วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 8/14 (1)


พระอาจารย์
8/14 (550622B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มิถุนายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์ 2 ช่วงบทความค่ะ)

พระอาจารย์ –  การภาวนานี้...เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการสอนให้คนทุกคนมาสืบค้นความเป็นจริง...ด้วยการรู้และเห็นขันธ์ตัวเอง

“รู้ตัว”  ถ้าพูดสั้นๆ ก็ “รู้ตัว”  เพื่อจะได้เห็นว่า “ตัว” นี่คือใคร ตัวนี่เป็นเราจริงมั้ย มารู้มาเห็นตัวนี้ ว่ามันเป็นตัวเราจริงมั้ย มารู้ว่าตัวนี้มันสวยจริงมั้ย หรือมันเป็นชายจริง เป็นหญิงจริงมั้ย 

หรือว่ามันเป็นตัวเปลี่ยนแปลงๆ เป็นแค่ตัวอะไรก็ไม่รู้ที่มันเปลี่ยนแปลงๆ อยู่ตลอด ...พอดูไปด้วยความเป็นกลางก็จะเห็นว่าตัวนี้...ที่เคยว่าเป็นตัวเรา มันจะเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 

ถึงแม้มันจะไม่แปรปรวนไม่เปลี่ยนแปลง ...ดูเหมือนมันตั้งอยู่  มันก็ตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่เป็นสัตว์และบุคคล เหมือนเป็นวัตถุธาตุ เหมือนเป็นข้าวของสิ่งหนึ่ง ...ทั้งรูปและนามน่ะเหมือนกัน 

เวทนา ปวดเมื่อย ร้อนอ่อนแข็ง มันก็เป็นกองหนึ่งเหมือนกัน เหมือนเป็นก้อน กองหนึ่ง จะสมมุติเรียกว่าเวทนาสุข เวทนาทุกข์ อะไรก็ได้  แต่ก็คือก้อนอะไรด้านๆ ก้อนหนึ่งที่ปรากฏ 

ทั้งหมดที่มันมาเห็นอย่างนี้คือปัญญาญาณหรือว่าญาณทัสสนะ ...ไม่ต้องไปลึกซึ้งว่าญาณ ๑๖ ตามตำราอย่างนี้ ...ตรงนี้ไม่มีตำรา ขันธ์ห้าไม่มีตำรา ความเป็นจริงตรงนี้ไม่มีตำรา ความเป็นจริงตรงนี้ไม่มีสมมุติบัญญัติ 

มันเป็นความเป็นจริงโดยสัจจะ ที่ปรากฏ ของมันอย่างนั้นน่ะ ...เพราะนั้นเวลามันเห็นความเป็นจริงที่ปรากฏขณะนี้เดี๋ยวนี้ เวลามันเข้าใจนี่ มันก็จะเข้าใจความเป็นจริงเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ไม่ได้เข้าใจตามตำรา 

มันจะไม่เข้าใจเหมือนตำรา มันจะไม่เข้าใจเหมือนความเชื่อความเห็น  แต่มันจะเข้าใจของมันเอง...เป็นปัจจัตตัง มันเข้าใจความจริงโดยที่ไม่รู้ว่าเข้าใจอะไร เข้าใจอย่างไร 

เหมือนยังไง ไม่เหมือนอะไรยังไง  มันเข้าใจ...มันก็รู้ว่ามันเข้าใจความเป็นจริงนี้ ว่าเป็นอย่างนี้ นี่ มันเข้าใจอย่างนี้ ว่ามันเป็นอย่างนี้ ถึงไม่รู้ว่าไอ้นี้คืออะไร แต่มันเข้าใจ

และความเข้าใจนี่มันลึกซึ้งถึงขั้วใจ มันลึกซึ้งเข้าไปถึงขั้ว ไม่ฉาบฉวย ...ถ้าว่าอนิจจังก็อนิจจังจริงๆ ถ้าว่าไม่เที่ยงก็คือไม่เที่ยงจริงๆ ถ้าว่าไม่เป็นตัวเป็นตน มันก็ไม่เป็นตัวเป็นตนจริงๆ 

