วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 8/23


พระอาจารย์
8/23 (550802B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
2 สิงหาคม 2555


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นในการปฏิบัติ เราไม่ได้พูดเรื่องอะไร ต้องไปอะไร ...ถามว่ากายมีมั้ย ก็ต้องตอบว่ามี  ถามว่าที่ไหนไม่มีกายบ้าง ก็ต้องตอบว่าไม่มี

ตราบใดที่ยังมีชีวิต ไม่มีที่ไหนไม่มีกาย  หลับก็ยังมีกาย วางยาสลบก็ยังมีกาย  ตราบใดที่จิตมันยังไม่หนีออกจากกาย หรือยังไม่หมดวาระแห่งการผูกพันกันอยู่ในกาย...ก็ต้องมีกาย  ที่ไหนไม่มีกาย..ไม่มี

แต่พวกเราอยู่ได้อย่างไรโดยที่ไม่มีกาย ...เพราะนั้นไอ้ที่พวกเราอยู่โดยไม่มีกายนั่นน่ะ มันจริงมั้ย มันเป็นจริงมั้ย ...ไม่จริงน่ะ ตรงนั้นน่ะที่นั้นน่ะไม่จริงนะ

แต่ที่ใดที่มีกายอยู่และอยู่ตรงนั้น...ที่นั้นจริง ...เพราะนั้นถ้ามันอยู่ในที่ที่มันจริงนี่ ก็จะเห็นความจริง ...ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าปัญญา หรือญาณ คือเห็นความเป็นจริง

ก็ตราบใดที่มันไม่อยู่ในที่จริงนี่ มันจะเห็นความเป็นจริงมั้ย ...เห็น..แต่ไม่จริง รู้..แต่ไม่จริง มันเคลื่อน เลื่อนลอย มีผลไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน หลายลักษณะอาการเป็นผลเกิดขึ้น ไม่เป็นผลอันเดียวกัน

เพราะนั้นผลต้องมีหนึ่ง...เพราะธรรมมีหนึ่ง ...รู้ธรรมเห็นธรรมที่เป็นหนึ่ง ผลก็ต้องเป็นหนึ่ง คือความดับ ความสิ้น...เป็นธรรมดา

แต่ถ้ามันไปเห็นหรือไปอยู่ในที่ที่ไม่จริง แล้วไปทำอะไรอยู่ในที่ที่ไม่จริงแล้วมีผลนั้นเกิดนี่  มันจะมีการดำรงคงอยู่ ...เมื่อใดที่มันมีการดำรงคงอยู่หรือเที่ยง หมายความว่าขณะนั้นจะต้องมี "เรา" เข้าไปสวมเสวย ทรงอยู่ เสพอยู่ อันนี้แน่นอน

แต่เมื่อใดที่เราอยู่กับความเป็นจริงคือกายใจปัจจุบัน แล้วเราก็เห็นความจริงแค่กายใจปัจจุบัน จนถึงที่สุดของความจริงคือกายใจปัจจุบัน ...ก็จะเห็นว่า...ผลเดียวกัน

ไม่ว่าจะเดินมาจากทางเส้นไหน ...จะเดินมาจากพุทโธ จะเดินมาจากยุบหนอพองหนอ จะเดินมาจากสัมมาอรหัง จะเดินมาจากการพิจารณากายเป็นอสุภะอสุภัง เป็นธาตุเป็นปฏิกูล

ก็จะเห็นที่สุดของความจริงนี้...เหมือนกัน...คือความดับไปเป็นธรรมดาเพราะนั้นผู้ที่เห็นความจริงเหมือนกันตรงนี้แล้ว จะไม่เถียงกันเลย

ไอ้ที่มันเถียงกันอยู่นี่ เพราะมันไปอยู่ในของที่ไม่จริง แล้วมันไปดำรงคงสภาพอยู่กับของที่ไม่จริง ...แล้วไอ้ของที่ไม่จริงน่ะมันเป็นของหลายสิ่งหลายอย่าง...ปะปนกันไป

อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งอย่างไร ผลมันก็แตกต่างกันไปอย่างที่ดำรงปรากฏขึ้นอย่างนั้น ...เพราะการประกอบเหตุปัจจัยด้วยความจงใจด้วยเจตนาต่างกันอย่างไร ผลก็ดำรงขึ้นมาไม่เหมือนกัน

แต่ทั้งหมดคือไม่จริง ยังไม่ถึงความจริง ยังไม่ใช่ของจริง แล้วยังไม่เห็นของจริงด้วย ...มันเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่จิตผู้ไม่รู้นี่แหละไปสร้างไว้ แล้วหลงเข้าไปในอาการของจิตผู้ไม่รู้แล้วสร้างเป็นฐานที่ตั้ง 

เป็นภพที่อาศัย ที่ “เรา”นี่เข้าไปอาศัยในภพนั้นๆ ...ไอ้การที่ว่า “เรา” ไปอาศัยในภพนั้นๆ ในสิ่งที่จิตมันรังสรรค์สร้างสรรค์สังเคราะห์ขึ้นมานั่นน่ะ เรียกว่าการเกิด ...จิตมันเข้าไปเกิดในภพนั้น

ถ้าจริงจัง หมายมั่นขึ้น มากขึ้นเท่าไหร่ ...ก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นเท่านั้น ก็เกิดความถือตัวถือตนมากขึ้นเท่านั้น...กับสิ่งที่ไม่จริง

แล้วมันจะออกได้ไหม ถ้ามันยังเชื่ออยู่นั่นน่ะว่ามันเป็นของจริง ...จนกว่ามันจะออกได้ ต่อเมื่อเห็นว่ามันไม่จริง

แล้วตัวไหนที่จะมาเทียบระหว่างจริงกับไม่จริง ...เนี่ยล่ะคือมรรค เนี่ยละคือปกติ เนี่ยละคือปกติกายใจปัจจุบัน

ถ้าไม่มีฐาน หรือตัวที่เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐานไว้เปรียบเทียบนี่ ...มันจะไม่รู้หรอกว่าอะไรจริงหรือไม่จริง มันจะมั่วซั่วไปหมด

บอกแล้วไงว่าทางเดินมันอยู่ตรงนี้ ซึ่งทุกคนมีกายใจนี่...ปกติกายปกติใจ ...และไอ้สองข้างนี่คือสุขกับทุกข์ สุขกับทุกข์...คือบ่อกระทะน้ำร้อนกับน้ำเย็นอย่างนี้ ...มันจะกระโดดข้ามไปข้ามมาอย่างนี้

มันข้ามความเป็นจริง ข้ามสิ่งที่มีอยู่จริงไปอยู่กับสิ่งที่ไม่จริง ...มันไปอยู่ จนหลงระเริง หรือว่ามีพวกมากลากไปบอกว่าไอ้นี่จริงๆ น่ะ...ซึ่งลึกๆ มันก็เชื่ออยู่แล้วว่าไอ้ที่ไม่จริงนี่จริงน่ะ

