่อ...ไม่เชื่ออีกแล้ว
มันเป็นอย่างนี้ เพราะมันไม่ต่อเนื่อง
ถ้ามันไม่ต่อเนื่องลงไปแล้ว
มันก็จะขาดวรรคขาดตอนของมัน ไอ้ความที่ให้ค่าให้ราคาหรือว่าจริงจังของจิตหมายมั่น
มันทำงานมากกว่า
เพราะนั้นแต่ละวัน ระหว่างวันนี่
มีช่องว่างเยอะ ถึงบอกว่าศีลมันบกพร่อง ศีลน่ะมันบกพร่อง มันทะลุ มันขาด มันวิ่น
มันแหว่ง มันเว้า มันโหว่ มันก็เลยเปิดช่องให้จิตหมายมั่นทำงาน จิตไม่รู้ทำงาน เมื่อมันทำงาน มันก็ไปหาผล...ผลงานของมัน คือ
สุข ทุกข์ โดยรวมเรียกว่าทุกข์
แต่ถ้าไม่ให้จิตไม่รู้ไปทำงาน
จิตรู้มันทำงาน มันก็ไปนิพพานเป็นเป้าหมาย มันทำคนละงานกันจิตสองดวงนี่ จิตรู้กับจิตไม่รู้ ... เพราะนั้นต้องปิดช่อง
ไม่ให้จิตไม่รู้มันทำงาน จิตเพลิน จิตหลง จิตอยาก
จิตมุ่งไปอดีตสร้างอนาคตอะไรก็ตาม เรื่องราวสัตว์บุคคลคนนั้นคนนี้
อุดช่องรอยรั่วรอยโหว่
ด้วยการรักษาศีล...ศีลห้าคือกาย ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง เรียกว่าศีลห้า ศีลกาย รักษากายไว้ ให้สืบเนื่องต่อเนื่อง อย่าลืม
นั่นแหละ ศีลที่แท้ เป็นศีลในองค์มรรค เป็นศีลในไตรสิกขา
แล้วไปดูเอาว่าทั้งวันน่ะ
มันรู้ความปกติกายเห็นความปกติกายได้มากน้อยเท่าไหร่ แสดงว่าศีลไม่เต็ม ขาด เพราะนั้นเมื่อใดที่ศีลมันขาดมาก แหว่งมาก
โหว่มาก ทิ้งช่วงห่างมาก จิตไม่ตั้งมั่น
สมาธิไม่เกิด เกิดก็น้อย เพราะศีลเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ คือจิตตั้งมั่น
เพราะนั้น อยากให้จิตตั้งมั่น...รักษาศีล อย่าทิ้งกาย อย่าลืมกาย อย่าออกนอกกาย อย่าลืมอิริยาบถปัจจุบันของกาย
อย่าลืมอิริยาบถย่อย ... อิริยาบถใหญ่เรียกว่าศีลใหญ่
อิริยาบถย่อยนี่เรียกว่าศีลที่ป้องกันความด่างพร้อยของศีล คือเติมความบริบูรณ์ขึ้น
ท่านเปรียบศีลเหมือนรั้ว ... มีรั้วแล้ว
แต่มันมีรู นิดๆ หน่อยๆ นี่ เขาเรียกว่ามันด่างพร้อย ถ้ามันด่างพร้อยก็อุดรายละเอียดมัน เพราะว่าในขณะที่นั่งอยู่เฉยๆ นี่ เดี๋ยวก็...โมหะมันคาบเอาไปกินหน้าตาเฉยเลย หลับก็ได้ หายไปต่อหน้าต่อตา ลืมไปต่อหน้าต่อตาก็ได้ ขนาดว่ารู้ว่านั่งเฉยๆ นะ
มันยังเอาไปเลย
เหมือนอีเหยี่ยวมาโฉบลูกไก่น่ะ ... พอดีเราเป็นลูกไก่ หาทางเอาตัวรอดไม่ได้ กิเลสมา หรือว่าโมหะมันมานี่
มันเหมือนอีเหยี่ยวใหญ่หรือนกอินทรี โฉบ ปุ๊บ เอาลูกไก่ไปกิน
แต่ถ้าเราฟูมฟักรักษาจนเติบโต เติบใหญ่ เติบกล้าแข็งแรง ศีลมันแข็งแรงขึ้นมา
