พระอาจารย์
8/17 (550707B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 กรกฎาคม 2555
พระอาจารย์ – ถ้ามันมาคร่ำเคร่ง พากเพียร
อยู่ในกายเดียวจิตเดียวนี้...ไม่ไปไหน
ไม่ให้มันไปไหน ไม่ให้มันตามจิตไปไหน
ไม่ให้จิตมันสร้างอะไรไปไหน ...แล้วก็ทำตามอำนาจของจิตสร้าง จิตปรุง จิตแต่ง จิตค้น จิตหา
ปฏิเวธ...หรือว่าผลของการปฏิบัตินี่ ไม่ต้องไปร้องถามหาใครเลย มันก็เกิดอยู่ตรงนี้อีกนั่นแหละ ...ก็รู้ความเป็นจริง
ก็เห็นความเป็นจริง ก็เข้าใจความเป็นจริงทั้งหลายทั้งปวง...ไปตามลำดับ
มันก็เกิดความเบา ความบาง ความสบาย ความจางคลาย...จากความยึดมั่นถือมั่นในอดีต ในอนาคต แม้กระทั่งในปัจจุบัน
ทีแรกๆ
มันจะละวางจางคลายจากอดีต-อนาคตก่อน แล้วจากนั้นมันก็ละวางจางคลายจากปัจจุบัน
ในที่สุด ...นั่นน่ะคือปฏิเวธ
ผลของการที่อยู่ในมรรค คือปัจจุบันกายใจ...กายเดียวจิตเดียว กายหนึ่งจิตหนึ่ง ธรรมหนึ่งจิตหนึ่งนี่แหละ ...ปัจจุปปันนัญจะ โย
ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ไม่มีที่อื่นเลย นอกจาก “ที่นี้” ที่เดียว
เมื่อใดที่ก้าวออกจากที่นี้ไป
เมื่อนั้นน่ะเรียกว่าอยู่ด้วยภาวะที่ล่วงเกิน
เข้าไปอยู่ในภาวะที่ล่วงเกินความเป็นจริง อย่างว่า “ทำไมฝนไม่ตกซะที” ...เนี่ย แค่นี้
จิตมันเข้าไปล่วงข้างหน้าแล้ว
แค่คิดว่าทำไมฝนไม่ตกสักที
เห็นมั้ยว่ามันไปล่วงจากสภาวะที่มันมีอยู่เท่านี้ ปรากฏอยู่เท่านี้ ...นี่เขาเรียกว่าล่วงเกินธรรม จิตมันเข้าไปล่วงเกินธรรม
เมื่อล่วงเกินแล้วด้วยความคิดนี่
แล้วฝนไม่ตก ก็เกิดภาวะลบหลู่ธรรม ตำหนิธรรม “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้” ...เห็นมั้ย
เมื่อใดที่ล่วงเกินธรรมก็จะเกิดภาวะที่ลบหลู่ธรรม ว่าสภาพนี้ไม่ดี
เป็นปฏิฆะเกิดขึ้น
ทั้งๆ ที่ว่าธรรมนี่เขาไม่รู้ไม่ชี้นะ ธรรมชาติ...สภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ เขาไม่ได้มีเจตนาให้คุณให้โทษ ให้ดีให้ร้ายกับใคร เขาเป็นกลางอย่างนี้
มีแต่จิตผู้ไม่รู้นี่แหละ
เข้าไปล่วงเกินธรรม แล้วเกิดภาวะลบหลู่ธรรมตามมา ...นี่แค่ธรรมชาติที่ไม่มีปากไม่มีเสียงนะ แล้วถ้าเป็นคนล่ะ ถ้าเป็นคนที่มีกิเลสล่ะ ...ก็เหมือนเอาไฟไปสาดใส่ไฟ
แต่เฉพาะธรรมชาตินี่...เหมือนไฟไปสาดน้ำเย็นนะ
ธรรมชาติเขาไม่ว่าอะไรตอบโต้กลับนะ ...แต่ถ้าเป็นคนน่ะ...ไฟสาดไฟ