พอให้กลับมาเดินอยู่บนความจริง มันดันบอกว่าไอ้ความจริงนี่ไม่จริง ใช่มั้ย ...เพราะอะไร ...มันคุ้นเคย เนี่ย หรือว่าสันดาน หรือว่าอนุสัย หรือว่าอาสวะ

ที่มันบอกว่า... ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรหรอก อย่างนั้นใช่กว่า ไม่เห็นมีความสุขเลย ไหนว่านิพพานัง ปรมัง สุขขัง ไง อยู่อย่างนี้ไม่เห็นมันจะได้ท่าได้ทางเลยว่ามันจะเข้าไปถึงที่สุดของความเป็นบรมสุข

นี่มันคิดนะ มันคิดเอามันก็เลยถอนตัว หรือว่าลาออก หรือว่าหลุดออกนอกมรรคไป ...แล้วเวลาก็ผ่านไปโดยไม่หวนคืน

ครูบาอาจารย์ก็พูดซ้ำพูดซาก ย้ำไปย้ำมา ก็อยู่ตรงจุดนี้ ...ไม่เอาดี ไม่เอาวิเศษวิโสอะไรหรอก เอาว่าให้ทุกคนมาเดินอยู่จุดนี้ให้มากที่สุด ให้ตั้งหน้าตั้งตา จากขี้เกียจก็ให้มันรู้จักดู พูดมันจนมันหายขี้เกียจน่ะ 

จนมันขยัน จนมันสำเหนียกด้วยตัวของมันเองได้ว่า...เออ ไม่เอาแล้ว ไม่ไปหลงกับหม้อกระทะทองแดงคือความเร่าร้อน ทั้งสุขและทุกข์อีกต่อไป ...ก็จะได้เลิกพูดกันไป ไม่ต้องพูดมาก

แต่ไอ้ที่พูดอยู่ทุกวันนี่คือ มรรคมี...แต่ไม่เดิน ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่ไม่รู้ ...ไอ้คนที่ไม่รู้นี่คือคนที่ยังไม่มาฟัง หรือฟังบ้างแต่ไม่ชัดเจน แล้วก็ลังเลไม่แน่ใจ 

แต่เรานี่พูดแบบ นั่งยัน นอนยัน ยืนยัน เดินยัน ...ยันมันทุกที่ว่ามรรคคือ “ที่นี้...กายใจปัจจุบัน” ด้วยความเป็นปกติ ไม่สูง-ไม่ต่ำกว่านี้...เป็นธรรมดา ...ถึงบอกว่า ศีลคือปกติ กายวาจาปกติคือศีล

เพราะนั้น พระพุทธเจ้าถึงวางกรอบของศีลไว้เป็นรากฐาน เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐาน standard ...ตัวนี้เป็นตัวพิสูจน์คุณภาพของสินค้า ว่ามันเลิศหรือมันต่ำเกิน

เลิศเกินก็ไม่เอา ต่ำเกินก็ไม่เอา ต่ำเกินคือหลงลืม เลิศเกินคือไปจงใจทำให้มันได้อย่างนี้อย่างนั้นอย่างนู้น หรือให้เห็นอย่างนี้อย่างนั้นอย่างโน้น ที่มันลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ

เนี่ย เพราะนั้นตัวศีลนี่คือมาตรฐาน standard ...ถือว่าคุณภาพสูงสุดอยู่ตรงนี้ คือธรรมดา คือปกติ คือธรรมชาติที่ปรากฏตามจริง

เพราะนั้น พอจิตมันเริ่มไปค้น ไปควาน ไปหา ไปสร้าง ไปทำลาย อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันนอกเหนือจากนี้ไป ...สติระลึกหวนคืน ทวน คืน กลับสู่มาตรฐานธรรมดา

นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ารักษาศีล ...จนจิตนี้ไม่ล่วงละเมิดออกจากศีล ไปควาน ไปค้น ไปหา ไปทำ...อะไรที่เกินจากปัจจุบัน อะไรที่เกินจริง เหนือความจริงในปัจจุบัน

เมื่อผู้ปฏิบัติเพียรรักษาศีลด้วยการเจริญสติ ระลึก หมั่น ขยัน ...จิตจะดำรงตัวมันเองขึ้นมาตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นหนึ่งอยู่กับกายที่เป็นปกติกายนี้แหละ

นี่แปลว่าอะไร ...แปลว่าผู้ปฏิบัติคนนั้น กำลังเดินไปบนมรรคด้วยความมั่นคงขึ้น ชัดเจนขึ้น ตั้งใจขึ้น ไม่ล่อกแล่ก ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ลังเลสงสัย 

ก็เรียกว่าไม่กลัว ไม่ต้องคอยเหลียวซ้ายแลขวา หาถูกหาผิด หรือหาว่ามีเพื่อนเดินมั้ย เคยเดินมั้ย จะถูกมั้ย ...มันจะมีความมั่นคง นั่น สัมมาสมาธิ

เพราะนั้นเมื่อมันมั่นคงแล้วมันไม่หวั่นไหว เหลียวหน้าล่อกแล่กไปมา ...มันก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินขึ้น เร็วขึ้น ไม่พลัดตกหกล้ม ร่วง ไหล หลุด ลื่น ออกจากปกติกายได้ง่าย

เพราะนั้นระหว่างที่มันเดินไปด้วยความมั่นคงนั่นน่ะ ท่ามกลางความปกติกายปกติใจนี่ ...มันจะเห็นรายล้อมรอบข้างที่ร้องกันระงมเลย เป็นเสียงสำเนียงอาการลักษณะของสรรพสิ่ง ...นี่ เหมือนเป็นแค่วูบๆ วาบๆ ไหวๆ หวั่นๆ

แต่มันเห็นในลักษณะที่ว่า...กูจะตั้งใจเดิน กูไม่สนใจเลย...หมายความว่า มันก็เป็นแค่อะไรที่ไม่สามารถจะมาฉุดมารั้งได้ ...นี่เขาเรียกว่าเดินในองค์มรรค จะเป็นอย่างนั้น

เพราะนั้น สิ่งที่รายล้อมนี่ มันเหมือนกับไม่มีราคา ...เหมือนกับไม่สามารถจะมาชักจูงออกนอกมรรคได้

เมื่อมันไม่สามารถชักจูงออกนอกมรรค มันจะอยู่ได้แค่ไหนล่ะ ..มันก็ได้แค่...เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง ไม่สามารถแตะต้องผู้ที่กำลังดำเนินอยู่ในองค์มรรค คือกายใจนี้

อาจจะมีบางครั้ง บางเรื่องบางราวที่เกิดขึ้น หรือมันสัมผัสสัมพันธ์กับผู้ที่เดินอยู่ภายในแล้วมีอนุสัยสันดานติดข้องอยู่ที่ให้ค่ามาก อาจจะมีอาการไหวหวั่นหันดูบ้าง ...แต่เท้ายังเดิน ไม่เคลื่อนตามอาการหวั่นอาการไหว

