พระอาจารย์
8/21 (550722C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – กลับมาอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ...กายตามความเป็นจริงในปัจจุบันคืออะไร ใจตามความเป็นจริงในปัจจุบันคืออะไร
ให้มันรู้อยู่กับปัจจุบัน...ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ตามกำลัง ...แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายลงไปเอง
ทุกข์ก็จะน้อยลง
แล้วก็เข้าใจสิ่งต่างๆ นานา ตามความเป็นจริง...ไม่ใช่ตามความคิด
ไม่ใช่ตามความเห็นมากขึ้น...ชัดเจน
เมื่อใดที่มันเกิดความรู้ความเข้าใจที่นอกเหนือจากความคิดและความเห็นนี่...เมื่อนั้นน่ะ ชัดเจน ...เมื่อใดที่มันชัดเจนแล้ว...เมื่อนั้นน่ะมันจะวางสิ่งนั้นเลย
เพราะอะไร ...เพราะมันเห็นชัดเจนว่า ไม่มีอะไรในนี้ ไม่มีอะไรตรงนี้...มีแต่ความรู้สึกว่านั่ง
ไม่มีเราในนั่ง ไม่มีเขาในนั่ง ไม่มีอะไรในนั่ง ...มีแต่นั่ง มีแต่ความรู้สึกว่านั่ง...มันชัดเจน
ตอนนี้ไม่ชัด ...เพราะมันแอบคิด
ยังมีแอบคิด ยังมีแอบมีความเห็น ยังมีแอบสงสัย ยังมีแอบ ...จิตมันมีอีแอบมาแอบอิงอยู่
มันก็เลยคลุมๆ เครือๆ ไม่ชัดเจน มัวๆ ซึมๆ
อย่าท้อ ...รู้ซ้ำลงไป รู้อยู่ตรงนี้ จับมัน starve ไว้เลยจิตน่ะ ให้มันอยู่กับปัจจุบันกาย
ปัจจุบันธรรมซะ
ถ้านั่งคิดนอนคิดว่า “เมื่อไหร่จะหายๆ” นี่ กายก็เท่าเก่า เวทนาในกายนี่ก็เท่าเก่า ...แต่ที่รู้อย่างหนึ่งน่ะ
ขณะที่คิดว่า “เมื่อไหร่จะหาย” น่ะ...ทุกข์
ทุกข์เพราะอะไร ...มันแปรสภาพจากผู้รู้...เป็นผู้รอ
ผู้รอคอย ...ถ้าเป็นผู้รอคอยก็เหมือนกับขอทาน
แล้วใครจะเดินมาบริจาคสักทีล่ะ
ลองนึกเอาดูภาพซิ ขอทานถือกะลาไว้
แล้วก็รอให้มีใครผ่านมา แล้วก็หวังว่าใครจะหยอดสตางค์ให้ ...เนี่ย ผู้รอ ...ทุกข์เกิดแล้วตั้งแต่เป็นผู้รอ
เพราะมันรอสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงมั้ยในอนาคต
ทุกข์บังเกิดขึ้นตั้งแต่คิดแล้ว ...นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในอริยสัจสี่
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่รู้ไม่เห็นความจริงนี้
มันก็...แทนที่จะละเหตุแห่งทุกข์ มันกลับสร้างเหตุแห่งทุกข์ด้วยความไม่รู้ตัว
แล้วก็มาบ่นว่า...ทุกข์จัง
ทำไมเป็นทุกข์เหลือเกิน จะออกจากทุกข์ยังไง จะแก้ทุกข์ยังไง จะหนีออกจากทุกข์ยังไง
จะสลายทุกข์นี้ได้อย่างไร
จนกว่ามันจะเห็นว่าเหตุที่เกิดทุกข์คืออะไร...แล้วก็ละเหตุนั้นซะ
...อะไรเป็นเหตุที่เกิดทุกข์...ต้องเข้าใจ
ถ้ารักษากายก็ต้องไปหาหมอ ถ้ารักษาใจก็มา
นี่ มียาธรรม...ธรรมโอสถ ศีลสมาธิปัญญา กินได้ตลอด เอาให้มาก
ไม่มีคำว่าโอเวอร์โดส
ยาอื่นนี่กินมากมันชัก มันช็อคได้นะ ใช่ป่าว