โลกนี้จึงมีแต่ความเร่าร้อน หาความเป็นสุขไม่ได้หรอก
แต่เมื่อใดที่เรา ขันธ์ ใจ จิต กายใจเหมือนกับธรรมชาติ ไฟก็เหมือนสาดลงมาที่น้ำ ...มันจะมีปัญหาอะไรมั้ย
มันก็เหมือนกับที่เราเคยไปสาดกับธรรมชาติแล้วธรรมชาติเขาบอกกูไม่มีปัญหา
กูก็เป็นอยู่อย่างนี้
ในแง่กลับกัน เมื่อเรานี่กายนี่ไม่มีแล้ว กลับกลายเป็นธรรมชาติหนึ่ง เป็นธรรมอันหนึ่ง ...แต่มนุษย์ทั่วไปเขายังเป็นไฟ เขาก็สาดๆๆๆ มา ...ธรรมชาตินี้ก็ไม่ไหวติง เป็นกลาง
เหมือนภูเขา ต้นไม้ พระอาทิตย์ ท้องฟ้าอากาศ ...ไม่ขึ้นไม่ลงกับโลก
ไม่ขึ้นไม่ลงกับความอยากความไม่อยากของสัตว์มนุษย์
ไม่ขึ้นไม่ลงกับเสียงด่าเสียงบ่นเสียงชมกับมนุษย์
ใครเก่งจริง ใครแน่จริง ไปยืนด่าต้นไม้ซิ
ด่ามันเข้าไป ใครจะแน่กว่ากัน ฮึ ใครแน่กว่ากัน ...เออ เดี๋ยวมันก็เหนื่อยไปเอง
ต้นไม้มันไม่ตอบโต้อะไร ...ใครเหนื่อยล่ะ
ใครรู้สึกว่าตัวเองว่ากูไม่ไหวแล้ว
นั่นแหละ วิถีของอริยจิตอริยบุคคล ท่านอยู่อย่างนั้น
ท่านไม่เอาห้าเอาสิบกับกิเลสโลก กิเลสมนุษย์หรอก ...เพราะมันด่าๆ อยู่ดีๆ
เดี๋ยวมันไปมีความรู้สึกใหม่มันก็ชมอีกแล้ว
เอ้า เมื่อกี้หลงด่าไป
พอมาเห็นแง่ดีของต้นไม้ เออ ดีแล้ว พอใจ ชอบ ...แต่ต้นไม้เฉยอีก มันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ...มึงน่ะบ้าไปเอง ไอ้คนพูดน่ะ ใช่ไหม เนี่ย
แต่ถ้าเปลี่ยนต้นไม้เป็นคนใส่กันนี่
เฮ่อ ไม่เกินสิบคำ...ได้เรื่อง ได้มือได้ไม้ หรือยังไม่หยุดกันก็ มีมีดก็มีด มีปืนก็ปืนกันล่ะวะ
นั่น นั่นแหละธรรมชาติของสัตว์ที่ยังมีความหมายมั่น ว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา
มาหมายมั่นว่าก้อนดินก้อนกองนี่เป็นเรา ...ทำไมไม่เห็นความเป็นจริงว่ามันเป็นอะไร มันเป็นแค่ซาก
เหมือนซากมั้ย ผีดิบ เคยเห็นรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งมั้ย นั่น ทำเหมือนจริงเลยนะ
ไอ้ก้อนเนี่ย ก็คือหุ่นขี้ผึ้งน่ะ
แต่มันมีจิตใจเข้าไปควบคุมให้มันเคลื่อนไหวได้ ยิ้มได้ ขยับเขยื้อนได้ ...ก็เหมือนรีโมทคอนโทรลไปใส่ในหุ่นขี้ผึ้งน่ะ มันก็เคลื่อนไหวได้เหมือนจริง
ก็เหมือนคนมากเลย
เหมือนกันน่ะ กายเนี่ย
มันเป็นเหมือนหุ่นขี้ผึ้งอย่างนั้น มันเป็นซาก...ซากของวิบากขันธ์
ซากของความไม่รู้ในอดีต ที่มันสร้างอะไรหลงเหลือตกค้างมาเป็นก้อนนี้กองนี้...ได้หยิบได้ใช้
จะพามันไปทำอะไรมันก็ไป จะบอกให้มันนั่งมันก็นั่ง
