พระอาจารย์
8/16 (550707A)
7 กรกฎาคม 2555
พระอาจารย์ – ไม่ต้องไปกังวล รู้ไป อยู่กับรู้ไป
อาการเห็นมันก็เกิดขึ้นเองแหละ ...จนมันเป็นทั้งรู้และเห็น...อยู่ในที่เดียวกันน่ะแหละ
ปัญหาคือ อย่าสงสัย ...อะไรเกิดขึ้นน่ะ
จิตมันคอยจะไปสงสัย กังวล ทำให้เกิดความเศร้าหมอง
รู้ยังไง เห็นยังไง...ชัด-ไม่ชัดขนาดไหน ก็ตามนั้น เท่านั้นแหละ ตามธรรม...เท่าที่ปรากฏ
ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามธรรม
เพราะธรรมมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา ใช่ไหม
...ถ้าจะไปยุ่งกับมัน จะไปทำยังไงกับมันน่ะ ก็กลายเป็นเรื่องของเราอีกแหละ
ธรรม...เป็นเรื่องของธรรมเขาแสดงไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม...มีแต่ “เรา”
น่ะแหละไม่เป็นธรรม ...เมื่อใดที่มี “เรา” น่ะแหละ
จะไม่เป็นธรรม
เพราะเรามันจะคอยเข้าไปยุ่ง เข้าไปมีความเห็นอย่างนั้น
ให้ค่าบวกค่าลบ ดี-ร้าย ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ ควร-ไม่ควร ...มีเราเมื่อไหร่น่ะมีปัญหา
ก็บอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม
เป็นธรรมที่ปรากฏตามจริง ตามสภาพ ตามเหตุอันควร ตามเหตุปัจจัย ...ด้วยความพอดี
ไม่ขาดไม่เกิน
เมื่อใดที่มี “เรา”
ขึ้นมา เมื่อนั้น...ไม่ขาดก็เกิน ไม่ขาดก็เกินก็หมายความว่า เมื่อนั้นแหละ
เป็นราคะกับเป็นปฏิฆะ ...นั่นแหละคือความสุดโต่งในธรรมบังเกิด
เมื่อใดความสุดโต่งในธรรมบังเกิด...ก็หมายความว่าออกนอกทางมรรคแล้ว ไม่ดำเนินอยู่ในองค์มรรค
เมื่อไม่ดำเนินอยู่ในองค์มรรคก็ไม่เกิดปัญญารู้เห็นธรรมตามจริง ...จนถึงขั้นเข้าใจและยอมรับสภาพธรรมนั้นๆ
เมื่อใดที่อยู่ในองค์มรรค
อยู่ด้วยความพอดีกับปัจจุบัน กับธรรมที่ปรากฏ ...มันจะเข้าใจธรรมนั้นตามจริง
จนเกิดความยอมรับสภาพธรรมนั้น...ด้วยความยินยอม นอบน้อม เคารพต่อความเป็นจริงนั้นๆ
ไม่เข้าไปอหังการ ด้วยอำนาจของความอยากและไม่อยาก ด้วยอำนาจของความคิดและความเห็น
ด้วยอำนาจของความเชื่อของตัวจิตที่ไม่รู้
มันก็จะยินยอมต่อธรรมนั้นตามความเป็นจริง ..ธรรมนั้นก็แสดงความเป็นจริง มีความจริงอยู่อย่างเดียวคือไตรลักษณ์...เกิดขึ้นเอง
ตั้งอยู่เอง แล้วดับไปเองเป็นธรรมดา
ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดจากธรรมดานี้