ไม่ใช่เป็นแค่ความคิดหรือเป็นความเชื่อ ...แต่มันเป็นจริงๆ ไม่เป็นตัวจริงๆ มันเรื่องจริงทั้งนั้น ธรรม การเข้าถึงก็คือเรื่องจริงทั้งนั้น

แต่ถ้ายังควาน ยังค้น ยังหาอะไรที่ห่างออกไป ก็ให้เข้าใจว่า ยิ่งไกล ยิ่งช้า  ยิ่งเนิ่นช้า ยิ่งยาวไกล ยิ่งเนิ่นนาน ยิ่งสืบเนื่องเป็นระยะเวลา เป็นชาติ เป็นภพ เป็นหลายปีหลายชาติ

แต่ถ้าจำกัดอยู่เดี๋ยวนี้ขณะนี้...สั้น ให้มันสั้น ให้มันลัด ให้มันตรง...ลงที่กายใจ อะไรๆ เกิดขึ้น ที่มันจะชักจูงออก...ระลึกขึ้น แล้วก็ให้มันลัดตรงลงที่กายใจ เหลือแค่กาย เหลือแค่ใจ 

อยู่กับกาย อยู่กับใจ อย่างนี้เสมอ เรียกว่าอยู่ในมรรค ...อาศัยมรรคเป็นสรณะ คือศีลสติสมาธิปัญญานี่เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย ...ไม่อยู่กับจิต ไม่อยู่กับมายาของจิต ไม่อยู่กับภพชาติที่จิตมันสร้างสรรค์ขึ้น

อดีตอนาคตนี่ล้วนเป็นภพที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยความปรุงแต่งของจิตทั้งนั้น ...พอมันสร้างปุ๊บแล้ว มันไม่สร้างเปล่าๆ นี่ มันจะมีเจ้าเรือนด้วย...คือ "เรา"  มันจะมีเราเข้าไปเป็นเจ้าเรือน

มันจะมีกายเราในอนาคต มันจะมีกายเขาในอนาคต มันจะมีกายอันประณีตในอนาคต มันจะมีจิตอันประณีตในอนาคตเกิดขึ้นในนั้นน่ะ...มันมีทั้งในอดีต-อนาคต

มันไม่เป็นกายเดียว ...มันเป็นกายหลอก มันเป็นกายหลง มันเป็นกายที่พาให้เกิดให้ตายไม่จบไม่สิ้น ... เป็นเชื้อให้เกิดตายไม่จบไม่สิ้น ให้ผูกให้พัน ให้เกาะให้เกี่ยว

หักอกหักใจ...ด้วยสติ ด้วยสมาธิ ตั้งลงที่กายเดียว ปัจจุบันกาย ปัจจุบันศีล ปัจจุบันธรรม ปกติกาย ...กายก็จะเป็นหนึ่ง จิตก็จะเป็นหนึ่ง...ในกาย เป็นจิตตั้งมั่นคือสัมมาสมาธิ อยู่ในกายปัจจุบัน...กายเดียว

พอกายเดียว...กายปัจจุบันแล้ว กายคนอื่น เรื่องคนอื่นก็ไม่มีแล้ว  เรื่องของเราในอดีต กายของเราในอดีตก็ไม่มีแล้ว  กายของเราในอนาคตเรื่องของกายในอนาคต เรื่องที่จะทำในอนาคตก็ไม่มี ...มันก็สั้น 

อะไรที่มันสั้น อะไรที่มันมีอันเดียวสิ่งเดียวนี่ มันก็ชัดเจนสิ เพราะมันมีกายเดียว ...ถ้ามันหลายกาย มันไม่ชัดเจน ไม่รู้อันไหนจริง อันไหนเท็จ ...ยิ่งไปกันใหญ่เลย ยิ่งสงสัย 

