พระอาจารย์
8/20 (550722B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เพราะนั้นอย่าไปตำหนิติโทษอาการทุกข์ภายนอกหรือว่าทุกข์ของกายนี้ ...ให้ยอมรับมันให้มาก ยอมรับในความเป็นธรรมดาของมัน ...มันต้องเป็นอย่างนี้
ไม่ไปว่ามันผิด ไม่ไปบอกว่ามันถูก
ไม่ไปเลือก ...ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามธรรม เท่าที่มันจะเป็น
เพราะนั้นเป็นไปตามธรรมของขันธ์ของกายนี่
ก็มีที่สุดคือความดับไป เป็นไปตามธรรมที่สุดของใจก็คือ
กลับคืนสู่ความเป็นบริสุทธิ์ธาตุบริสุทธิ์ธรรมเหมือนเดิม ...ก็ยอมรับเท่าที่จะทำได้
เพราะธรรมชาติที่แท้จริงของใจ คือเป็นธรรมชาติที่เป็นความบริสุทธิ์หมดจดอยู่แล้ว
...แต่เพราะมีความไม่รู้หรืออาสวะนี่มาห่อหุ้ม จึงทำให้ไม่เห็นว่า
ใจนี้มีความบริสุทธิ์อย่างไร
เมื่อใดเรากินยาใจเข้าไปรักษา ...สิ่งที่มันห่อหุ้มปิดบังใจไว้
มันก็จะคลายออกไป
มันก็จะเห็นหรือว่าดำรงความบริสุทธิ์เท่าที่มันจะรักษาธรรมให้บริสุทธิ์ขึ้นมา
ด้วยการชำระสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังปกคลุมใจนี้ออกไป
เพราะนั้นตัวที่จะทำลายหรือชำระสิ่งที่มันห่อหุ้มปกคลุมใจให้เกิดความเศร้าหมอง
ขุ่นมัว มีมลทินต่างๆ นานัปการ นี่แหละเครื่องมือ...ก็คือศีลสมาธิปัญญา
สติเป็นผู้สร้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา ...ศีลคือความหมายของคำว่าปกติกาย
ปกติวาจา สมาธิคือจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งอยู่กับปัจจุบัน
ปัญญาคือเห็นความเป็นจริงเท่าที่มันจะปรากฏ
แล้วก็ยอมรับความเป็นจริงเท่าที่มันปรากฏในขณะนั้น ...นั่นเรียกว่าปัญญา
นี่พยายามเอาตัวนี้ สามสี่ตัวนี้
มาเป็นตัวที่ขจัด ชะล้างสิ่งที่มันห่อหุ้มใจนี้ ...มันจะได้เห็นเข้าไปถึงเนื้อแท้ธรรมแท้
เข้าถึงใจแท้ที่ผ่องใสเป็นอนันตกาล
ใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์เป็นอนันตกาลนี่
มันมีในทุกสัตว์ทุกคนไป มีอยู่แล้ว...แต่มันเข้าไม่ถึงใจ ...มันมัวแต่ไปอยู่นอกใจ
อย่าว่าแต่มันมัวไปอยู่นอกใจเลย มันไปอยู่นอกกายด้วยซ้ำ ไปอยู่ที่อื่น ...ไม่จดจ่ออยู่ภายในปัจจุบันกาย ปัจจุบันจิต ปัจจุบันใจ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันธาตุ
ปัจจุบันขันธ์
มันก็จะยิ่งห่างใจออกไปเรื่อยๆ ...เพราะจิตมันจะเป็นตัวที่เคลื่อนออกไป
ด้วยกระแสความคิดความปรุงแต่ง
ก็ต้องน้อมกลับบ่อยๆ
เมื่อหลงคิดไป เพลินไปกับความคิด ...เมื่อรู้ตัวก็กลับมาอยู่กับตัว
ยืน เดิน นั่ง นอน...ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น