ทุกอย่างก็เป็นธรรมดาปกติ ...ธรรมก็เป็นธรรมดาของมัน ไม่มีนอกไม่มีใน ...แต่เมื่อใดที่มีเราปุ๊บนี่
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีนอกมีใน..ในนั้นทันที
ควรบ้าง-ไม่ควรบ้าง ดีบ้าง-ไม่ดีบ้าง
พอใจบ้าง-เสียใจบ้าง เป็นธรรมนี้น่าใคร่ ธรรมนี้ไม่น่าใคร่
ไม่น่าเอา คนนี้พูดน่ะชอบ คนนี้พูดแล้วไม่ถูก คนไหนถูกใจก็ว่าดี
คนไหนไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี อย่างนี้
เนี่ย เรามันไปให้ค่า ...ทั้งๆ ที่ว่า
ถ้ามองโดยภาวะที่ว่าไม่มีเราเป็นผู้มอง ไม่มีเราเป็นผู้รู้นี่ ...เสียงคนพูด
ใครแสดงอาการใดๆ ก็เป็นแค่ธรรมหนึ่งที่แสดงปรากฏการณ์
ไม่มีความหมาย
ไม่มีความหมายในธรรมนั้นๆ ...เพราะธรรมนั้นเป็นกลาง เป็นกลาง
เพราะนั้นการที่จะอยู่ในองค์มรรคน่ะ
มันต้องอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น มันถึงจะตะล่อมให้วิถีชีวิตนี่
การดำรงชีวิตนี่ ดำเนินไปในมรรคา หรือมัชฌิมาปฏิปทา
ไม่มีวิธีการอื่นใดเลย ด้วยการคิด
ด้วยการนึก ด้วยการฟัง ด้วยการเข้าใจ ด้วยการคิดเอาเอง ด้วยการใช้เครื่องมือใดๆ
ก็ตาม ที่จะให้การดำรงชีวิต การดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่นี่ อยู่ในองค์มรรคได้
มีวิธีเดียวคือศีลสมาธิปัญญา
สติสัมปชัญญะ นั่นน่ะ ... เพราะนั้นในระหว่างการดำรงชีวิต
ก็ต้องคอยหมั่นตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ
ว่าตอนนี้ขาดอะไรในองค์มรรค
ขาดอะไรในการที่จะเข้าสู่การดำรงอยู่ในองค์มรรค ขาดสติมั้ย ขาดศีลมั้ย
ขาดสมาธิมั้ย ขาดปัญญามั้ย ขาดสติกับสัมปชัญญะ ...คอยทบทวนตัวเองอยู่เสมอ
เมื่อทบทวนอยู่บ่อยๆ
ไม่ว่าธรรมใดธรรมหนึ่งที่ขาดไป ไม่ว่าสติ สมาธิ ปัญญา ศีล อะไรก็ตาม ...ต่อไปน่ะมันจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด
ขาดศีลก็หมายความว่าสติสมาธิปัญญาไม่เกิด
ขาดสติก็หมายความว่าศีลสมาธิปัญญาไม่เกิด ขาดสมาธิก็หมายความว่าสติศีลปัญญาไม่เกิด ...มันจะเป็นหนึ่งเดียวกันหมด
แล้วก็ทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า
ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร สติคืออะไร สัมปชัญญะคืออะไร แค่นี้แหละ
ปริยัตินี่ รู้อยู่แค่นี้พอแล้ว
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ...ปริยัติเพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงปฏิเวธ ...เพราะนั้นปริยัติที่จะรู้ไปเพื่อเกินจากการปฏิบัติไป จะไปรู้มันทำไม