ลักษณะอย่างนี้หมายความว่า มันก็เลิกละเพิกถอนอนุสัยสันดานเดิม ที่จะไปมี..ไปเป็นกับภพที่มันเร่งเร้า รุมเร้าให้เข้าไปมี..เข้าไปเป็นกับมันโดยปริยาย


(ต่อแทร็ก 8/24)





วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 8/22



พระอาจารย์
8/22 (550802A)
2 สิงหาคม 2555


พระอาจารย์ –  มรรคไม่ได้มีไว้ให้ข้าม ...นี่เขาเรียกว่าลบหลู่ ลบหลู่มรรค ลบหลู่กายใจตัวเอง ...กายใจเป็นมรรคเป็นทาง กลับข้ามหัวไปอย่างงั้น

ก็เลยเทศน์ซะวันนี้เลยว่ามรรคคืออะไร มีอยู่แล้วทุกคน ...เราถึงพูดบ่อยไง การเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ขันธ์ห้าเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว...ถือว่าเป็นสมบัติส่วนตัวนะ ได้อัตตาตัวตนนี้มา

ไม่จำกัดว่าเป็นคนไทย คนพุทธ ...สัตว์โลกมนุษย์โลกทั้งหลาย พอ "Hello...Earth" ขึ้นมาแล้วนี่ หมายความว่ามีสิทธิ์ทุกคน ได้กรรมสิทธิ์พร้อมกับรูปสมบัติกายสมบัติ

คือมันได้สิทธิ์อะไร  สิ่งที่ได้ติดมา...กายสมบัติรูปสมบัติหรือขันธ์ห้านี่คืออะไร ...คือได้มรรคมาพร้อมกันเลย ได้ทางน่ะ พร้อมกับการเกิดออกมาเป็นมนุษย์

โดยไม่จำกัดว่าศาสนาไหน วรรณะไหน เพศไหน สถานะไหน สถานที่ไหน ...เห็นมั้ย เกิดมาทุกคนปุ๊บนี่ เกิดมาพร้อมกับสิทธิ์...กรรมสิทธิ์ในองค์มรรค

แต่คนไทยคนพุทธนี่  ถือว่าได้สิทธิ์พิเศษ ถือว่าได้โอกาสมากกว่าคนหลายพันล้านในโลก ...คนที่ไม่ได้นับถือพุทธ ก็คือได้สิทธิ์แต่มันขาดโอกาสพิเศษ

กรรมและวิบากที่ต่างทำมา...มันก็เลยสร้างเป็นความเชื่อความเห็นที่โง่เขลาเบาปัญญา มาปิดองค์มรรค ปิดกายปิดใจ ปิดศีลสติสมาธิปัญญาที่อยู่ตรงนี้

กลับไปนับถือพระเจ้ากันไปบ้าง นับถือต้นหมากรากไม้ นับถือเทวบุตรเทวดา นับถือจักรวาล นับถือบ้าบอคอแตกกันไป  มันก็เลยหมดสิทธิ์ในการเกิดมาชาตินั้นๆ ...เห็นมั้ย กรรม 

อย่างนี้เรียกว่ากรรมนี้ปิดบังมรรคผลแลนิพพานโดยปริยายเลย ...จึงเรียกว่าเป็นการอยู่ในโลกด้วยการลบหลู่ตัวเอง คือลบหลู่พระธรรม ลบหลู่องค์มรรค ลบหลู่ความเป็นจริง ข้ามความเป็นจริง

พวกเราคนไทยนับถือพุทธ เป็นลูกหลานพุทธะ ก็เรียกว่าปุพเพกตปุญญตา ได้เกิดในที่อันควร นี่คือได้ทั้งสิทธิ์และโอกาส ...แล้วยังมาได้ยินได้ฟัง ทำความเข้าใจตามที่พอเข้าใจได้ในระดับนึง...ระดับอนุบาล...ก็ยังดี 

แต่จะไม่ดีเลยถ้าสละสิทธิ์และโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ...ปล่อยให้ชีวิตมันหมดสิ้นไปวันๆ ปล่อยให้ขันธ์ห้าเสื่อมสลายผุพังไปเปล่าๆ ไม่เห็นคุณค่าในการเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เห็นคุณค่าในการเกิดมาแล้วได้กายเป็นมรรค

มีสมบัติอยู่กับเนื้อกับตัวที่สามารถจะเดินออกจากบ่วงทุกข์ หรือหม้อทุกข์ หรือกองทุกข์ หรือวัฏฏะที่มันขลั่กกันอยู่นี่ ...น่าเสียดาย ถึงบอกว่าน่าเสียดายที่มีสิทธิ์และโอกาสแล้ว

กับคนที่มีสิทธิ์ในการเกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ไม่มีโอกาส...ด้วยกรรมและวิบาก นั่นไม่น่าเสียดายเท่าไหร่ ...แต่น่าเสียดายสำหรับพวกที่ขนาดมาอยู่ในเมืองพุทธ มันยังเป็นพุทธแค่ตามใบเกิดก็มี

แล้วพอไปบวช ไปฟัง ไปปฏิบัติ ก็ไปทำที่มันคลาดเคลื่อนออกไปจากมรรคก็เยอะ ...เห็นมั้ยว่าได้โอกาส มันได้โอกาสแล้ว พวกเราได้โอกาสสองชั้นสามชั้นเข้าไปแล้ว

ถึงบอกว่าถ้านึกดู พิจารณาตามให้เห็นว่า...ถ้าเราพลาด หรือเราหมดโอกาส หรือเราปล่อยให้โอกาสนั้นมันผ่านไป ไม่ขวนขวาย ไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ...มันก็เหมือนกับการเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ขาดทุน 

การเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ต้องลงทุนนะ ลงทุนบุญด้วย ลงทุนด้วยการกระทำที่เป็นความพร้อมความพอดี...หลายเหตุและปัจจัย ...นี่ มันต้องลงทุน แต่ว่าเราลงทุนแล้วมันได้ผลไม่คุ้มทุน...ก็ขาดทุน 

ได้เกิดมาแล้วนี่ ก็ดันเอากายเอาใจไปใช้งานผิดประเภท ...คือถึงเอาไปทำบุญ นี่ก็เรียกว่าดีหน่อย  เอาไปเป็นประธานผ้าป่า กฐิน ประธานมูลนิธิ  ...มันก็บุญนะ บุญ 

แต่เราก็บอกว่ายังผิดประเภทอยู่ เรายังถือว่าเอากายใจไปใช้ไม่เต็มวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าเห็นดีที่สุดว่าคืออะไร แล้วท่านก็ปรารถนาจะให้ทุกคนได้เห็นเหมือนท่าน ได้เข้าอยู่ในที่ที่เป็นพุทธเกษม