มันกลายเป็นแม่ไก่แล้ว รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ฉลาดในการที่จะอยู่ยังไงไม่ให้โมหะมาคาบไปกิน ...มันก็ต้องเติมเต็มในส่วนที่มันเป็นรายละเอียด
เพราะนั้นว่าเวลานั่ง
หรือว่าทำอะไรอยู่ในอิริยาบถเดียว ไม่ได้เคลื่อนไหว ก็ให้จิตมันแล่นทำงานในกาย ไปทางหัวมั่ง คอมั่ง หลังมั่ง หยั่งไปตรวจสอบความรู้สึกตรงนั้น ขึ้นๆ ลงๆ เคลื่อนไปย้ายมาในสรรพางค์กายนี่
ในขอบเขตปริมณฑล ท่านเรียกว่ากายนครนี่ ข้างล่างบ้าง ข้างบนบ้าง ดูมัน
ในขณะที่อิริยาบถใหญ่ไม่เคลื่อนน่ะ
เพราะถึงจะไม่มีความคิด ไม่มีอะไร เดี๋ยวมันก็...โมหะประเภทถีนมิทธะ มันก็ไปซึม รู้ก็ไม่ค่อยชัด กายก็ค่อยๆ เลือน
เลือนๆๆ ไป มืด...ไปจบที่ความมืด ตาบอด พอมืดปุ๊บก็เหมือนกับตาบอดนั่นแหละ
เอากายเป็นเครื่องอยู่
เอากายเป็นเครื่องเล่น จนมันชำนาญ จนมันไม่ออกนอกกายเลย จนมันไม่พลั้งเผอเรอ ไม่ลืม
ในความมีความปรากฏขึ้นแห่งกาย สมาธิมันก็จะมั่นคง แนบแน่น เป็นหนึ่ง
แน่วแน่ในกายปัจจุบัน
ปัญญามันจะเกิดขึ้นต่อมา ตามมา ...ก็เห็นว่าปกติกายคือปกติกาย ร้อนอ่อนเย็นแข็งนี่คือปกติของมัน ไม่ได้บอกว่าเป็นเราแต่ประการใด ไม่ได้บอกว่าเป็นของเรา
ไม่ได้บอกว่ามันสวยหรือไม่สวย ไม่ได้บอกสภาวะอัตลักษณ์ของมันว่าเป็นชายเป็นหญิง
ก็เป็นแค่ ร้อน อ่อน แข็ง ไหว นิ่ง
ทึบ ตึง หนา เบา หนัก แน่น ฯลฯ นั่นน่ะ หาความเป็นเราไม่มี
หาความเป็นชายเป็นหญิงก็ไม่มี หาความเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่เจอ มันก็ไม่ได้บอกว่าเป็นของใคร ครอบครองก็ไม่ได้ นี่
ปัญญามันจะเกิดเมื่อมันเห็นชัดเจน ไม่เคลื่อนออกจากกายนี้
สักกายหรือความเห็นผิดในกาย
หรือความเข้าไปหมายมั่นในกายแบบผิดๆ ด้วยจิตที่ไม่รู้ มันก็จะน้อยลงไป ... จนเหมือนมันลืมไปเลยว่าเราเป็นใครวะ นี่ มันลืม ดูเหมือนมันลืม
ถ้าเผื่ออยู่เป็นสมาธิแน่วแน่
จดจ่ออยู่ที่กายที่ใจมากขึ้น นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น มันลืมวัน ลืมคืน ลืมเดือน ปี พ.ศ. มันลืมวันเกิดวันตายเลย ... มันไม่มีเวลาเลย มันหมดยกออกจากเวลาไปเลย
ยิ่งอยู่กับกายต่อเนื่องกับกายเท่าไหร่ จิตยิ่งสงบ เย็น เป็นปกติ ...สงบเย็นเป็นปกติ ไม่ใช่สงบแบบบ้าบอคอแตก
สงบแบบที่คิดเอาเอง สงบแบบที่อยากได้ ... มันจะสงบเย็น เป็นกลาง แบบอิ่มเต็ม พอดี