ฌานมี ๔ องค์ วิตก วิจาร อุเบกขา
สมาบัติ ๘ อะไรอย่างนี้ องค์ประกอบของฌาน องค์ประกอบของอรูปฌาน
จะต้องทำยังไงถึงจะทำให้เกิดฌานก่อน อะไรก่อน อะไรมาหน้า อะไรมาหลัง ...เนี่ย มันเกิน
ปริยัติ...ปฏิบัติ ...ปริยัติเพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ...เพราะนั้นตัวปริยัติที่จะต้องศึกษา อ่าน
ทำความเข้าใจ ฟังเพื่อให้เข้าใจ ก็คือปริยัติในส่วนที่เรียกว่าอะไรเป็นศีล
อะไรเป็นสมาธิ อะไรเป็นปัญญาที่แท้จริง
อะไรเป็นสติ อะไรเป็นสัมปชัญญะ อริยสัจ ๔
คืออะไร มรรคมีองค์แปด นิพพานคือความหลุดพ้น แค่นี้พอแล้ว ...แล้วก็ลงมือปฏิบัติ
อยู่ในกรอบของศีล สติ สมาธิ ปัญญา
เพราะนั้น ทุกคนนี่ต้องอยู่ในขั้นของปฏิบัติ
มาฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่ก็เพื่อทบทวนปริยัติ ทบทวนคำพูด ทบทวนอรรถ ...เพื่อให้เข้าสู่วิถีแห่งการปฏิบัติ
แล้วก็เอาไปปฏิบัติให้เกิดความชัดเจนในตัวของมันเองเป็นปัจจัตตัง
เพราะนั้นกี่ครั้งๆ มาหาเรา
เราก็พูดซ้ำซากอยู่แค่ ศีลสมาธิปัญญา ...เพราะว่านี่เป็นภาคปริยัติ
แล้วก็ฟังเพื่อให้เกิดสุตตะ จินตามยปัญญา
ส่วนภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดภาวนามยปัญญา
ต้องลงมือ...กายใครกายมัน ใจใครใจมัน ขันธ์ใครขันธ์มัน ชีวิตใครชีวิตมัน นั่นแหละ
ปฏิเวธน่ะไม่ต้องไปสนใจหรอก
มันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ...ปฏิบัติดีมั้ย
ตรงมั้ย ชอบมั้ย ควรมั้ย ...นั่น ปฏิเวธมันเกิดความเข้าใจลึกซึ้งในธรรม
ที่เกิดความลึกซึ้งแยบคายในธรรม ชัดเจนในธรรม ...ไม่ใช่ธรรมในตำรา
ไม่ใช่ธรรมที่คนนั้นคนนี้เขาพูด เขารู้ธรรมเห็นธรรมอันนั้นอันนี้ ประหลาดมหัศจรรย์
ธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้อมรอบตัวเรานี่แหละ...เดี๋ยวนี้ ขณะนี้แหละ
ต้นไม้ใบหญ้า สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ฟัง
กายที่กำลังมีความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็ง มีความคิด มีอารมณ์ มีความอยาก ...อะไรก็ตามในปัจจุบันที่มันปรากฏ...นี้แหละคือธรรม
ก็ลึกซึ้ง ชัดเจน ในธรรมเหล่านี้...ซึ่งมันไม่ใช่ต้องไปค้นต้องไปหาอะไรที่นอกเหนือจากธรรมนี้ ...มันก็เกิดความลึกซึ้งแยบคายในธรรม
ชัดเจนในธรรม
ว่าธรรมเป็นอย่างนี้ เกิดขึ้นอย่างนี้
