พระอาจารย์
8/20 (550722B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 8/20 ช่วง 1
อย่าไปประมาทว่า...แค่รู้นิดๆ หน่อยๆ
นี่เหรอ แค่กลับมารู้บ้างไม่รู้บ้างนี่ ไม่เห็นมีประโยชน์ ไม่เห็นมีผลอย่างใดเลย
จิตมันก็คอยมาขวางการประพฤติดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อจะให้หลุดพ้นจากกรงขังของวัฏฏะ ...แล้วเราก็คล้อยตามกับมันทุกครั้งไป..ที่จิตมันบอกแนะนำสั่งสอน
มันก็เลยกลายเป็นการลบหลู่พระธรรม
ลบหลู่พระพุทธเจ้าไป ...กลับเชื่อจิตมากกว่าเชื่อธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำว่ามีคุณอย่างนี้ๆๆ
ศีลมีคุณอย่างนี้นะ
สติมีคุณอย่างนี้นะ สมาธิมีคุณอย่างนี้นะ ปัญญามีคุณอย่างนี้นะ
พอจิตบอกว่า ไม่เอาแล้ว เบื่อ ยาก
ไม่ได้อะไรหรอก แค่รู้นิดๆ หน่อยๆ นี่ แค่กลับมาหยุดโดยที่ไม่คิดไม่ปรุงแค่นี้
ไม่เห็นมันจะมีมรรคผลนิพพานเกิดขึ้นเลย ไม่ทำแล้ว ไม่เอาแล้ว ทิ้งเลย
นี่เขาเรียกว่าไม่เคารพในพระรัตนตรัย
กลับไปเคารพจิตอวิชชาตัณหาและอุปาทาน ...คือมันนบนอบบูชากิเลสความไม่รู้นี่เป็นอาจารย์ใหญ่ของมัน ... มันคือเรา..เราคือมัน ทุกคนน่ะแหละ
ยามันเลยไม่ค่อยให้ผล
มันก็เลยเป็นยาของกิเลสเสี้ยมสอนไป ...มันพาไปไหน มันก็บอกว่าจะเป็นสุข
มีความสนุกเพลิดเพลิน มีอะไรที่ดีกว่า เหนือกว่า เลิศกว่า ประเสริฐกว่า สบายกว่า
สุดท้ายก็ทุกข์ทุกครั้งน่ะ
สุดท้ายก็ทุกข์ ...ข้างหน้านี่หน้าตามันดูดี๊ดูดี กลางๆ ก็ค่อยๆ ออกแววออกลาย พอที่สุดแล้วทุกข์ทุกเรื่องเลย เป็นทุกข์ไป...เป็นที่สุดทุกครั้งไป
ก็ไม่เข็ด ก็ไม่หลาบ ก็ไม่จำ ...เดี๋ยวเอาใหม่
คิดใหม่อีก ทำใหม่อีก เผลอเพลินไปกับความคิดอีก
เผลอเพลินไปกับความน่าจะมีน่าจะเป็นในอดีต-อนาคตที่จิตมันสรรค์สร้างปรุงแต่งขึ้นมา
แล้วก็ทุกข์อีก
“เมื่อไหร่จะเป็นอย่างนั้นนะ เมื่อไหร่จะได้สภาวะนี้นะ
เมื่อไหร่จิตจะเป็นอย่างงั้น เมื่อไหร่จิตจะดี เมื่อไหร่จะไม่เป็นทุกข์
เมื่อไหร่จะหมดทุกข์
เมื่อไหร่จะรวย เมื่อไหร่จะมีเงิน
เมื่อไหร่จะสบายซะที เมื่อไหร่เรื่องราวต่างๆ จะหมด ปัญหาจะหมดไป” ...นั่น
มีแต่คิดกับคิดๆ มีแต่หากับหา
มีแต่กระโจนไปกระโจนมาเหมือนแมวไล่ตะปบหนู
...ไม่ทัน หายทุกทีไป ...ไม่ได้อะไร ได้แต่ทุกข์กลับคืนมา ไม่สมหวัง
ไม่สมที่คาดไว้ ที่คิดไว้
หรือว่าได้ตามที่หวังไว้ที่คาดไว้ ...ก็ได้แป๊บเดียว แล้วก็หมดไปหายไปต่อหน้าต่อตาเลย ความสุขที่คิดว่ามี คิดว่าได้
คิดว่าคงอยู่ก็หายไป หมดไป
ยังคงไว้แต่ความอาลัยอาวรณ์ ตรอมตรม
เศร้าหมอง เพราะไม่เข้าใจว่า เนี่ย มันเป็นอย่างนี้