นั่นเขาเรียกว่าพระกรุณาธิคุณ ...ท่านรู้อะไรท่านเห็นอะไรแล้วท่านไม่มาปิดๆ บังๆ  ไม่มาอ้ำๆ อึ้งๆ อิดๆ ออดๆ  ไม่มาเลือกที่รักมักที่ชัง ท่านก็ปรารถนาด้วยพระกรุณา

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาธิคุณของท่าน ก็อยากจะให้ทุกคนได้สิ่งที่ดีที่สุด ...ซึ่งไม่ใช่ให้เฉพาะคนนั้นคนนี้ ก็อยากให้ทุกคนน่ะ

หมายถึงว่าที่ท่านจำเป็นต้องพูดเรื่องบุญเรื่องบาปนี่ เพราะว่านานาจิตตัง ...แต่ลึกๆ น่ะท่านอยากให้ใช้กายนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ใช้ขันธ์นี่ให้เป็นประโยชน์ ขั้นสูงสุดคือขั้นวิมุติหลุดพ้นไป

ที่แย่ยิ่งกว่านั้น มันเกิดมาแล้วมันดันเอากายนี่ไปทำบาป ไปเบียดเบียนกัน ...ไอ้นี่เขาเรียกว่า เกิดมามันยิ่งกว่าขาดทุน มันเสียชาติเกิด ...มันน่าเสียดายชาติเกิดของมัน

เพราะนั้นน่ะ ความเป็นกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา หลักของการปฏิบัติ วิธีการปฏิบัติ ...ทุกคนเกิดมานี่เสมอกันหมด ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน ได้กายเท่ากัน มีใจเหมือนกัน มีความปกติกายเหมือนกัน 

ไม่เลือกว่าเป็นยาจก ไม่เลือกว่าเป็นพระมหากษัตริย์ ไม่เลือกว่าเป็นผู้มีฐานะหรือผู้ไม่มีฐานะในสังคม...ถือว่าสตาร์ทพร้อมกันน่ะ เริ่มพร้อมกัน ...แต่ใครจะถึงเส้นชัยก่อนนี่อีกเรื่องนึง 

เพราะอะไร ...มันไม่เดินน่ะ... ทางมีไม่เดิน มันชอบไปเดินไอ้ที่ไม่เป็นทางน่ะ เนี่ย มันก็หมดเวลาไปซะก่อน ...เอ้า กำลังจะหาทาง กำลังจะเห็นทาง จะขึ้นบนทาง ดั๊น...ตายซะก่อน อย่างเงี้ย

แต่ถ้ามันขยันเดินซะตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ขี้เกียจ ไม่ท้อถอย ไม่ไปเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ไม่ควรจะเห็นดีเห็นงามด้วยกับมัน แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปซะตั้งแต่ที่รู้เดียงสาขึ้นมา

คือพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเจ็ดขวบไปแล้วกว่ามันจะรู้เดียงสา  ต่ำกว่าเจ็ดขวบแล้ว หมายความว่าอริยมรรคอริยผลบังเกิดขึ้นยาก ...คือพอรู้เดียงสามันมีสติสัมปชัญญะขึ้นมาในปัจจุบันได้ชัดเจนแล้ว

เพราะนั้นท่านถึงบอกว่าเจ็ดขวบแล้วนี่...ถ้าเดินได้..เดิน ...ถ้ามันตั้งอกตั้งใจเดินจริงๆ นี่ ไม่พ้นชาตินี้หรอก อันนี้พระพุทธเจ้าท่านพูดไว้ชัดเจน 

ถ้าสัตว์บุคคลใดเจริญสติปัฏฐาน ระลึกดำรงสติตั้งมั่นอยู่ในกายเวทนาจิตธรรมในปัจจุบันนี่...อย่างมากไม่เกินเจ็ดปี อย่างกลางประมาณเจ็ดเดือน อย่างเร็ว...คือประเภทไม่ทำอะไรเลย กูเดินอย่างเดียวนี่...เจ็ดวัน

ก็เข้าไปที่เดียวกับพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย...คือไอ้ที่ที่ไม่มีที่อยู่ มันเป็นที่นั้นน่ะ ...ไม่ใช่ที่ที่เอาข้าวเอาน้ำไปถวายพระพุทธเจ้าข้างบนอะไรนั้น...ไม่มีนะ เพราะว่าที่นี้ไม่มีที่ให้อยู่ 

ตรงนั้นน่ะเป็นที่ของพระอริยะกับพระพุทธเจ้ามากมายมหาศาล ...เป็นอนันตมหาสุญญตา

เพราะนั้นน่ะ ที่อธิบายทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจว่า การปฏิบัติไม่ใช่ของยาก ไม่ใช่ที่ว่าวาสนาน้อย บารมีน้อย อายุไม่ให้ ฐานะไม่ให้ สถานะยังไม่สมควรอะไร

ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มันสมควรแล้ว ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่มาอบรมเทศนา ...และแม้แต่กระทั่งพระพุทธเจ้านี่ ก็ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนนะไม่เกิดมาเป็นมนุษย์

พระพุทธเจ้านี่มากมายเหมือนเม็ดทรายในมหาสมุทร ในสากลจักรวาลหรืออนันตาจักรวาล ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนที่ไม่เกิดมาเป็นมนุษย์

ทำไมล่ะ ทำไมไม่ไปเกิดที่มันดีกว่านี้จะไม่ดีรึไง ...ก็เพราะที่นี้เหมาะ เพราะที่นี้ควร เพราะสัตว์มนุษย์นี่เหมาะ สัตว์มนุษย์นี่ควร...ที่จะปฏิบัติแล้วเห็นผล...เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปี

มีแต่พวกมนุษย์นั่นแหละที่มันบอกว่ายังไม่ถึงเวลาปฏิบัติ ...นี่ ไม่รู้จะเกิดมาทำไม ใช่มั้ย  น่าจะเอาคิวนั้นน่ะยกคิวให้คนอื่นเขาดีกว่ามั้ง ยกคิวการเกิดในชาตินั้นน่ะ ให้พวกที่รอคิวอยู่นี่บานเลย

ถ้ามาเก้ๆ กังๆ อยู่อย่างนี้ ....มันน่าจะให้คิวกับคนอื่นเขามั้ย ที่เขาตั้งอกตั้งใจมาเกิดเพื่อจะมาบรรลุมรรคผลนิพพานในโลกมนุษย์นี่

แล้วบางคนก็อ้างว่ามรรคผลนิพพานเป็นเรื่องยาก เป็นของสูง แตะต้องไม่ได้ ของต้องห้าม ...ก็ถ้าไม่พูดเรื่องมรรคผลนิพพานแล้วมันจะไปนิพพานได้ยังไง หือ