ตั้งอยู่อย่างนี้ แล้วดับไปอย่างนี้ ...เห็นความเป็นปกติธรรมดาของธรรมที่แวดล้อม
ล้อมรอบกายใจอยู่เดี๋ยวนี้ ขณะนี้นั่นแหละ
เขาแสดงความเป็นธรรม
การดำรงอยู่ของธรรม แล้วความหมดสิ้นไปของธรรมนั้น ด้วยลักษณะอาการใด ...คือเป็นไปเอง
มันเป็นไปเองของสภาพธรรมนั้นๆ ไม่ได้อยู่ในการควบคุมบังคับของสัตว์บุคคลใด
เหล่านี้คือการปฏิบัติ ...เพราะนั้นปริยัติน่ะมันรู้จนเกินรู้แล้ว แต่ปฏิบัติน่ะมันขาดความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ...การปฏิบัติที่แท้จริงน่ะ
จะต้องปฏิบัติจนถึงเรียกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ
ไม่ใช่ว่าเช้าค่อยทำ กลางคืนค่อยทำ
ก่อนนอนค่อยทำ อยู่คนเดียวค่อยทำ ว่างๆ ก็ค่อยทำ หมดหน้าที่การงานก็ค่อยทำ
อย่างนี้ ...เห็นมั้ย ถ้าการปฏิบัติยังมีเวลาอยู่นี่ ไม่ได้เรื่องหรอก
การปฏิบัติจนถึงขั้นเรียกว่าต้องไม่มีเวลา
ตอนไหนตอนนั้น ขณะไหนขณะนั้น อย่างว่า “เดี๋ยวจะลุกไปเข้าห้องปฏิบัติ”
นี่ พอรู้ตัว
รู้ว่าคิดอย่างนั้น มันต้องรู้ตรงนั้นแล้ว ว่ากายอยู่ตรงไหน กำลังก้าว กำลังเดิน
กำลังหยิบจับ กำลังขยับเขยื้อน กำลังมีความอยาก กำลังมีความคิดน่ะ รู้มั้ยน่ะ
แต่ถ้าพอลุกไป
ตั้งใจจะไปเข้าห้องนั่งสมาธิสักหน่อย ...จิตมันไปพุ่งไปที่ห้องแล้ว ไปรอแล้ว
ไปรอเวลาปฏิบัติแล้ว ถ้ายังไม่ถึงห้องนี่ไม่ใช่เวลาปฏิบัติ
นี่ไม่ทันการณ์แล้ว หลง
ขาดจากปัจจุบันแล้ว ...เมื่อใดที่ขาดจากปัจจุบัน
เมื่อนั้นแหละหลง หลงธรรม แล้วไปทำอะไรก็ไม่รู้ ...หลงธรรม แต่ไปหาธรรมอะไรก็ไม่รู้...ที่ไม่จริง
แล้วก็ไปนั่งหลับหูหลับตาค้น
หลับหูหลับตาหา หลับหูหลับตาคิด หลับหูหลับตาสร้าง
สภาวธรรมใดสภาวธรรมหนึ่งที่คิดว่าใช่ ที่คิดว่าดี ที่คิดว่าถูก
มันหลงตั้งแต่คิดแล้ว
บอกให้เลย ...มันหลงตั้งแต่คิดว่าจะไปปฏิบัติแล้ว แล้วก็ทำตามมันตลอดสาย ...นั่นน่ะจิตสังขารทั้งหมดแหละ
แต่ถ้ารู้อยู่กับปัจจุบัน
แล้วก็หยุดความคิดความปรุงซะ ไม่ตามความคิดความปรุงนั้น ...การปฏิบัติก็อยู่ตรงนั้น
มันก็อยู่ที่กายตรงนั้น อยู่กับจิตรู้อยู่ตรงนั้นแหละ
ไม่เห็นมันจะต้องถึงห้องปฏิบัติเลย การปฏิบัติก็อยู่ตรงนั้นแล้ว
ไม่เห็นต้องถึงห้องพระเลย ...ตรงไหนก็ได้ กำลังนั่งส้วม “เออ
เดี๋ยวขี้เสร็จแล้วจะไปนั่งสมาธิซักหน่อย”
ต้องรู้ตั้งแต่นั่งขี้แล้ว