ถ้าอยากรู้ว่าความสงบนี้มี ก็พยายามรู้กายดูกายด้วยใจเย็นๆ เงียบๆ ใจเย็นๆ แล้วจะรู้ว่ามันมีความสงบเย็นในความเป็นปกติธรรมดานี้ของกาย เป็นความสงบตามธรรมชาติที่มีอยู่ในธรรมชาติ
ความสงบนี่ยิ่ง เพราะเป็นความสงบที่แท้จริง เป็นสงบ สันติ ที่ไม่ได้อิงอามิส
ไม่ขึ้นกับอามิส มันมีของมันอยู่แล้วในธรรมชาติของมันเอง
เป็นความสงบที่จะเกิดขึ้นได้ หรือเข้าไปเห็น หรือเข้าไปสัมผัสได้ด้วยการระงับจากความปรุงแต่ง
ยิ่งระงับความปรุงแต่งของจิตมากขึ้นเท่าไหร่
มันจะเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติของความสงบที่มีอยู่ในสากลจักรวาลมากขึ้นเท่านั้น ... เพราะนั้นไอ้เราแค่สงบกับกายแล้วมันรู้สึกเป็นธรรมดาเฉยๆ นิ่งๆ เหมือนจืดๆ นี่
มันยังขั้นพื้นฐานของความสงบของธรรมชาติของความสงบนี้
ถ้าระงับความปรุงแต่ง
ความดิ้นรนขวนขวาย ความทะยานอยากที่มันจะพุ่งออกไป ยิ่งจิตมันพุ่ง เหมือนหม้อน้ำเดือด
ปุบปับๆๆ พอน้ำมันหายเดือด คือน้ำมันเย็นลงแล้ว มันจะเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติของความสงบสันติที่มีในสากล
ตรงนี้ เรียกว่าเป็นสงบที่เกิดจากสัมมาสมาธิ
ไม่ใช่สงบที่เกิดจากมิจฉาสมาธิด้วยการทำขึ้นมา เพราะสงบที่ทำขึ้นด้วยมิจฉาหรือด้วยโมหะนี่
มันยังมีทุกข์มันยังมีโทษปนอยู่ คือมันยังมีผลข้างเคียง ผลข้างเคียงแบบง่ายๆ
ไม่ต้องไปสอบถามใครเลย คือแปรปรวน ตั้งอยู่ไม่ได้นาน แล้วก็ดับไป นี่
มีผลข้างเคียง
แต่ความสงบเย็นเป็นธรรมชาตินี่ ไม่หายไปไหน มันเป็นเหมือนเป็นอมตะธรรม
อมตะธาตุ ที่มีอยู่ แล้วยิ่งเข้าไปเห็นความสงบมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเชื่อแน่วแน่ในธรรมชาติที่ล้อมรอบหรือปรากฏอยู่ในท่ามกลางความสงบนั้น มันยิ่งปราศจากตัวตนของเรา
ยิ่งปราศจากการเข้าไปครอบครองถือครองมากขึ้นเท่านั้น
มันยิ่งปราศจากการเข้าไปถือครองครอบครอง ก็เข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงมากขึ้น ความสงบจะยิ่งหยั่งลงไป จนถึงที่สุดท่านเรียกว่า นัตถิ สันติ ปรํ สุขํ เลย นั่นแหละคือความหมายว่า
สุขสงบใดไม่เท่ากับนิพพาน มันหยั่งเข้าไปถึงสภาพดับเย็นเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ เพราะมันหมดแล้วซึ่งจิตที่หมายมั่นในที่ทั้งปวง
เหมือนน้ำเดือด มันเดือดเพราะอะไร ... เพราะมีคนใส่ไฟ มีเราเติมไฟ มีเราเติมฟืน น้ำมันก็เดือด ... เมื่อไม่มีเราเติมฟืน