จะบอกให้มันเดินมันก็เดิน จะบอกให้มันนอนมันก็นอน ...จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรของใคร ...มันเป็นซาก
แล้วยังมาหลงซาก ว่าสวย ว่าไม่สวย
ว่าดี ว่าไม่ดี ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา ...ถ้าไม่เรียกว่าโง่ ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว ...พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าจิตไม่รู้นี่โง่นะ
มนุษย์นี่ยังโง่อยู่นะ เอาซากอะไรก็ไม่รู้นี่ หวงแหน อาลัยอาวรณ์ หลง ยึด ครอบครอง ...จนเป็นทุกข์ซ้ำซากๆ ก็ยังแก้ทุกข์ไม่ได้ ก็ยังวนเวียนๆๆ
ซ้ำซากอยู่ในทุกข์เหมือนเดิม แบบเดิม
ให้มาเจริญสติสมาธิปัญญาก็ขี้เกียจ ...ความเพียรน้อย ความอยากเยอะ อยากได้เร็วๆ อยากได้ไวๆ
ขี้เกียจทำ
ขี้เกียจรู้ทุกขณะจิต ขี้เกียจดูมันทุกเวล่ำเวลา เอะอะๆ ก็ปล่อยเผลอปล่อยเพลิน
ปล่อยไหลตามความคิด ล่องลอยไป เพลิดเพลินไป
พอบทจะตั้งใจปฏิบัติ ก็เกิดมีแต่ความอยาก "เมื่อไหร่จะได้สักที เมื่อไหร่จะถึงสักที เมื่อไหร่จะเห็นกายไม่ใช่เราสักที
เมื่อไหร่จะยังงั้นยังงี้" ...โอ้ย เสียเวลาคิดว่ะ
ก็เริ่ม...เมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วก็ตั้งใจเจริญสติขึ้น ระลึกขึ้นว่า นั่งก็รู้ว่านั่ง
เดินก็รู้ว่าเดิน คิดก็รู้ว่าคิด อยากก็รู้ว่าอยาก ...เนี่ย ให้มันแยกใจออกมาจากขันธ์หยาบๆ ก่อน จะชัดก็ตามไม่ชัดก็ตาม แยกออกด้วยสติก่อน
เพื่อให้มันมารู้มาเห็นกองธาตุกองขันธ์นี่
ในฐานะผู้รู้ ผู้ดู ผู้เห็น ไม่ใช่ในฐานะเราและของเรา ...มันจึงจะค่อยๆ
สร้างปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิในกาย ในจิต ในใจขึ้นมา
ว่ากายเป็นอย่างนี้
กายตามความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ กายที่ไม่จริงเป็นอย่างนี้ ...อันไหนจริง
อันไหนไม่จริง ..กายไหนเป็นทุกข์อุปาทาน...กายไหนเป็นทุกขสัจ
กายไหนเป็นทุกข์ธรรมชาติ...กายไหนเป็นทุกข์อุปาทาน
มันก็จะเริ่มเห็น...ด้วยตัวของสัตว์และบุคคลนั้นๆ เป็นปัจจัตตังจำเพาะกาย...จำเพาะจิตดวงนั้น
มารู้เห็นแทนกันไม่ได้ มาทำให้กันไม่ได้ แทนกันไม่ได้
…ลูกก็ส่วนลูก พ่อก็ส่วนพ่อ แม่ก็ส่วนแม่ ...มาปฏิบัติธรรมแทนกันไม่ได้เลย
แล้วอาศัยความรู้เห็นซ้ำซากอย่างนี้
ในกายนี้ กายเดียวนี้ ซ้ำซากๆ ลงไป ....ความรู้แจ้งเห็นจริงในกายที่แท้จริง ก็บังเกิดขึ้นเอง