ถ้าไม่มาพูดเรื่องมรรคผลนิพพานอยู่ซ้ำซากๆ แล้ว มันจะเกิดภาวะจดจ่ออยู่กับมรรคผลนิพพานได้ยังไง

ถ้าพูดเรื่องเพลงเพราะ อาหารดี บรรยากาศเลิศ มันก็ไปกันคนละเรื่องสิ ...เพราะคนในโลกเขาก็จะพูดเรื่องดนตรีไพเราะ ที่ไหนอากาศดี อาหารดี สถานที่วิวดี

ตรงไหนมีความสุข มันก็จะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ ...งานดีเงินดี ตรงไหนทำเลดี อยู่แล้วเฮง อยู่แล้วทำมาค้าขึ้น วิชาการอย่างใดทำแล้วรวย ทำแล้วมีเกียรติมีชื่อเสียง ...มันก็จะไปจดจ่อเรื่องนั้น

นี่ ก็เลยต้องพูดแต่มรรคผลนิพพาน มรรคสี่ ผลสี่ นิพพานหนึ่ง บุคคลสี่ ...ก็พูดอยู่แค่นี้...เพื่อให้เกิดการจดจ่ออยู่ในองค์มรรค เพื่อให้ชัดเจนในองค์มรรค

เพื่อไม่ให้มันหลบลี้หนีออกจากมรรค เพื่อไม่ให้มันตกร่องตกรูตกรอย ตกครรลองของมรรค ...มันก็ต้องพูดซ้ำพูดซากกันอยู่อย่างนี้ เพื่อให้มันทัดทานกับกิเลสของตัว ของสัตว์บุคคล

เพราะกิเลสมันหนาแน่น ปิดบัง ครอบงำ จับจองครอบครองใจ ...มีแต่ความเห็น มีแต่ความคิดปิดบัง มีแต่ความเผลอความเพลินปิดบัง มีแต่ความอยาก-ความไม่อยากปิดบัง

มีแต่อารมณ์โลภโกรธหลงปิดบัง มีแต่อดีต-มีแต่อนาคตปิดบัง มีแต่เรื่องราวของสัตว์บุคคลทั้งที่เกิดแล้ว-ทั้งที่ยังไม่เกิดปิดบัง  มีแต่เรื่องราวของเราทั้งที่เกิดแล้ว-ทั้งที่ยังไม่เกิด...ปิดบังดวงใจดวงนี้

แล้วก็อยู่ในสภาพที่ติดคุกมืดบอด ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่ได้โผล่ออกมาได้รับอิสรภาพอะไรเลยน่ะ มันบังซะมิดชิดเลย 

เมื่อมันบังใจ..มันก็บังองค์มรรค  เมื่อมันบังมรรค...มันก็บังกาย  เมื่อมันบังกาย..บังใจ..บังมรรค มันจะไปไหนได้ล่ะ ก็ไปในสามโลกธาตุนี้

สวรรค์ภูมิ มนุษย์ภูมิ เปรตภูมิ อสุรกายภูมิ นรกภูมิ พรหม อรูปพรหม ...มันวนอยู่อย่างนี้ ...นี่คือที่เราบอกว่ามันตกคลั่กกันอยู่นี่ สรรพสัตว์ เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ...ก็มาเกิด-ตายกัน 

แล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานี่น่ะ เปรียบว่า...เหมือนเต่าลอยคออยู่ในมหาสมุทร แล้วโผล่มาได้เจอผักบุ้งอยู่ตรงหน้าตรงปากมันพอดีเลยน่ะ

อย่างนี้มันง่ายหรือมันยากล่ะ ...ไปนึกดูว่ามีเต่ากี่พันล้านตัวล่ะ ในท่ามกลางมหาสมุทร แล้วโผล่ขึ้นมาขณะนั้น แล้วได้กินผักบุ้งตรงนั้นพอดี ...เนี่ย มันพอดีกัน

แปลว่าอะไรพอดีน่ะ ...แปลว่าสมควรแก่ธรรมแล้ว วาสนาส่ง บารมีหนุน สิบทัศ สามสิบประการ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง มันสงเคราะห์เต็มหมดแล้ว

ไม่เต็มอยู่ตัวเดียว คือตัวจิตคิด...ว่าไม่จริง ไม่ถึง ไม่ได้ ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่เรื่องของเรา ยังไม่ใช่ ...ไอ้นั่นน่ะไม่เต็มอยู่ตัวเดียว ...ก็ต้องเอาไอ้ที่ไม่เต็มตัวนั้นน่ะออกไป 

นี่ ทุกอย่างพอดี ..ธรรมก็พอดีตรงนั้น กายใจก็พอดีกันตรงนั้น ตอนนั้น ไม่ขาดไม่เกินกัน

เหมือนอย่างคนฟังก็มาเป็นระยะๆ เหมือนการเกิดการตาย...ไม่ขาดระยะ ...แต่ไอ้ที่จะขาดระยะคือ ไอ้คนพูดนี่จะขาดระยะ ...แล้วการขาดระยะของคนพูดนี่ จะห่างออกไปเรื่อยๆ

แต่ไอ้คนที่ไป คนที่มานี่ ไม่ขาดระยะ เพราะมันเป็นวิสัยของมนุษย์ปุถุชน ...การเกิดการตายมันเหมือนกับเป็นการจับจ่ายใช้สอยในตลาด เหมือนไปเดินช้อปปิ้งอย่างงั้นน่ะ

ไม่เลิกหรอกการเกิดการตายนี่  ตราบใดที่มีโลก...ตราบนั้นก็ยังมีมนุษย์เป็นของคู่กัน ...แต่ไอ้คนพูดนี่ขาดระยะ ไอ้คนสอนนี่ขาดระยะ ...แล้วก็การทิ้งระยะทีนึงนี่ ฮื่อ

เคยได้ยินไหมว่า เขาพระสุเมรุลูกนึง กว้างพันโยชน์ สูงพันโยชน์ หนาพันโยชน์นี่ ร้อยปีมีเทวดาเอาผ้าขาวมาลูบรอบหนึ่งครั้ง จนเขาพระสุเมรุนี่เรียบเท่าแผ่นดิน ...นี่เวลาที่กว่าจะมีพุทธศาสนาขึ้นมา

อย่าปล่อยให้โอกาสและเวลาล่วงไป ...พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้เองว่า วันเวลาล่วงเลยไป ทำอะไรอยู่ ...เรียน เล่น หลง เพลิน ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ...ไปดูเอา เวลาที่ผ่านไป มันผ่านไปกับอะไร

ให้มันพยายามมารู้ว่า...ไอ้เวลาที่มันผ่านไป เออ มันผ่านไปกับการรู้กายรู้ใจ ...ให้มันผ่านไปกับสิ่งนั้นแหละ ถึงจะเรียกว่าสมราคาค่างวดที่เกิดมานี่  จะได้สมราคากับที่จ่ายค่างวดไว้ ไม่ติดหนี้ ใช้หนี้ไป