อย่าหลงระเริง เพลิดเพลินไปกับความคิด
ความน่าจะเป็นที่ความคิดมันสร้างขึ้นมา ความควรจะเป็น
หรือรูปนามที่ความคิดความปรุงนี่มันสร้างขึ้นมาใหม่ ...ทั้งหมดนี่เป็นของไม่จริงทั้งสิ้น มันหลอก
มันสร้างรูป มันสร้างกายเรา
มันสร้างตัวเราข้างหน้าข้างหลังขึ้นมา ให้เกิดความดีใจเสียใจ ลุ่มหลงมัวเมา
แล้วก็มีความอยากเข้าไปเสพ เข้าไปเสวยในรูปนามกายใจใหม่ที่จิตมันสร้างขึ้นมาแบบไม่มีสาระ
แต่ที่ไม่มีสาระยิ่งกว่าก็คือตัวเรานั่นแหละ
ไปหลง ไปยึดมั่นถือมั่นในรูปนามกายใจ...ที่ไม่มีแม้แต่ธาตุสี่ดินน้ำลมไฟรวมตัวกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแต่ประการใด
คือมันไม่มีตัวตนที่มีสาระแก่นสารใดๆ
เลย ...แต่กลับทุกข์ทรมานอยู่กับกายใจที่จิตมันแค่มโนภาพขึ้นมา หรือจินตาขึ้นมา
หรือว่าปรุงแต่งขึ้นมาลอยๆ
ถ้าเราไม่เห็นความจริงเหล่านี้
ถ้าเราไม่เข้าใจความจริงเหล่านี้ ...เราจะออกจากรูปนามที่จิตนี้มันสร้างขึ้นไม่ได้
ก็หมายความว่าออกจากทุกข์ที่จิตนี้สร้างขึ้นล่วงหน้าไม่ได้เช่นเดียวกัน
การที่กลับมาเพียรเพ่งอยู่กับปัจจุบัน
การที่กลับมารักษากายใจอยู่กับปัจจุบัน ด้วยสติและสัมปชัญญะนี่แหละ
จึงจะเป็นต้นเหตุต้นทาง...ที่จะออกจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้
เพราะนั้นถ้าออกจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้...ในต้นเหตุต้นทางตรงนี้แล้วนี่ ...หมายความว่ามันจะไม่เข้าไปก่อเกิดทุกข์ใหม่อีกต่อไป
ถึงออกไปก่อทุกข์ใหม่อีกต่อไป
ก็น้อยลง สั้นลง ภพชาติก็จะสั้นลงเอง ...การเกิดการตายในวัฎจักรวัฏสงสารก็จะน้อยลงไปเองตามลำดับ
ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ให้มาก ...อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของคนอื่น อย่าคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ทำได้ยาก
นั่นแหละ จิตมันหลอก เป็นความเห็นความเชื่อขึ้นมา
ปิดบังมรรคปิดบังผล ปิดบังธรรม ปิดบังการเรียนรู้ธรรมตามความเป็นจริง
มันก็เลยเป็นโซ่คล้องเกาะเกี่ยวไว้...ให้ผูกสมัครรักใคร่อยู่กับภพและชาติ ...มีการสร้างภพสร้างชาติต่อไปไม่จบไม่สิ้น
ตาย...ไม่ต้องกลัว กลัวเกิด...เกิดใหม่ ...ยังไงก็ตาย ทุกคนน่ะ มีใครไม่ตาย ตายแน่ๆ ไปกลัวทำไม ...แต่ตายแล้วจะเกิดมั้ย
นี่น่ากลัว ถ้าตายแล้วไม่เกิดนี่ไม่น่ากลัว
แล้วรู้รึยังว่าตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด
ไม่รู้หรอก ...แต่เกิดแน่ๆ บอกให้เลย ตราบใดที่ยังอยู่อย่างนี้
ปล่อยให้จิตล่องลอยไปมา...คิดนั่นคิดนี่
ไม่กลับมาสำรวจตรวจตราความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่หยุดอยู่กับปัจจุบันจนเห็นความเป็นจริงในปัจจุบันว่ามันเป็นใครของใคร
หรือไม่ได้เป็นใคร หรือไม่ได้เป็นของใคร เหล่านี้
ถ้าไม่มากินยาของพระพุทธเจ้าที่ท่านให้ไว้วางไว้นี่
เกิดแน่ๆ ...แล้วเกิดมาอีกยุคนี่ ก็ไม่รู้ว่าเคยเกิด เพราะมันลืม พอผ่านท้องแม่ออกมานี่
ลืมหมด อดีตเคยเกิดมาเป็นใคร ลูกเต้าเหล่าใคร
เป็นผู้ชายหรือเป็นผู้หญิง
เกิดประเทศไหน จังหวัดไหน หรือมาเป็นสัตว์เคยเป็นสัตว์มาก่อนก็ไม่รู้
หรือเป็นคนเป็นเทวดา ไม่รู้ มันลืมหมด ...ก็มาหลงต่ออีกในปัจจุบันชาติ ปัจจุบันภพ
เพราะนั้นเมื่อได้โอกาสมา ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน
ต้องมีวัคซีนป้องกันคุ้มกัน หรือยาธรรมโอสถ ท่านเรียกว่าธรรมโอสถ
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ชะงักเด็ดขาดลงไปในชาตินี้ปัจจุบันนี้
มันก็ยังมีภูมิคุ้มกันติดสอยห้อยตามไปทุกภพทุกชาติไป ไม่ได้เกิดมาแบบมืดมัวมืดบอดจนไม่เห็นฟ้าเห็นตะวัน
ถ้ามันมีภูมิป้องกันแล้วนี่
เดี๋ยวมันก็ฟื้นคืนมา สติก็มา สมาธิก็เกิด มีเหตุปัจจัยให้เกิดสติสมาธิปัญญา
ทุกชาติทุกภพไปที่เกิด ...เนี่ย ถึงบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านมีคุณอนันต์
ท่านให้ในสิ่งที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ...แต่สิ่งที่ท่านให้ ท่านพูด ท่านสอน ท่านแนะนำนี่ คนที่น้อมเอาไปฝึกหัดขัดเกลาอบรม
คือเอายาท่านไปกินน่ะแหละได้ผลเอง
ผลที่กินยาของท่านนี่ มันมีค่ามหาศาล กินจนไม่หมดไม่สิ้น...ผลน่ะ เรียกว่าจนหมดสิ้นซึ่งการเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ
ยาของท่านที่ให้ไว้นี่ ไม่เสื่อมคุณภาพเลย ไม่หมดอายุเลย จนสุดสิ้นแห่งการเกิดและการตาย
เนี่ย
คุณของพุทธะ อริยะ สังฆะ ธรรมะ ...มีค่ามากกว่าเงินทอง ทรัพย์สิน ข้าวของ
ลูกเต้าหลานเหลน ความผูกความพัน...กายนี้
เพราะอะไร ...พวกนี้เดี๋ยวก็หมดแล้วสิ้นแล้ว เดี๋ยวก็ตายแล้ว เดี๋ยวก็หายกันแล้ว เดี๋ยวก็เสื่อมไป
เดี๋ยวก็สลาย พวกนี้มันเป็นของชั่วคราวหมดเลย มีค่าเหมือนกันเพียงเล็กน้อย แป๊บเดียว
ชั่วคราวนึงเท่านั้นเอง
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าให้ไว้
ท่านวางไว้ ท่านฝากไว้ กับทุกคนที่น้อมนำเอาไปกิน เอาไปใช้
เอาไปประพฤติตามปฏิบัติตาม นั่นน่ะ ไม่หมดไม่สิ้น ไม่มีประมาณ
ถึงบอกว่าคุณของพระพุทธเจ้าไม่มีประมาณ ...สิ่งที่ท่านให้ไว้เป็นธรรมที่ให้ประพฤติปฏิบัติตาม ก็ไม่มีประมาณเช่นเดียวกัน
(ต่อแทร็ก 8/20 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น