มันจะมีสภาวะกายที่จะไปเสวยธรรมอันนั้น เสวยธรรมอันนี้  มีทั้งสภาวธรรมนั้น สภาวธรรมนี้  ด้วยวิธีการนั้น ด้วยวิธีการนี้ ... เห็นมั้ย ทำไมมันจะไม่เกิดความสงสัย

แต่ถ้าเหลือกายเดียวแล้วไม่สงสัย ความสงสัยจะหายไป ...เห็นมั้ยว่า รู้ตัวแค่นี้ มันละทีเดียวสามตัว พร้อมกันคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ...แค่รู้ตัวนี่

แต่ความที่ว่าอ่านมาก รู้มาก ศึกษามาก เรียนมาก ฟังมาก หลายอาจารย์มาก ... มันก็ว่า...รู้ตัวไม่พอ นั่น ยังไม่พอ มันต้องทำอย่างงั้น มันต้องทำอย่างงี้ ...แน่ะ จิตว่าอีกแล้ว จิตไหลเคลื่อนออกมาอีกแล้ว 

จิตมันกินยาชูกำลังออกมาอีกแล้ว มันก็เห่อเหิมออกมา ทะเยอทะยาน ค้น ควาน ไขว่คว้า ตะกุยตะกาย หาอะไรก็ไม่รู้ ที่มันเชื่อว่ามี ...ไปหากายในอดีต ไปหากายในอนาคต ไปหาจิตในอดีต ไปหาจิตในอนาคต 

เหมือนในหนัง Back to the Future ...ย้อนอดีตย้อนอนาคต สนุกสนานเฮฮากันไป คุยเล่นคุยหัวกันสนุกในธรรมที่ยังไม่เกิดหรือธรรมที่มันดับไปแล้ว ...ก็แค่นั้นน่ะ

แต่พอมาอยู่กับกายจริง กายปัจจุบันกายเดียว ...มันหมดเรื่องพูดทันทีเลย มันหมดเรื่องทันทีเลย ไม่มีเรื่องเลย  มีแต่รู้กับอาการ แต่กายนี้มันไม่คุ้นเคยกัน

ก็ให้คุ้นเคยซะ ...เพราะกายนี้เป็นของจริง เป็นธรรมจริง เป็นสัจธรรม เป็นธรรมดา เป็นปกติ ...ถ้าอยู่อย่างนี้ได้สัก...อย่างลุงหวีดว่า...40 เปอร์เซ็นต์ ก็โสดาบันแล้ว ในหนึ่งวันโดยรวมน่ะ ...มันถึงรึเปล่าล่ะ 

หรือทั้งวันมันแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ สองเปอร์เซ็นต์ สามเปอร์เซ็นต์ ...ต้องทบทวนตัวเอง แล้วให้มากขึ้น ต่อเนื่องขึ้น สม่ำเสมอขึ้น ไม่เผลอไม่เพลิน ไม่ลืมจากกายกับรู้ในปัจจุบัน

ทำอยู่อย่างเดียว จนถึงพระอรหันต์ก็ทำอยู่อย่างเดียว ไม่มีอะไรอื่นกว่านี้หรอก ...ให้เชื่อไว้เลย ให้ตั้งความเชื่อความเห็นนี้ไว้ก่อน เหมือนคาถากันผีหลอกน่ะ กันผี...ผีจิต ผีหลง ผีเผลอ ผีเพลิน พวกนี้ผีมันจะหลอกอยู่เรื่อย

เพราะนั้นก็เป็นคาถากันผีหลอก คาถาของพุทธะผู้รู้ คาถาผู้รู้ คาถาผู้ตื่นผู้เห็น เป็นคาถาประจำใจประจำกายไว้ ...ผีไม่เข้าไม่ออกเองน่ะ แล้วก็ผีมันจะสลายไปเอง เพราะมันคือผี ไม่มีตัวไม่มีตนอะไร มันหลอก