การปฏิบัติต้องอยู่ตรงนั้นแล้ว ...อย่างนี้มันถึงจะเท่าทันกิเลสได้
เท่าทันจิตไม่รู้ได้ ...ไม่อย่างนั้นน่ะไม่ทัน
ไม่ทันการณ์ จะไม่ทันการณ์ จะไม่ทันเวลาของมัน
เพราะนั้นสตินี่ต้องเกิดในปัจจุบัน...ไม่ต้องรอ สมาธิก็ต้องเกิดอยู่ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ...ทุกอย่างจึงจะเป็นของจริง ...ไม่งั้นน่ะ สติก็ไม่จริง สมาธิก็ไม่จริง
ผลที่ได้จากสติที่ไม่จริง สมาธิที่ไม่จริง ปัญญาก็เป็นปัญญาปลอมๆ
ความรู้ความเข้าใจก็ยังเป็นความรู้ความเห็นปลอมๆ ...เพราะนั้นอะไรที่มันปลอมๆ
มันแก้กิเลสไม่ได้หรอก
มันก็ได้แค่เข้าไปลูบหัวให้กิเลสมันนอนหลับชั่วคราวไปแค่นั้นแหละ
มันไม่ได้สะดุ้งสะเทือนเลย มันไม่ได้เชือดบาดเข้าไปถึงเลือดถึงเนื้อของมันเลย
มันไม่ได้เข้าไปเป็นประหาร
แต่เมื่อใดที่รู้เท่าทันในขณะปัจจุบันแล้วก็ละลงในปัจจุบันนั่นแหละ ...มันจะเห็นอาการดิ้น ดีดดิ้น ของจิต เห็นความกระสับกระส่าย เป็นทุกข์ เพราะไม่ตามความอยาก
เพราะไม่ตามความไม่อยาก
นั่นแหละ เขาเรียกว่ามันเข้าไปบาดเลือดบาดเนื้อมันแล้ว ...การละกิเลสก็เป็นทุกข์ ทุกข์มันดิ้นรน กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ...นั่นแหละ จนมันหมดฤทธิ์หมดเดช
เพราะมันจะดิ้นรนจนสุดฤทธิ์สุดเดชของมัน เพื่อเอาตัวรอด เพื่อให้มันอยู่รอด ...แล้วสุดท้ายผู้ปฏิบัติที่มีความพากความเพียรน้อย ก็จะยอมอ่อนข้อให้มัน
ตามความอยากตามความไม่อยากไปเหมือนเดิม
ก็ต้องเอาใหม่ เอาใหม่ นับหนึ่งใหม่ ...เข้าใจคำว่านับหนึ่งใหม่ไหม กลับมาหนึ่งอยู่ตรงนี้ กลับมาหนึ่งอยู่เดี๋ยวนี้
กลับมาหนึ่งอยู่ในปัจจุบันนี้ กายหนึ่งจิตหนึ่งนี้ ต้องมานับหนึ่งใหม่
เพราะอะไร ...เพราะกายมีหนึ่ง
ใจมีหนึ่ง ...หนึ่งกายหนึ่งใจ
กายเดียวจิตเดียว
กายตามความเป็นจริงน่ะมีกายเดียว ...แต่เมื่อใดที่มีโมหะ ไม่เท่าทันจิตคิด จิตปรุง จิตแต่ง จิตสร้าง จิตควาน จิตคว้า จิตค้น
จิตหา ...มันจะสร้างกายขึ้นมาใหม่...ไม่รู้กี่กายแล้ว
อดีต อนาคต ละเอียด ประณีต
มันสร้างขึ้นมาเต็มไปหมด จนวนเวียนสับสน ปวดหัว ไม่รู้จะเลือกทำอะไรก่อนดี เดี๋ยวจะนั่งทางนั้น
เดี๋ยวจะไปทางนี้ เดี๋ยวจะทำแบบนั้นแบบนี้ ...ไม่รู้กี่กายแล้วนั่นน่ะ
แต่มันลืมกายจริงไป
มันลืมกายที่มีอยู่อันเดียวในปัจจุบัน ...ถึงบอกว่าต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ ...สลัด จาโค...สละ