แล้วมันจะไปอยู่ทำไมกับกายที่ไม่จริง
แล้วมันจะไปอยู่ทำไมกับกายที่เป็นทุกข์ ที่ไม่มีอยู่จริง เนี่ย ปัญญา ...ถ้าไม่มีปัญญาก็อยู่กันเข้าไปสิกับกายที่ไม่จริง แล้วก็เป็นทุกข์ซ้ำซากอยู่อย่างนั้นน่ะ
ทั้งๆ
ที่ยังไม่มีเรื่องอะไรเกิดเลย ก็ทุกข์ไปแล้วล่วงหน้า
“เดี๋ยวกลับไปเราจะต้องเจอลูกเรา แล้วลูกเรามันจะต้องถาม
แล้วลูกเรามันจะต้องอย่างนั้น แล้วลูกเราจะถามยังไง จะดีไหม”
ทุกข์แล้ว ...ทั้งที่ว่ากายลูก
กายเรา กายตรงนั้น ยังไม่เกิดเลย นี่ จะออกก็ไม่ได้อีก เห็นมั้ย เพราะอะไร ...เพราะปัญญาน้อย ขยันหมั่นเพียรน้อย ทวนน้อย
ทวนกระแสกลับมาอยู่กับกายจริงกายปัจจุบันน้อย
กำลังมันน้อย มันอ่อนแอ
มันก็ไปจมปลักอยู่อย่างนั้น คิดวนเวียนซ้ำซากๆๆ จนจิตเศร้าหมองหดหู่ ขุ่นมัว กลัว
กังวล เห็นมั้ย ทั้งที่ว่าความเป็นจริงมันยังไม่มีอะไรเกิดเลยน่ะ
ความจริงอยู่ไหน ...อยู่ตรงนี้ นั่ง ลมพัด ได้ยินเสียงเรา ได้ยินเสียงรถวิ่งไปมา ...เนี่ย จริงมั้ยล่ะ ความจริงมีอยู่ตรงนี้
แต่จิตมันไม่ยอมอยู่ตรงนี้ มันโลดแล่น เหมือนเสือติดปีก
จะโบยบินไปอยู่ตลอดเวลา
ด้วยอำนาจของความไม่รู้นี่แหละ ...ไม่ใช่ด้วยอำนาจของความรู้ความเห็นอะไรเลย
ไม่ใช่ด้วยอำนาจของปัญญาญาณแต่ประการใดเลย เป็นอำนาจของความไม่รู้โดยตลอดทั้งสิ้น
แต่ถ้าปัญญายังไม่เห็นตรงนี้พอ
มันยังไม่เชื่อ มันยังไม่ยอมละ มันไม่ยอมละ ...บอกให้ละ มันยังไม่ละเลย
เพราะมันไม่เชื่อ มันเชื่ออันไม่จริงมากกว่าของจริง
ตรงเนี้ย
ที่มันเป็นตัวที่จะต้องชักคะเย่อกันอยู่ตลอดเวลา ด้วยศีลกับสติกับสมาธิ
ให้มันแน่นเป็นหลักอยู่ในปัจจุบัน ไม่งั้นมันจะดีดดิ้นด้วยความทะเยอทะยานค้นหา
แต่ไม่มีอะไรนอกเหนือเกินกว่าความเพียรหรอก...บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร เพียรตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน
เพียรรักษาสติไว้ในปัจจุบัน เพียรรู้ระวังเท่าทันจิตในปัจจุบัน
เพียรรักษาศีลความปกติกายในปัจจุบัน
นี่
มันเพียรทั้งนั้นนะ ไม่เพียรมันไม่อยู่หรอก ...ได้พล้อบแพล้บๆ "ไม่เอาแล้ว" ...มันไม่มีความเพียร มันจะล่วงได้ยังไง มันจะก้าวข้ามได้ยังไง มันจะพ้นได้ยังไง...จากอำนาจของบ่วงมาร
อำนาจของอวิชชา ...มันเป็นบ่วง เป็นโซ่ เป็นเชือก ที่คล้อง ที่ร้อย
ที่รัด ที่ดึง ที่รั้ง ที่ลาก ที่จูง ...ไปอ่อนแอ เอาะๆ แอะๆ ...มันก็ลากไป