วิญญาณ ...ก็บอกว่าวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ โสตวิญญาณ จักขุวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ ฆานวิญญาณ ...มันก็คือวิญญาณ ล่องลอยไปล่องลอยมาของมัน ไม่มีตัวไม่มีตนอะไร

ความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม มันไม่ไกลหรอก ...กายนี้คือธรรม รู้แจ้งเห็นจริงในกาย ก็รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมน่ะแหละ ตัวเดียวกันหมด ถ้าขึ้นชื่อว่าธรรมแล้วก็ตัวเดียวกันหมด

แต่ตอนนี้มันยังไม่เห็นกายเป็นธรรมไง ...มันยังหลายตัว ยังหลายเรื่องอยู่  ไอ้นั่นก็อารมณ์ ไอ้นั่นก็ความคิด ไอ้นั่นก็กิเลส ไอ้นั่นก็ความอยาก-ความไม่อยาก ไอ้นั่นก็สภาวธรรม ไอ้นั่นก็สภาวะจิต  มันก็เลยยังหลายเรื่อง

แต่เวลาที่เห็นกายเป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรม สัญญาก็เป็นธรรม สังขารก็เป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม ธรรมารมณ์ก็เป็นธรรม ...มันก็เป็นธรรมชาติเดียวกันหมดแหละ 

เพราะนั้นเห็นกายเป็นธรรมอันเดียวน่ะแจ้งหมดแหละ ทุกอย่างเป็นธรรมเดียวกันหมด รูปนาม ใหญ่ เล็ก ละเอียด ยิบย่อย ไกล-ใกล้ เป็นธรรมเดียวกันหมด มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสมอกันเป็นธรรมดา

มันก็ผ่าน เหมือนรถวิ่งไปบนถนนแล้วก็ไม่ติดไฟแดง มันผ่านหมด ผ่านไปตลอด ...อะไรเข้าก็ผ่าน อะไรออกก็ผ่านไป ไหลไปไหลมาของมันตามปกติวิสัย 

ถึงมันจะตั้งอยู่ ...ก็ไม่มีปัญหากับมัน มันก็ตั้งอยู่กลวงๆ แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปๆ ...มันสามารถปล่อยผ่านได้ ไม่รู้สึกอึดอัด คับข้อง แน่น หน่วง หนัก ภายใน

ถ้ามันอึดถ้ามันอั้น รู้สึกว่ามันอั้น ...นี่มันติด มันติดอารมณ์นั้น มันไม่ปล่อยอารมณ์นั้นให้ผ่าน  มันเก็บ มันหวงแหน มันจับจองเป็นเจ้าของ ...ด้วยอำนาจของจิตผู้ไม่รู้ ด้วยอำนาจของจิตหลง 

ไปมีเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขากับสิ่งนั้น มันเลยอัดอั้นตันใจ...ตันใจก็คือตันมรรคน่ะแหละ อั้นไว้ก็คือปิดทางมรรคอยู่ ...ขวาง มันยังไม่ถึงกับปิดหรอก มันขวาง ...มันเป็นไอ้เข้ขวางคลอง 

พอจะข้ามไอ้เข้ก็ไม่กล้าข้าม กลัวไอ้เข้งับ กลัวไอ้เข้ทำร้าย กลัวเสียหาย  เนี่ย กลัวๆๆ ...ภยาคติก็มาปิดบังซ้ำขึ้นมาอีก

ใจเด็ด ใจแข็ง ละซะ ไม่รู้ไม่ชี้ๆ ...เวลาอะไรๆ มันตั้งอยู่ แล้วมันไม่ดับ มันไม่ผ่าน ดูเหมือนมันไม่ผ่านไปนี่ อดทน ขันติ ... บางเรื่องบางราวมันไม่ผ่านไปง่ายๆ หรอก โดยเฉพาะเรื่องที่มันเป็นวิบาก