ทิ้งไป ไม่เอา
ให้มันเห็นว่ากายเหล่านั้น...ข้างหน้าข้างหลังน่ะ
ทั้งกายคนอื่นด้วย ที่จิตมันเต้าอยู่ข้างในเป็นสัญญาเป็นความคิดน่ะ...ทิ้งซะ
แล้วมาอยู่กับกายที่เป็นหนึ่งในปัจจุบัน
คือกายตามความเป็นจริง ...เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว นิ่ง ขยับ นี่แหละ
มันมีอันเดียว เป็นกายตามความเป็นจริงในปัจจุบัน มีกายเดียว
เมื่อไหร่ที่มีกายเดียว
จิตก็มีจิตเดียว คือจิตที่รู้อยู่กับกายปัจจุบัน ...เนี่ย จึงเรียกว่าสมาธิ เป็นหนึ่ง
จิตก็เป็นหนึ่ง กายก็เป็นหนึ่ง
ทำไมถึงเรียกว่าฟุ้งซ่าน
ก็มันไปอยู่กับหลายกาย เดี๋ยวก็กายที่ห้องนั้น เดี๋ยวก็กายที่จังหวัดนั้น
เดี๋ยวก็กายอยู่ที่ทำงาน หรือว่ากายอยู่กับลูกกับหลาน
เดี๋ยวก็กายอยู่กับการปฏิบัติวิธีนั้นวิธีนี้
จิตมันก็ไปตามไม่รู้กี่กาย
ไปสิงสู่ในกายนั้นไม่รู้กี่กาย ...มันไม่ฟุ้งซ่านก็ไม่รู้จะเป็นไงแล้ว มันก็แตกกระสานซ่านกระเซ็นเป็นไม้ยมกอยู่นั่นน่ะกาย
แล้วก็ออกไม่ได้ มันออกจากกายเหล่านั้นไม่ได้ เพราะมันโง่ไง ไม่มีปัญญาไง
แล้วยังดันทุรังเข้าไปอีก ...พอดันทุรังแล้วยังไง ก็ว่า “เอาล่ะวะ
กูจะเอายังงี้”
เออ ก็ตามมันไป ...สร้างกายนั้น
แล้วก็ไปตามที่กายที่มันคิดว่าน่าจะได้ผลที่สุด ...แล้วมันก็พาวิถีชีวิตไปแล้ว
พากายจริงตามเขาต้อยๆ ไป
ไปสร้างกรรมวิบากตามความเชื่อ
ตามภพภูมิที่มันสร้างไว้ล่วงหน้า ข้างหน้า ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง...เหมือนเดิมน่ะ
ถึงบอกว่าตลอดทั้งวันมันอยู่กับกายไม่จริง
มันอยู่กับกายเลื่อนๆ ลอยๆ เพ้อๆ ฝันๆ ...อยู่กับกายจริงสักเท่าไหร่ล่ะ อยู่กับศีล..คือปกติกายนี่เท่าไหร่ล่ะ
ถึงบอกว่าศีลน่ะสำคัญนะ
ศีลน่ะเป็นรากฐานของธรรมเลย ...เพราะมันจะอยู่กับกายจริงกายเดียว
จิตก็เป็นหนึ่ง ตั้งมั่น เห็นธรรมรู้ธรรมในปัจจุบันธรรมที่แวดล้อมกายนี้
มันก็ไม่ได้อยู่กับ...กายในอดีต-กายในอนาคต จิตในอดีต-จิตในอนาคต ธรรมในอดีต-ธรรมในอนาคต
เวทนาในอดีต-เวทนาในอนาคต ...สติปัฏฐานก็อยู่ตรงนี้
กายเวทนาจิตธรรมก็อยู่ตรงนี้
เย็นร้อนอ่อนแข็งก็คือกายกับเวทนา ก็อยู่ตรงนี่ จิตก็เป็นหนึ่งรู้อยู่ตรงนี้ ธรรมก็เป็นหนึ่งอยู่ตรงนี้...เป็นปกติธรรมดา เป็นกลาง
เสมอกันในปัจจุบันนี่แหละ พอดีกันในปัจจุบันนี่แหละ
(ต่อแทร็ก 8/17)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น