แต่ถ้ากินยาพระพุทธเจ้าแล้วนี่ ทุกข์จะน้อยลงตามลำดับ...จนถึงภาวะที่เรียกว่าหมดไปสิ้นไปจากใจดวงนี้
แต่มันก็ยากหน่อย เพราะมันฝืนกับความเคยชิน ...คือถ้ามันง่ายก็คงไม่มีใครอยู่ในโลกนี้แล้วแหละ
ไปนิพพานกันหมดแล้ว ก็ยังเห็นเดินกันโทงเทงๆ กันอยู่นี่ เกะกะๆ เก้ๆ กังๆ กันไปกันมา ตายเกิด–เกิดตาย
ก็เพราะมันยากไง เพราะคิดว่ามันยาก ...ก็เลยรอ รอวันนั้นค่อยทำ กินข้าวอิ่มก่อนค่อยทำ อาบน้ำเสร็จก่อนค่อยทำ
อยู่คนเดียวก่อนค่อยทำ ก่อนนอนก่อนค่อยทำ
เอ้า นอนหลับก่อนค่อยทำ
ตื่นนอนก่อนค่อยทำ ส่งลูกไปโรงเรียนก่อนค่อยทำ ใกล้ตายแล้วค่อยทำ ...อ้าว ตายซะแล้ว เลยไม่ได้ทำ (หัวเราะ) ...เอ้า เป็นงั้นไป
ก็ว่าชาติหน้าค่อยๆ ทำ
เพราะว่าชาตินี้บารมียังไม่พอ ...เอ้า ไป ไปเหอะ มันถึงขลั่กกันอยู่ในโลกนี้
ผัดวันประกันพรุ่งกัน
ก็บอกว่ารู้ตรงนี้ รู้ที่นี่ รู้เดี๋ยวนี้ ...ทำไม มันรู้ยากรู้เย็นรึไง
มันจะชักดิ้นตายไปรึไง ถ้ามันจะรู้อยู่ตรงนี้ หือ ...ต้องรอไปรู้เอานู่น
“กลับไปบ้านก่อนค่อยรู้นะ
ฟังอาจารย์อยู่ก็ไม่รู้หรอก เดี๋ยวให้กลับบ้านก่อน เพราะระหว่างที่ฟังอาจารย์อยู่นี่มันรู้ไม่ค่อยได้หรอก
มันไม่ค่อยดี”
มันเป็นโรคอะไรนี่ หือ
อยู่ไม่ได้ปัจจุบัน ต้องรอให้ถึงบ้านก่อนค่อยอยู่ในปัจจุบัน พอไปถึงบ้านก็บอกว่า
อู้ย งานอีกตั้งเยอะแยะ ทำงานก่อน ผ้าก็ยังไม่ได้ซัก ข้าวก็ยังไม่ได้หุง
จานก็ยังไม่ได้ล้าง
ทำไม ...ล้างจานมันรู้ตัวไม่ได้รึไง
ทำกับข้าวมันรู้ตัวไม่ได้รึไง ขับรถนั่งอยู่ในรถก็มันรู้มีสติไม่ได้หรือยังไง
มันหยุดอยู่กับตรงนั้นไม่ได้หรือไง
ถ้าอย่างนั้นน่ะ
มันจะมีที่หยุดที่อยู่ได้มั้ยในโลกนี้ มัวแต่รอ ...ขนาดพะงาบๆ จะตายอยู่รอมร่อแล้ว
ยังบอก “ขอชาติหน้ามาเกิดมาภาวนาใหม่ล่ะกัน”
มันเป็นอย่างเงี้ย
คนมันถึงหกเจ็ดพันล้านคน..เฉพาะคนนะ ไอ้จ่อคิวมาเกิดอีกนับไม่ถ้วน
ร่อนเร่พเนจรทั้งภพสูงภพต่ำ หมาอีกสัตว์อีก ขยันเกิดกันจริงๆ ...ทำไมขยันไม่เกิดไม่มีรึไง
หือ
ไอ้ขยันเกิดนี่ไม่ต้องสอนเลยนะ
ตั้งอกตั้งใจทำกันจริงๆ ...แต่ไอ้ขยันไม่เกิดไม่ตายนี่
หรือขยันที่จะไม่ให้มันไปเกิดกับอะไรนี่ ไม่ค่อยเอาน่ะ
เอะอะๆ..คิด เอะอะๆ..มีอารมณ์
เอะอะๆ..ทำตามความคิด เอะอะๆ..ทำตามอารมณ์ ...อันนี้ไม่ต้องสอน เป็นกันทั้งโลก
เขาเรียกว่าโรคบ้า โรคหลง โรคมัวเมา โรคประมาท มันอยู่ในขันธสันดาน
พระพุทธเจ้าก็มาตรัสแล้วตรัสเล่า
ท่านเปรียบว่าพระพุทธเจ้านี่มากมายมหาศาลเหมือนเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรน่ะ
ยังขนสัตว์โลกไปไม่หมด มันขยันเกิดขยันอยู่กันจริงๆ
จะเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่นี่