เอาแน่ไม่ได้ บางทีไม่ถูกธาตุไม่ถูกขันธ์ก็ได้ แพ้ยาก็ได้ …แต่ยาธรรมโอสถนี่ ไม่มีแพ้ ชนะหมดสามโลกธาตุ ...ชิตังเม
นี่พระพุทธเจ้าถึงพูดได้เต็มปากเต็มคำ
ชิตังเม ชนะแล้ว ...เพราะกินยานี้แหละ...ชนะ ผลของการชนะ...คือไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ...ก็ชั่งหัวมึง ชั่งหัวขันธ์
กูไม่มาอยู่กับมึงอีกต่อไป เป็นอนันตกาล
เนี่ย มันจะไม่บอกว่าชนะแล้วได้อย่างไร ...ผู้ที่กินยาจนเห็นผลก็ไม่กลัวแล้ว เพราะรู้ว่าจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ...ไม่กลัวตาย การตายครั้งนี้ขอให้เป็นการตายครั้งสุดท้าย
นี่ล่ะ อาจหาญ
กินยาพระพุทธเจ้า...อาจหาญ ...ไม่ใช่กินแล้วยิ่งหดหู่ท้อถอย "เมื่อไหร่จะหายๆ" อยู่ด้วยความท้อถอย...ไม่ได้ ...เอาแต่ร้อง “ตายแล้วๆๆ” นี่ กลัวตาย ...กลัวตายก็เกิดแน่ๆ
กายมันก็เป็นอย่างนี้จริงๆ
มันไม่ดีกว่านี้แล้ว บอกให้เลย ...อย่าไปหวังว่า คาดว่ากับมัน จะซื้อรางวัลที่หนึ่ง
ก็ไม่รู้มันจะได้มั้ย ซื้อมากี่ครั้งแล้วไม่เห็นถูกสักที ...เนี่ย
อย่าไปคาดหวังอะไรกับมัน
ก็ทำหน้าที่ให้มันถูกกับกาลเทศะ
คือกินยาของพระพุทธเจ้าเยอะๆ รู้ตัวๆๆ ไม่คิดๆๆ ...หายก็ชั่ง ไม่หายก็ชั่ง ตายก็ชั่ง
ไม่ตายก็ชั่ง กูจะรู้ของกูอย่างเงี้ย
นั่นแหละ
เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งไว้ เดี๋ยวก็ได้ประกาศก้องสามโลกว่า ชนะแล้วๆ ...แต่อย่าไปประกาศตอนที่นอนโรงพยาบาลนะ เดี๋ยวเขาจับเข้าโรงพยาบาลบ้า (หัวเราะกัน)
ใจน่ะมันจะประกาศของมันเอง ...นู่น
คนกล้าประกาศต้องหลวงตาบัว ท่านเขียนขึ้นป้ายประกาศติดหน้าวัดไว้เลย “ไม่กลับมาเกิดอีกแล้วเป็นอนันตกาล” ...นี่ ไม่อายใคร ของจริงน่ะ
แต่พวกเรานี่...ไม่กล้าพูด เพราะรู้อยู่ทุกคนในใจว่าเกิดแน่ๆ ยังไงกูต้องมาเกิดอยู่แล้ว ...แต่คราวนี้ว่าเกิดแน่ๆ
อยู่แล้วนี่ แล้วเราถามว่า รู้มั้ยว่าจะเกิดเป็นอะไร ...ไม่มีใครรู้
รู้มั้ยว่าจะเกิดสภาพแย่กว่านี้ หรือดีกว่านี้
ไม่รู้เหมือนกัน ...น่ากลัวนะ เราไม่รู้เลยนะว่า กรรมมันจะตกแต่งขันธ์ใหม่ให้เราอย่างไร
เคยทำกรรมอะไรไว้ด้วยความจงใจเจตนา
อันไหนมากกว่าอันไหนน้อยกว่า รอรับได้เลย ...อย่างที่นั่งอยู่แปดเก้าคนนี่
หน้าตามันไม่เห็นเหมือนกันสักคน ทำไมล่ะ อะไรเป็นตัวจำกัด
กรรม...เป็นตัวตกแต่งขันธ์ให้
แล้วรู้มั้ยกรรมอะไรตกแต่งขันธ์ให้ได้อย่างนี้ ....ขนาดปัจจุบันยังไม่รู้เลย
ไม่ต้องถามว่าข้างหน้าจะได้หน้าตายังไง
จะเหมือนปลาจวด เหมือนจวัก
หรือว่าจะสวยเหมือนนางงามจักรวาล ใครจะไปรู้ หรือว่ามีสี่ขา มีหางแถม ใครจะไปรู้...ไม่แน่ เห็นมั้ย หาความแน่นอนไม่ได้ ...น่ากลัวนะการเกิด