กู่ไม่กลับ
พอลากไปลากมา ...เออ
เห็นดีเห็นงามไปกับมันอีกด้วยซ้ำ ไปกันใหญ่ ยาวเลยแหละ ข้ามวันข้ามเดือนหายไป
ก็ยังได้เลย อยู่ใต้อำนาจของบ่วงมาร บ่วงมัจจุราช
มันพาไปเกิดพาไปตายไม่รู้กี่ร้อยรอบ...ในหนึ่งนาที แล้วทั้งวัน...รูปนั้นเกิดรูปนี้ดับๆ
กายนั้นเกิดกายนี้ดับ กายเราตรงนั้นเกิดตรงนั้นดับ ไม่รู้กี่ล้านในหนึ่งวัน
ใครล่ะมันลากออกไป มารทั้งห้า
กิเลสมาร สังขารมาร เทวบุตรมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร มัจจุมาร นี่ มารทั้งห้า วนเวียนๆ อยู่กับมันน่ะ ...พุทธะอยู่ไหน ธรรมะอยู่ไหน สังฆะอยู่ไหน
กายใจอยู่ไหน
กายใจอยู่ที่ไหน...พุทธะ ธรรมะ สังฆะ
อยู่ที่นั้น ...ไม่ต้องไปหาไกล ไม่ต้องไปถึงวัด ไม่ต้องมาถึงกุฏิเรา มาเจอพระ
ไม่ต้องเข้าห้องพระไปเจอพระพุทธรูป ...อู้ย นั่นห่าง
อยู่ตรงนี้ ...เมื่อใดที่อยู่ที่กายที่ใจปัจจุบันนั่นแหละ พุทธะอยู่ที่นี้ ผู้รู้อยู่กับนี้
ผู้รู้ก็อยู่กับพุทธะนี่
ธรรมะก็อยู่กับผู้รู้นั่นแหละ ...ก็ผู้รู้ก็เห็นตรงนั้น มันจะเห็นอะไรนอกจากธรรม
หือ ธรรมจะไปอยู่ที่ไหน ก็อยู่กับผู้รู้นั่นแหละ
สังฆะก็นั่นน่ะ
คนที่เข้าใจทั้งหมดทั้งปวงตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
แล้วก็สัตว์บุคคลนั้นก็กลายเป็นสังฆะ กำลังศึกษาสำเหนียก เป็นเสขะ เป็นอเสขะไป
รู้จักไหมเสขะ เสขะ เสขิยบุคคล ...แต่ในลักษณะของพวกเราก็เป็นปุถุชน
หมายความว่า ก็ยังเป็นผู้ที่จะเข้าไปเป็นเสขิยบุคคล
ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็เป็นอเสขะบุคคล อเสขิยะ
นั่นน่ะ สังฆะก็อยู่ตรงนี้
ไม่ได้อยู่ไกลหรอก ไม่ได้อยู่ไกลเนื้อไกลตัวนี้เลย ...สรุปรวมแล้วง่ายๆ สั้นๆ ว่า
เมื่อใดที่รู้ตัว เมื่อนั้นน่ะ พุทธะ ธรรมะ สังฆะ อยู่ที่เดียวกันหมดแล้ว
เมื่อใดที่รู้อยู่กับตัว เมื่อนั้นแหละ ศีลสมาธิปัญญาอยู่ที่นั้นแล้ว
ไม่ต้องไปหาที่อื่นอีกแล้ว
แต่บางครั้งมันจะเป็นแบบ...นั่งอยู่เฉยๆ
ก็รู้ว่านั่ง แล้วรู้ว่านั่งไปรู้ว่านั่งมาก็... “เอ๊ ศีลยังไม่มีมั้ง ฮื้อ
สมาธิมันยังไม่พอนะ ปัญญายังไม่เข้าใจอะไรเลย นี่ ต้องคิดค้นอะไรสักหน่อย”
เห็นมั้ยว่าจิตนี่มันหาเรื่องมั้ย ความอยากมันชักลากออกไปมั้ย ...ทั้งที่ธรรมอยู่ตรงนี้ นี่
ความรู้เท่านี้ สิ่งเดียวสิ่งหนึ่ง กายเดียวกายหนึ่ง กายเอกจิตเอก