เช่นจะต้องเจอกับคนนี้ จะต้องอยู่กับคนนี้ จะต้องคุยจะต้องเจอหน้ากับคนนี้ ซึ่งมันอึดอัดเหลือเกิน เจอหน้ามันอึดอัด ในอาการกระทำคำพูด ...ก็อดทน เดี๋ยวก็ผ่าน อดทน

แล้วก็ต้องมีที่ตั้ง...เพื่อจะอยู่กับความอดทนในสิ่งที่ต้องเจอซ้ำซากแล้วก็เป็นทุกข์ซ้ำซาก ซึ่งมันอดไม่ได้ที่จะหาทางแก้หาทางหนีนี่ ...ก็ต้องมีหลัก คือกายใจ อยู่ที่ปกติกาย ปกติรู้ไว้ จนกว่ามันจะผ่านไป ...เป็นพีเรียดๆ ไป

เนี่ย เขาเรียกว่าอยู่กับวิบาก ดีบ้างร้ายบ้าง ...บางวิบากมันก็ทับถม อัด ดูเหมือนเป็นช่วงระยะเวลานานๆ ทุกข์บางตัว ความรู้สึกที่เราต้องเป็นทุกข์กับมัน บางครั้งก็นาน ...ไม่คิดจะแก้ ไม่คิดจะหนี อดทนไป ตามกำลัง

ฝืนไป ฝืนใจอยู่กับมัน ต้องอยู่ด้วยภาวะจำยอมจำทนฝืนใจ ...แล้วขณะที่ฝืนใจอยู่ก็ให้เห็นว่ามันเป็นกองหนึ่ง ไม่รู้กองอะไร ไม่มีความเป็นเขา ไม่มีความเป็นเรา ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล ขณะนั้นพิจารณาไป

จำแนกอกุศลกรรม ...ที่มันสร้างอกุศลกรรมอันนั้นมาให้เสวยผล ในการกระทำคำพูดของผู้อื่นบ้าง ในอารมณ์ของตัวเองที่มันสร้างขึ้นมาเองบ้าง  ไม่เลิก ไม่ลา ไม่แล้ว ที่จะไปเป็นทุกข์กับอะไรอย่างใด

เป็นทุกข์ก็ไม่อยากทุกข์น่ะ ... แต่จิตมันหาเรื่องทุกข์เองน่ะ ไม่ยอมวาง ไม่ยอมปล่อย  เห็นกี่ทีๆ ก็รู้แล้ว ...อยู่ดีๆ มันก็หงุดหงิดรำคาญขึ้นมาซะอย่างงั้น 

ก็ห้ามมันแล้ว บอกมันแล้ว ก็รู้ทันแล้ว มันก็ยังเป็นอย่างงี้ ...ไม่มีทางหนี รู้อย่างเดียว ...เห็นเป็นแค่กองหนึ่งสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของเรา

ถ้ารู้กับสิ่งที่มันดูเหมือนไม่ดับ หรือว่ามันมีแต่มากขึ้น หรือว่าซ้ำซากจำเจนี่ ...ก็ให้เห็นเป็นแค่สิ่งหนึ่งๆๆ กองหนึ่งที่ปรากฏ ...ไม่ใช่กองของใคร ไม่ใช่กองของสัตว์บุคคลไหน ไม่ใช่ใครเป็นเจ้าของ อย่างนี้

แล้วต่อไปก็จะรู้สึกว่ามันหน้าด้านขึ้นน่ะ สามารถ...เออ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้  แล้วก็ใจก็เฉยๆ รู้เฉยๆ ราบเรียบ จะเกิดภาวะราบเรียบปกติขึ้น ...แค่นี้มันก็ไม่ต้องทนแล้ว มันรู้สึกไม่ต้องทนกับอะไรแล้ว