เพราะนั้นการรู้กายรู้ใจนี่ จึงจะเรียกว่าสมราคาค่างวด ในการที่เวลามันหมดไปทุกวินาที หรือว่าพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าทุกขณะ ...เวลาตายมันจะได้ตายแบบอาจหาญ

ไม่ตายงอก่องอขิง ตายเรี่ยตายราด ตายโวยวาย ตายทุรนทุรายเหมือนหมาถูกน้ำร้อน  ตายแบบกูยังไม่อยากตาย ตายแบบกูไม่สมควรตาย ตายแบบให้คนอื่นตายก่อนกูได้มั้ย

เนี่ย การตายนี่ตายได้หลายรูปแบบนะ ..แต่ส่วนมากทุกคนบอกว่า กูไม่น่าตายเลย มึงน่าจะตายก่อนกู มันจะนึกกันอย่างงั้น

ภาวนานี่ มันจะได้อาจหาญต่อความตาย ว่าเวลาที่หมดไปผ่านไปนี่ ไม่ได้เปล่าประโยชน์เลย ...เห็นมั้ย ตัวนี้ มันจะข้ามบุญข้ามบาป  มันก็...เออ วางใจได้ในระดับหนึ่ง

ถึงเกิดมาใหม่ ถึงยังไม่จบ ถึงยังไม่หมดสิ้นแห่งการเกิด ก็วางใจได้ในระดับหนึ่ง ก็ยินยอมพร้อมตาย ไม่เกรงกลัวต่อความตาย ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อความตาย

เพราะรู้ว่าถึงเกิดมาใหม่ ...จะรีบๆ เกิดเลย มาทำต่อ ใช้ค่างวดซะให้หมด ไม่ติดหนี้ติดสินกับทางโลก กับสัตว์บุคคลอีก

แล้วไม่ต้องกลัวหรอก...เกิดมาก็คงได้มารู้โง่ๆ ต่อ โง่อยู่กับกายใจ ที่มันไม่รู้อะไรเลย ที่มันไม่มีความหมายใดๆ เลย ...นี่เรียกว่าโง่เต็มขั้น...คือหลุดพ้นสุดๆ เลย

นี่จึงจะหลุดพ้นออกจากความเห็นทั้งหลายทั้งปวง จึงจะหลุดพ้นออกจากสมมุติและบัญญัติทั้งหลายทั้งปวง...ด้วยรู้อันเดียวกับกายอันเดียวนี่แหละ ไม่เรียกว่าโง่ ก็โคตรโง่แล้ว

เพราะตัวกายก็ตัวกายโง่ๆ ...มันโง่มาก เพราะมันไม่รู้อะไรเลย มันไม่มีความรู้อะไรในตัวมันเลย มันไม่มีความหมายอะไรในตัวของมันเลย  มันไม่มีความเจตนาจงใจ ความอยากหรือความไม่อยาก ในตัวของมันเลย 

ใครลากมันไปไหน..มันก็ไป ลากมันไปยืนกลางแดด..มันก็ยืน  เอามันไปอาบน้ำ..มันก็อาบ ไม่โง่หรือนั่นน่ะ  เขาพามันไปไหน...ไปหมด  พาขึ้นรถลงเรือ..ไม่โต้ไม่เถียง ...มันโง่มั้ยเนี่ย 

กายมันโง่นี่ ถึงบอกว่ารู้กายโง่ๆ ด้วยใจที่รู้โง่ๆ ...นี่ ใจก็รู้ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ อะไรไม่เกิดก็รู้ อะไรไม่ดับก็รู้ อะไรมากขึ้นก็รู้ อะไรน้อยลงก็รู้...ไม่ว่าอะไร

มันอยากจะว่าอะไรก็รู้ มันมีความอยากเกิดขึ้นก็รู้ โกรธก็รู้ ไม่โกรธก็รู้ ...นั่น รู้ก็รู้โง่ๆ นะ  อะไรเกิดขึ้นมันไม่สนใจ มันรู้อย่างเดียว ...ถึงบอกไง รู้โง่ๆ กับกายโง่ๆ พอแล้ว

เกิดมาหลายภพหลายชาติของผู้ปฏิบัติ นักปฏิบัติ  เพื่อให้กลับมาสู่รู้โง่ๆ กับกายโง่ๆ...สองอย่าง ...สำรอกออกหมดน่ะ ลอกคราบเหมือนงูลอกคราบ

ลอกออกหมดน่ะ ...ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความจริงในสมมุติ ความจริงในบัญญัติ ความจริงในอดีต-อนาคต ความมีอยู่จริงในสิ่งที่จิตมันว่า จิตมันบอก  หรือคนอื่นเขาว่า คนอื่นเขาบอก

มันสำรอกออกหมด ไม่เอาแล้ว  มันเหลือแต่ความจริงโง่ๆ สองอย่างนี่...กาย-ใจ 

เมื่อใดที่อยู่กับสองอย่างด้วยความโง่ ไม่ขวนขวายออกไปข้างหน้าข้างหลัง ข้างบนข้างล่าง ไกลหรือใกล้ ...รวมลงเป็นหนึ่งอยู่แค่นั้นน่ะ

นั่นแหละจะเข้าถึงที่สุดของความโง่...ก็คือความดับโดยสิ้นเชิง


(ต่อแทร็ก 8/23)




วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 8/21 (2)


พระอาจารย์
8/21 (550722C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 8/21  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นี่เรียกว่าเสียทั้งสิทธิ์ทั้งโอกาส...ในการเกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา แล้วยังเป็นศาสนาในช่วงที่ยังมีพระอริยะบุคคล ที่กล่าวตักเตือนสั่งสอนด้วยสัจธรรม

ถ้าล่วงไป ดันตายไปซะตอนนี้ ...แล้วถ้ามันไม่ได้เกิดเป็นคนทันทีเลยน่ะ เอ้า สมมุติว่าบุญบารมียังมีอยู่ ได้เกิดมาเป็นคน...แต่ลับหลังไปนี่สักร้อยสองร้อยปีถึงมาเกิดใหม่

ตอนนั้นจะเจอกี่หันต์ล่ะในโลก มันจะเหลือกี่หันต์ให้เจอล่ะ ...มันจะไปเจอแต่หันซ้ายหันขวา หันหน้าหันหลัง หันไปหันมาน่ะจะเยอะ ...แล้วทำไงล่ะ โอกาสยิ่งน้อย ริบหรี่ๆ ลงแล้ว

นี่ยังดีนะ ยังถือว่ายังมีแสงของพุทธะ ยังพอสาดส่องอยู่ ...แล้วถ้าหลุดห้าพันปีล่ะ นี่พุทธชยันตีแล้วใช่ไหม เขาว่ากันยังงั้นสองพันหกร้อย แล้วเหลืออีกกี่ปี (โยม – สองพันสี่ร้อย)