ถึงบอกว่าการเกิดเป็นทุกข์นะ ...ไม่ใช่ทุกข์แค่มาเป็นคนแล้วเป็นทุกข์นะ เกิดเป็นอะไรยังไม่รู้เลย นี่ ก็เป็นทุกข์
แล้วเกิดมาจะได้พบพุทธศาสนามั้ย จะได้ฟังธรรมอีกมั้ย ไอ้คนที่มาแสดงธรรมให้มันจะจริงมั้ย ดูน่าเชื่อ แต่ไม่จริงก็ได้ ไม่น่าเชื่อแต่เสือกจริงก็ได้
เอาไงล่ะ ...ใครจะไปรู้ข้างหน้าข้างหลัง
ตอนนี้สำคัญที่สุดแล้ว ได้โอกาส ...คุณได้สิทธิ์
คุณได้โอกาสและสิทธิ์...แต่คุณสละสิทธิ์ซะอย่างงั้น ไอ้นี่โคตรโง่เลย
คนไม่ได้นับถือพุทธ
เขาได้สิทธิ์ในการเกิดมาเป็นคน มีกายมีขันธ์ห้าเพื่อให้ได้เรียนรู้ความเป็นจริง
เขาได้สิทธิ์แล้ว เขาได้สิทธิ์...แต่เขาไม่มีโอกาส เพราะความเชื่อความเห็นถูกปิดบัง
ด้วยลัทธิศรัทธาที่นอกเหนือความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่ากายนี้เป็นอย่างนี้
กายนี้เป็นศีลอย่างนี้ สมาธิคืออย่างนี้ ถ้าจดจ่ออยู่กับกายใจปัจจุบันนี้
จึงจะเข้าใจความเป็นจริงอย่างนี้
แต่เขาปฏิเสธด้วยความคิดความเห็น
ทั้งๆ ที่เขามีสิทธิ์ นี่คือเขาได้สิทธิ์...แต่ไม่มีโอกาส ...ก็ไม่ว่ากัน
แล้วไม่สมควรจะว่าด้วย เพราะเขาไม่มีโอกาสจริงๆ ทั้งๆ
ที่เขามีสิทธิ์อยู่แล้วเท่ากันทุกคนไป
แต่พวกเรา...ได้ทั้งสิทธิ์
แล้วก็ได้ทั้งโอกาส ได้มาเกิดในเมืองไทยที่ยังมีศาสนาพุทธ มีผู้ปฏิบัติตามเห็นผล
จนเป็นพระอริยะเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องต่ำ เบื้องสูง จนถึงที่สุด
ปรากฏให้เห็นคาหูคาตา
นี่เรียกว่ามีโอกาส ได้โอกาสแล้ว
แล้วยังมีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านอีก ...ก็มีทั้งโอกาส มีทั้งสิทธิ์ ...แต่สละสิทธิ์ซะอย่างงั้นน่ะ
ถ้าจะด่านี่สมควรด่าใคร
ก็ด่าพวกเรานี่แหละ ...ไม่ไปด่าคนนอกศาสนาหรอก เพราะเขาไม่มีโอกาส ...ต้องรอให้มาเกิดใหม่ แล้วก็สร้างบุญบารมีขึ้นมา จึงจะมาได้ยินได้ฟังใหม่
ไอ้พวกเรานี่ไม่ต้องรอแล้วน่ะ ...แต่กลับละเลิกเพิกเฉย สิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ซะอย่างงั้น
เกิดมามีกายมาตั้งแต่เกิด
อายุจนป่านนี้ เกินครึ่ง ค่อนนึงแล้วนี่ที่ผ่านมาทั้งหมดน่ะ ...แต่รู้ตัว รู้กาย ดูกายนี้...ไม่ต้องถามเป็นวัน เอาว่าโดยรวมได้กี่นาที
เห็นมั้ย มันหมดโอกาสไปแล้ว
ที่จะสำเหนียกลงในกายปัจจุบัน สร้างความรู้ความเห็นที่ชอบกับกายที่อยู่ในปัจจุบัน นี่ มันเอาคืนไม่ได้แล้วนะ หลายสิบปีที่ล่วงมา
แล้วยังเหลืออีกเท่าไหร่...ก็ไม่รู้ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ อายุจะสั้น
อายุจะยาวกว่านี้...ก็ไม่รู้
กลับปล่อยให้มันล่องลอย เลื่อนลอย เผลอเพลิน
คิดนั่นคิดนี่คิดโน่น คิดอดีตคิดอนาคต ...ไม่อยู่กับร่องกับรอยคือกายใจปัจจุบัน
(ต่อแทร็ก 8/21 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น