ไม่มีเราเร่งไฟ ถึงน้ำมันยังเดือด แต่เป็นเดือดเพราะผลของการเคยเติมฟืนไฟไว้อยู่ แล้วมันก็จะเย็นเอง ไม่ต้องไปบังคับให้มันเย็นด้วย ...บังคับอยู่อย่างเดียว
อย่าเอาเราไปเติมฟืน อย่าเอาเราไปเร่งไฟ
เพราะนั้นภาวะของพวกเราตอนนี้
เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน บางเรื่องกูก็ไม่เติมน่ะ...ไม่มีเรา แต่เรื่องนี้กูยอมไม่ได้
ต้องเอาให้มันไหม้กันไปข้างนึง เนี่ย คือมันยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วต่างคนต่างต้มน้ำร้อนแล้วก็สาดใส่กันน่ะ มีหรือมันจะไม่ไหม้ ไม่พอง
เขาสาดมาเท่านี้ เราก็ต้องสาดเขาคืนมากกว่านี้ มันเป็นธรรมชาติของมานะ...ของเรา ตัวเรามันมีพร้อมกับมานะแหละ
ไม่ต้องไปถามว่ามานะอยู่ที่ไหน...อยู่ที่เรานั่นแหละ มันมีคู่กัน แล้วยิ่งสนับสนุนเราเท่าไหร่ ถือตัวเองเท่าไหร่ มานะก็สูงขึ้นมากเท่านั้น
มันถือทุกเม็ด แม้กระทั่งความคิดของกู
ความเห็นของกู...ใครอย่ามาแตะต้องนะ ใครอย่ามาขัดแย้ง
ใครอย่ามาโต้แย้งการกระทำของเรา คำพูดของเรา นี่ มานะมันจะสูงขึ้นเรื่อย เพราะเราถือตัวเราเยอะ เราให้ค่ากับเราเยอะ เราให้ความสำคัญกับเราเยอะ
มานะมันก็เยอะขึ้น
กว่าจะไปละมานะได้
มันต้องละตัวเราไปเรื่อยๆ เห็นมั้ยว่า “เรา” นี่มียันพระอรหันต์น่ะ...อัสมิมานะ ใครว่าละตัวเราได้ที่โสดาบัน ยังละไม่ได้หรอก แค่มองเห็นว่า...'เออ นี่ที่ว่าเป็นเรา
จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรา' เออ มันแค่เห็นนี่แล้วมันเชื่อ แต่ยังละไม่ได้ เผลอเมื่อไหร่กูก็ต้ม เผลอเมื่อไหร่กูก็ทำให้มันเดือดขึ้นมา
เพราะนั้นท่านถึงบอกว่า
เมื่อใดที่เป็นอริยะเบื้องต้น อริยบุคคลเบื้องต้นนี่ ศีลสมบูรณ์
ในระดับที่เรียกว่า ศีลคือชีวิต เพราะนั้นศีลของพระโสดาบันไม่ใช่ศีลห้า
ศีลแปด ศีลสิบ ศีล ๒๒๗ ศีลของพระโสดาบันที่ท่านนับถือเหมือนชีวิต ก็คือ ศีลกาย ...คือท่านรักษากายท่านมาก มีปัญหาเคลื่อนออกไปเมื่อไหร่ รู้ตัว กลับเลย โดยไม่ลังเลสงสัยเลย
แล้วรู้ด้วยตัวท่านเองว่า...นี่
เพราะออกนอกนี้ แล้วไม่ดันทุรังแก้เมื่อรู้ตัว...กลับมาเลย นี่ท่านรักษาศีลเท่าชีวิต
แล้วก็ศีลท่านก็จะเต็มเปี่ยมๆๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยอาศัยการเจริญสติ เป็นจุลสติ เพื่อให้เกิดจุลศีล จนเป็นมหาศีล ศีลใหญ่ จนมันเป็นมหาสติ