เออ แล้วถ้าหลุดนี่ล่ะ ต้องบอกว่า เฮอะ ไม่รู้จะไปตามค้นตามควานขึ้นมาได้ล่ะ ...มันหมดทั้งโอกาสไปเลย ถูกปิดโอกาสไปเลย เป็นระยะเวลา...ไม่ต้องนับเป็นอายุปีเลย

เวลาว่างจากพุทธันดรนึงนี่ รอยต่อของพุทธันดรนึงๆ ...พุทธันดร คือพระพุทธเจ้ามาตรัสแต่ละองค์ๆ นี่ ไม่ต้องนับเป็นตัวเลขเลย ไม่ต้องนับเป็นอายุขวบปีเลย เพราะมันนับไม่ถ้วน

ถึงบอกว่าบุญมั้ยนี่ ไม่ใช่บาปนะที่มาทน มาฟังให้เราว่าเราด่านี่ ...แต่หมดโอกาสนี้แล้วนะ ไม่รู้จะไปขุดกันมาจากภพไหนนะ มาฟัง

แล้วจิตนี่มันพาไปได้หมด สามโลกธาตุ ...ถ้ายังปล่อยให้มันล่องลอย เลื่อนลอยนี่ มันจะสร้างภพไปไม่จบไม่สิ้นเลย

ปะเหมาะเคราะห์ร้าย จังหวะนั้น..อารมณ์เป็นอย่างนั้นๆ จิตมันกำลังหวนระลึกหรือว่าคิดปรุงแต่งแต่ละเรื่องๆ ...ถ้าตายตอนนั้นทำยังไง

ไม่อยากได้ก็ต้องได้ รูปขันธ์นามขันธ์อย่างนั้นๆ น่ะ ...มันก็เป็นตัวที่..เขาเรียกว่าวัวปากคอกน่ะ

เหมือนมีคอกวัวล้านตัวอยู่ในคอก ...ถามว่าพอเปิดประตูคอกนี่วัวตัวไหนออกก่อน วัวแข็งแรงเหรอ หรือว่าวัวหนุ่ม หรือว่าวัวเด็ก หรือวัวที่มีเขาสวยๆ งามๆ ออกก่อนหรือ...ไม่ใช่

ไอ้วัวที่มันอยู่หน้าประตูคอกน่ะออกก่อน ...แล้วรู้มั้ย...วัวไหนอยู่หน้าประตูคอก  นึกว่าจะเป็นวัวงามๆ อู้ย ออกมาพละกำลังสวยงามเป็นที่นิยมชมชอบ ดันเป็นวัวง่อยเปลี้ยเสียขาก็ได้

มันออกก่อน เพราะมันอยู่ตรงนั้นพอดีน่ะ ...ไม่อยากออกก็ต้องออก เพราะทุกตัวมันดันจะออก  ก็กูอยู่ตรงนี้ กูไม่อยากออกก็ต้องออกก่อน ...ไม่อยากเกิดก็ต้องเกิดมาเป็นอย่างนั้น

เห็นมั้ย กรรม เราสร้างภพภายในไว้เท่าไหร่ไม่รู้ คิดแต่ละเรื่องๆ ได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง สมประสงค์บ้าง-ไม่สมประสงค์บ้าง จิตกูเก็บไว้หมดแหละ ...กูนี่แหละเก็บไว้หมด

นั่นแหละ กี่ล้านคอกกี่ล้านตัวขังอยู่ข้างใน ...นี่ ภพข้างในที่มันขังอยู่ รอชาติจะกำเนิด

เอาง่ายๆ จากนี่กลับไปจะไปกินข้าวที่ไหน กลับไปกินข้าวบ้าน กลับไปกินข้าวที่ร้านนั้นร้านนี้ ต้องคิดก่อนใช่มั้ย จิตมันสร้างรูปนาม สร้างภพไว้รอแล้ว อนาคตข้างหน้า ไม่ไกลนี้ๆ

มันไม่คิดร้านเดียวหรอก ไอ้นั่นก็ดี ไอ้นี่ก็อร่อย ไอ้ร้านนั้นก็น่าจะดี สี่ห้าร้านว่าไป ...นี่ยังคิดอยู่นะ คือสร้างไว้ก่อน มโนไว้ คือสร้างภพไว้รอๆๆๆ ยังไม่ได้กินจริง ยังไปไม่ถึง

นั่งไปนั่งมา คุยกันไปคุยกันมา ลงสนับสนุนมรรคสมังคีเกิดขึ้นจากภายนอก ปึง “เอาวะร้านนี้ ข้าวมันไก่” ...ไป ก็ไปกินข้าวมันไก่ ได้กินข้าวมันไก่เหมือนกับที่คิดไว้ ...ปึ้ง กิน ได้รสชาติของข้าวมันไก่

ชาติบังเกิด รสจริง ได้ลิ้มรสจริง กินจริงอิ่มจริง หนาวร้อนเย็นจริงปรากฏเหมือนภพที่สร้าง คล้ายกับภพที่สร้างไว้ในจิต ...ภูมิใจดีใจ กูได้แล้ว กูทำสำเร็จแล้วกูๆ ...กูคือเรา ...นี่สำเร็จไปหนึ่งชาติแล้ว 

แล้วข้าวหน้าเป็ด ข้าวเหนียวส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ไอ้นั่นไอ้นี่ที่ยังไม่ได้กิน แต่กูคิดไว้...กี่ภพนี่ ก็พอดีไปอิ่มก่อน...ชาติไปบังเกิดกับข้าวมันไก่ซะแล้ว แล้วมันก็ล่วงไป

แต่ที่หมายไว้ไม่หายไปไหนนะ ...เอ้า กินข้าวมันไก่ติดคอตาย ชักดิ้นแหง่กๆๆ “กูยังไม่ได้กินข้าวหน้าเป็ดเลย” ยังคิดไว้อยู่ ...มันก็เกิดมาหาข้าวหน้าเป็ดกินแหละ บอกให้

เนี่ย ที่มันเก็บเป็นภพไว้อย่างเนี้ย เท่าไหร่ หือ รู้มั้ย...ไม่รู้ นับไม่ถ้วนไง  มันจึงสร้างภพภายในนี่ ไม่จบไม่สิ้นนะ จิตนี่ น่ากลัวนะ น่ากลัว

แต่ถ้าไม่พูดนี่ ไม่เห็นหรอก ไม่เข้าใจ งั้นๆ ...ไม่เห็นมีอะไร สบาย ลอยไปลอยมา นั่งสบายนอนสบาย ไม่เห็นต้องคิดอะไร ไม่มีอะไร๊ ...เอาไปเลย ภพชาติที่เกิดนับไม่ถ้วน รอได้เลย