ไม่ไปไหนอ่ะ จะมาเฝ้าพ่อเฝ้าแม่ เฝ้าลูกเฝ้าหลาน เฝ้าทรัพย์เฝ้าสมบัติอยู่ในโลกนี่ ...แล้วก็เอาไปไหนไม่ได้ ตายแล้วก็ฝาก “เดี๋ยวกูมาเอาคืน”
เพราะอะไร ...มันเอาไปไม่ได้
ก็ยังไม่รู้อีก มันเอาไปไม่ได้ มันไม่ใช่ของเรา “เดี๋ยวกูมาเอาคืน ตอนนี้เอาไปไม่ได้
เดี๋ยวชาติหน้ามาเอา” จิตมันนึกของมันอย่างนั้น นี่ มันไม่โง่ก็คงเรียกว่าฉลาดล่ะมั้ง
พระพุทธเจ้าถึงว่าจิตไม่รู้คือจิตที่โง่เขลาเบาปัญญา ...แต่เรากลับเชื่อมันมากกว่าจิตผู้รู้ ผู้ที่เห็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ว่ามันเป็นอย่างไร
เหมือนกับมันนั่งอยู่นี่ อะไรมันนั่ง ...ไม่ต้องคิด
ไม่ต้องมีความเห็น มันก็เป็นก้อนอะไรก้อนหนึ่ง มันเป็นกอง กองหนึ่งที่ปรากฏ
มีน้ำหนัก มีมวลอยู่ ลมพัดมากระทบก็รู้สึกวูบนึงที
ก็แค่เนี้ย
มันยากตรงไหนที่จะมารู้กับความจริงที่ปรากฏ...ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปหา
ไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ ...มันกลายเป็นของยากไปนี่
แต่การคิดไปในอดีต-อนาคตน่ะ
กลับกลายเป็นของง่าย มันคิดว่าง่าย ...แต่เอาเข้าจริงนี่
มันเคยทำได้ตามความคิดมั้ยล่ะ ไม่เคยได้สักที ได้ก็ได้เฉียดๆ
นี่ ได้แต่เฉียดไปเฉียดมาๆ ไม่เห็นมันตรงเลย
นั่นแหละมันยากยิ่งกว่า ...ที่ทำแล้วมันได้เหมือนกับความคิดเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มน่ะ...ไม่มีเลย
เคลื่อนไปคลาดมา ...หวังว่าจะถูกเลขท้ายสองตัว...กินเรียบ หวังสูงหน่อยเอ้า สักสามตัว นี่
อุตส่าห์แทงกลับหน้ากลับหลัง...กินเรียบ ...เนี่ย ความคิดมันเป็นเหมือนแทงหวยน่ะ
ก็ยังไม่เลิก
ไอ้พวกเราก็ติดหวยน่ะ
คือขยันคิดอยู่นั้น ทั้งที่ไม่เคยตรงไม่เคยถูกเลย ถูกกินรวบๆๆ ...คือกะว่าแทงเต็งแล้วนะ เต็งหนึ่งๆๆ ทุกงวด ...ก็โดนกินทุกงวด
ยังไม่รู้อีกเหรอ ว่าความคิดน่ะมันไม่มีจริง
มันรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความไม่รู้ ด้วยการคาดคะเน ...มันประมาณไม่ได้
ไม่รู้มันจะเกิดขึ้นจริงรึเปล่า
แล้วความจริงอยู่ไหนล่ะ
อะไรมันจริงล่ะ มันอยู่ตรงนี้ อะไรที่มันอยู่นี่..จริง
อะไรที่ได้ยินอยู่ตรงนี้..จริง อะไรที่เห็นอยู่ตรงนี้..จริง อะไรที่มันปรากฏอยู่ตรงนี้..จริง
...ทำไมไม่อยู่กับความจริงนี้
เพราะมันมีเชื้อโรคอยู่ข้างในไง
มันก็ผลักให้ไปหาความไม่จริงข้างหน้าข้างหลังอยู่นั่นน่ะ แล้วมันก็สร้างภาพเสมือนจริง ดีกว่าตรงนี้ขึ้นมา
ถูกหลอก ...แล้วก็ยอมให้เขาหลอก
แล้วก็ตั้งใจจะถูกหลอกด้วย
(ต่อแทร็ก 8/21)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น