เมื่อเป็นมหาสติเมื่อไหร่ มหาสมาธิ
มหาปัญญา มันไปตามลำดับของภูมิธรรม แต่ถ้ายังไม่เข้าอริยบุคคลหรือว่าที่สมมุติเป็นภาษาว่าอริยบุคคลนี่
มันไม่เชื่อ มันไม่เชื่อว่ากายนี้เป็นศีลที่แท้จริง
มันไม่เชื่อว่าการรู้อยู่เห็นอยู่ในกายนี้เป็นมรรค มันไม่เชื่อว่าการรู้อยู่เห็นอยู่ในกายนี้
มันจะละกิเลสได้อย่างไร มันไม่เชื่อว่ารู้เห็นกายอยู่แค่นี้
อยู่ที่รู้อยู่ในกายนี้ มันจะเข้าถึงนิพพานได้อย่างไร
มันไม่เชื่อ ไม่ค่อยเชื่อ ยังสงสัยอยู่
...ก็พยายาม แต่ยังมีจิตที่มันไม่ยอม มันยังหาอยู่ มันยังหากลอุบาย
มันยังหาวิธีการ มันยังหาแนวทางการปฏิบัติ มันยังหาทางลัด ทางตรง ทางเร็ว ทางด่วน คือกูจะขึ้นฟรีเวย์ คือจิตมันจะไปแบบการบินไทย คือบินไปเลยให้เร็วที่สุด
มันจะหาอุบายนั้น
มันยังมีอยู่
มันยังสงสัยในกายใจนี้อยู่ มันยังไม่เชื่อในกายใจนี้อยู่ ว่ากายนี้เป็นศีล ใจนี้เป็นศีล กายนี้เป็นมรรค ใจนี้เป็นมรรค กายนี้เป็นกลาง ใจนี้เป็นกลาง
อยู่ท่ามกลางกายใจนี้แหละเป็นองค์มรรค ...มันยังไม่แจ้งในองค์มรรค เห็นมั้ย
เพราะนั้นมันก็ยังแอบหา และก็ตั้งใจหา
พระโสดาบันนี่...รู้อยู่
ไม่เอาอะไรแล้ว ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากได้อะไรแล้ว ...ไม่อยากอยู่อย่างเดียวคือไม่อยากลืมกาย เนี่ย กิเลสของพระโสดาบัน ไม่อยากทิ้งกาย
ไม่อยากออกนอกกาย ทำยังไงดี นี่กิเลสยังมีอยู่นะ เพราะมันไม่ยอมอยู่กับกายตลอด
แต่รู้เลยว่ากายนี่ มันหนีไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ใจนี่ หนีไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ท่านเชื่อถึงเรียกว่าเอาชีวิตเข้าแลก ...ใครมาบอกว่าวิธีนั้นวิธีนี้ดีกว่าเร็วกว่าถูกกว่า
มันรู้สึกว่า ไม่ค่อยรับน่ะ ฟังที่หูแล้วก็ดับที่เสียงนั่น มันเข้าไม่ถึงข้างใน
เพราะบอกแล้วไง ศีลน่ะมันเป็นตัวกั้น เป็นตัวกรอง ไม่ให้เข้ามาถึงจิตถึงอวิชชาภายในได้ง่ายๆ
แล้วให้เกิดความปรุงแต่งคิดไปในอดีตอนาคตนี่ มันไม่เปิดช่อง ถ้าเปิดช่องให้เข้ามันก็มีช่องออก
พอดีว่ามันมีรั้วศีลกั้นไว้ ก่อนเข้าก็กรอง
ออกไปก็กรอง ไปไม่ไกลหรอก แล้วก็รู้ว่าไม่มีอะไร ถึงบอกว่าพระโสดาบันขึ้นไปน่ะ
ท่านมีศีลต่อเนื่อง เป็นศีลธรรมชาติด้วย ไม่ใช่แค่ศีลบัญญัติ ศีลสมมุติ
(ต่อแทร็ก 8/2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น