มันอยู่ในนี้แหละ ไม่หายไปไหนหรอก ...วัน ณ  เวลา ณ  วันดีคืนดีเดี๋ยวก็หวนขึ้นมาแล้ว “ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด” ไม่หายไปไหนนะ

มันรอให้จังหวะพร้อมพอเมื่อไหร่ นั่นแหละสงเคราะห์เมื่อไหร่ก็...ชาติจะบังเกิด

เพราะนั้นต้องระวังนะ ไม่งั้นมันก็จะเลื่อนลอยอยู่นี่ ...สร้างความน่าจะมี สร้างความน่าจะเป็นไว้ก่อน แต่ไม่รู้มันจะสำเร็จมั้ย

พอสำเร็จเมื่อไหร่ปุ๊บ ความยึดมั่นถือมั่นเกิดตรงนั้น ปัง ความเป็นเรา ความเป็นเขา ความเที่ยง ความครอบครองได้ในอาการนั้น รสชาตินั้น ความสุขนั้น ความทุกข์นั้น...บังเกิด

ก็ติดข้อง เป็นเราเป็นของเราได้ เป็นอัสมิ เป็นมานะ เป็นทิฏฐิ เป็นความเห็น ที่ว่าได้ สำเร็จ  เพราะว่าทำตามความอยาก ทำตามที่คิดไว้

ถ้าพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ท่านถึงตรงนี้ ท่านส่ายหัวเลย ทั้งโลกมันอยู่กันอย่างนี้ ...เพราะนั้นมันไม่สามารถจำกัดชาติเกิดได้เลย

เพราะอะไร ...มันขยันสร้างชาติ มันขยันสร้างภพน่ะจิต เข้าใจมั้ย มันไม่ละภพชาติน่ะ ...แล้วจะมาถามว่าจะเหลือเจ็ดชาติเมื่อไหร่ อย่ามาถาม 

จะมาถามทำไม ...ถามตัวเองดิ มันอยู่เพื่อสร้างภพสร้างชาติ หรือมันดำรงชีวิตอยู่เพื่อละภพละชาติล่ะ ...ตัวเองตอบได้นะ

จะมาให้อาจารย์บอกว่าจะเหลือเจ็ดชาติเมื่อไหร่นี่ ...กูจะไปรู้มึงรึ หือ มึงเองมึงยังไม่รู้เลยว่ามึงสร้างภพหรือว่ามึงลดภพอยู่น่ะ มาถามกู...จะไปรู้รึ ตากูก็เห็นแค่นี้ จะไปตอบได้ยังไง ใช่มั้ย

ตัวเองนี่ ก็ถ้าปล่อยเลื่อนๆ ลอยๆ คิดนั่นคิดนี่ ไม่มีอะไรก็นั่งคิด ไม่มีอะไรก็นอนไปก็คิด นั่งก็คิด เดินก็คิด หาลู่ทาง หาแบบ หาภพ หาความสุขความสบายข้างหน้าข้างหลัง

ไม่ต้องถามว่ากี่ชาติ เพราะตอบไม่ได้ ...ไอ้ที่ตอบไม่ได้ของพวกเราคือ ไม่รู้กี่ชาติ เข้าใจมั้ย (หัวเราะ) มันนับไม่ได้ นับไม่ทัน

ขนาดตัวเองยังนับไม่ทันเลยว่าคิดวันนึงกี่เรื่องน่ะ ว่าความน่าจะเป็น เดี๋ยวเราจะได้อะไร เดี๋ยวเราจะทำอะไร เดี๋ยวใครจะทำอะไรกับเรา เดี๋ยวเราจะทำอะไรกับเขา

เดี๋ยวใครเขาจะพูดดีกับเรา เราจะเตรียมตัว เราจะตั้งท่าตั้งทางยังไง แล้วเราอยากจะได้อะไร อยากจะไปไหน อยากจะมีอะไร ...อู้ย อเนกชาติก็เกิดแล้ว

อย่านึกว่ามันไม่มีอะไรนะ ...ทุกอย่างมีเหตุและผล มีเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ แล้วก็ดับไปลอยๆ หรอกนะ ตราบใดที่ยังไม่อยู่เหนือขันธ์อยู่เหนือโลกนี่

เพราะนั้น ภาวะที่จะ...อะไรทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่ไร้สาระได้หมด คือภาวะของพระอริยะเจ้า พระอริยะบุคคลที่ท่านออกมาจากขันธ์ออกมาจากโลก

คืออยู่เหนือสภาวะเหล่านี้แล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยภาวะที่ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นกลางหมด ...นั่นแหละถึงจะวางใจได้

นี่พูดกันจนน้ำลายจะหมดปากแล้ว ก็ยังนับภพนับชาติไม่ถ้วนกันอยู่นี่ทุกคน ไม่รู้มันเป็นโรคอะไร ขยันคิดขยันปรุง ปล่อยให้มันหลง ปล่อยให้มันหาย นะ

เอ้า เอาแล้ว พอ เอาพอเข้าใจ 

(ถามโยม)นี่เป็นใคร อยู่ที่ไหน


โยม –  อยู่จันทบุรีค่ะ

พระอาจารย์ – ว่าไป ว่าอยู่จันทบุรี ...อยู่ที่นี่ ก็อยู่ที่นี่ (หัวเราะกัน) มาบอกว่าอยู่เมืองจันท์ ก็อยู่ที่นี่ก็ต้องอยู่ที่นี่  ไอ้ที่อยู่เมืองจันท์น่ะ จิตมันไปอยู่ ...ตอนนี้อยู่ไหน


โยม –  ที่นี่ค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ เมืองจันท์น่ะ มันจิตคิดไปเอง มันสร้างรูปที่จำได้ว่าเคยอยู่เมืองจันท์ ...เนี่ย คือถ้าถี่ถ้วนน่ะจะเข้าใจ ...นี่ เห็นมั้ยว่า เราใช้จิตจนคุ้นเคยมาก แล้วก็เชื่อว่าอยู่เมืองจันท์จริงๆ

แต่เราเชื่อว่าโยมน่ะอยู่ตรงนี้จริง เพราะเราไม่เห็นเมืองจันท์ เข้าใจรึเปล่า ..กายมันอยู่ตรงนี้ ก็ต้องอยู่ที่นี่ อย่าไปอยู่ที่จันท์ เดี๋ยวจะไปพระอาทิตย์นู่น

อยู่ที่นี่ อยู่ที่เดียว กายมีอันเดียว ไม่มีหลายกาย นะ กายมีกายเดียว ...อยู่ที่กายอันเดียว คือกายเดี๋ยวนี้

ต้องสร้างนิสัยอย่างนี้บ่อยๆ จึงจะเบิกทางมรรคได้ พอจะเห็นทางเล็ดลอดหลุดลอดออกจากสังสารวัฏได้

ถ้าไม่อยู่ตรงจุดนี้ หมายความว่า ไม่เห็นหนทางออกจากขันธ์และโลกได้เลย


..................................