จิตหนึ่งกายหนึ่ง
มันไม่พอ เห็นมั้ย ยังเปิดตำราค้นตำราหาธรรมนอกเหนือจากธรรมนี้อีก ...ก็ไม่เอาอ่ะ ...ทัน สติทัน สมาธิเกิด
ปัญญาเกิด ละ ดับ ตัด ขาด วางจิตนั้นๆ ซะ
ไม่ไปเอาดี-เอาร้าย เอาถูก-เอาผิด เอาคุณ-เอาโทษ
เอาประโยชน์อะไรในการค้นในการหา ไม่เอาผลประโยชน์จากการค้น ผลประโยชน์จากการหา
มันก็จะต้องเรียนรู้ในตัวของมันเองในความหมายของคำว่า
“พอ” ...ไม่พอก็ต้องพอ เพราะถ้าไม่พอก็ทุกข์ ถ้ายังหาต่อไปก็ทุกข์ เป็นยาจก เป็นขอทานกะลารั่ว...กะลารั่วด้วยนะ ไม่เต็มหรอก
ไม่อิ่มหรอก
อยู่แบบอดๆ อยากๆ เป็นนักภาวนาแบบอดๆ อยากๆ ไม่อิ่มไม่เต็มในธรรมสักที ...ทั้งๆ ที่ว่าอยู่กับก้อนธรรม ทั้งๆ ที่ว่าล้อมรอบทั้งหมดเป็นธรรม
เต็มโลกเต็มสามโลกธาตุ ยังหาธรรมไม่เจอเลย ...ได้ไง
หยุดหา...ก็จะเห็นธรรมตรงหน้าแล้ว หยุดอยู่ที่กาย ก็จะเห็นกายตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ต้องไปหาอีกแล้ว ว่ากายเป็นยังไง
กายตามความเป็นจริงคืออะไรวะ ทำยังไงกายตามความเป็นจริงถึงจะเกิดขึ้นมา
แน่ะ
หาอีกแล้ว ...หยุด แล้วก็หยั่งลงไปในปัจจุบันกาย ปกติกาย เป็นก้อน เป็นทึบเป็นแท่ง
อะไรก็ได้ ...
ไม่เห็นมันจะต้องไปสร้างกาย
หากายใหม่ที่อื่นที่ไหน
มันก็แค่นี้ รู้สึกที่ตัวนี่ ...ถ้าหานี่
หากันมากี่ภพกี่ชาติแล้ว ยังไม่แจ้งเลย ...หาวิธีการปฏิบัติ หากาย
ค้นหากายมาสามโลกธาตุแล้ว ยังไม่เจอกายจริงเลย
มีแต่ที่...เป็นหมาก็มี เป็นคนก็มี
เป็นนกหนูก็มี มีปีกมีครีบมีหาง เป็นแมลง
เป็นอินทร์เป็นพรหม เป็นเปรตเป็นยักษ์เป็นอสุรกาย ไม่รู้กี่กายแล้ว
ยังหากายไม่เจอเลย กายอยู่ไหน
ถ้ามัวแต่หาก็ไม่เจอ ...แต่ถ้ารู้ลงไปในปัจจุบัน
ในความเป็นปกติของกายนี้ ที่ปรากฏตอนนี้เดี๋ยวนี้ สม่ำเสมอต่อเนื่องไป
ก็จะเข้าถึงกายที่เป็นศีล...คือปกติกาย
ก็จะเข้าไปสู่ความเป็นปกติศีล
ก็จะเห็นกายตามความเป็นจริงชัดเจนขึ้น ก็หยุดค้น หยุดหากาย จนแจ้งในกาย
แต่ตลอดทั้งวัน ถ้ายังลืมกายอย่างนี้ คือลืมกาย...ก็เหมือนกับลืมธรรมว่างั้นเถอะ
ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ล่องๆ ลอยๆ อยู่กับอะไรก็ไม่รู้เกิดๆ ดับๆ ไป ไม่รู้ตัว
ไม่มีรู้อยู่ ไม่มีเห็นอยู่ ในที่ที่ควรรู้ ในที่ที่ควรเห็น ที่มันควรจะอยู่ในที่ที่ควร ...คือในขันธ์
(ต่อแทร็ก 8/18)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น