จากที่เคยพยายามต้องอดทนกับมัน ที่จะรู้เฉยๆ ...ผลของมันคือต่อไปก็ เออ ไม่เห็นต้องทนเลย ต่างคนต่างอยู่กันไป ใจก็ราบเรียบ สม่ำเสมอ ด้วยความเป็นกลาง ปกติ ...รู้ปกติธรรมดา กับสิ่งที่เคยว่าไม่ธรรมดา 

จิตมันว่าไม่ธรรมดา ...ทำไมคนอื่นเขาไม่เป็น เราเป็นคนเดียว ทำไมเราต้องเจอ ไม่ธรรมดา มันว่ามันไม่ธรรมดาไอ้สิ่งที่มันเจอน่ะ คนอื่นเขาไม่เห็นเจอเลย ทำไมเราเจอ 

อย่างคนเจ็บไข้ได้ป่วยมีโรคประจำตัวมันก็มองเห็นเทียบคนอื่น เขาไม่เห็นเป็น มันก็เป็นธรรมดา  ทำไมเรามันเป็น ไอ้สิ่งที่เราเป็นมันไม่หาย มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เนี่ยมันมอง มันไม่ยอมรับความเป็นธรรมดา มันก็เป็นทุกข์กับสิ่งที่จิตมันว่าเนี้ยไม่ธรรมดา มันน่าจะเป็นธรรมดาคือไม่เป็นอะไร มันว่าอย่างนั้นน่ะธรรมดา ...คือมันพอใจตรงนั้น มันไม่พอใจตรงนี้

อดทนไปกับมัน ก็จะเห็นว่ามันก็อยู่ด้วยการเป็นธรรมดา ก็จะเห็นการตั้งอยู่ของมันนี่เป็นเรื่องธรรมดาเอง ...ก็ไม่ไปเป็นทุกข์ ก็ไม่เอามันมาเป็นทุกข์

 เมื่อไม่เป็นทุกข์ เมื่อไม่เอามันมาเป็นทุกข์ ก็ไม่คิดจะไปจัดการกับมัน ...จนกระทั่งมันแตกตายไปเลย ก็ไม่จัดการกับการแตกการตายของมัน

ถ้าเราฝึกเล็กฝึกน้อยดูมัน สุดท้ายก็มาใช้ตอนตาย  ก็ไม่ไปจัดการกับความตาย ...ไม่มีจิตแอบหรือจงใจไปจัดการกับความตายของขันธ์ห้า ของกาย ของเวทนา ของจิต ของธรรม ที่มันกำลังจะแตกดับ 

ก็จะเห็นความแปรปรวนขั้นสุดท้าย จนดับ ที่สุดมันคือความดับ ...ขันธ์ห้ามันมีที่สุดของมันคือความดับ มันก็จะแสดงอาการดับไปตามลำดับ ตั้งแต่ตา ตั้งแต่หู ตั้งแต่การรับความรู้สึก เย็นร้อนอ่อนแข็ง 

แล้วก็ขยับบังคับไม่ได้ ขาดจากการควบคุมด้วยอำนาจของสมองสั่งการ กล้ามเนื้อในส่วนที่บังคับได้ก็บังคับไม่ได้ไปตามลำดับ ...มันจะดับไปเรื่อยๆ จนดับความรู้สึกในจิตรับรู้  

แต่ระหว่างดับมันก็จะมีอาการ เร่าร้อน เหมือนไฟที่มันกำลังเผาจนกว่ามันจะเป็นเถ้า มันก็จนถึงจุดที่มันจะเป็นเถ้า มันร้อน จนดับไปมันก็เย็น

แต่ถ้าอยู่ในฐานะเป็นผู้รู้ผู้เห็นด้วยความเป็นปกติ มันก็เห็นขันธ์ห้านี่ดับไปทีละส่วนๆๆ ลมก็หมด ธาตุไฟดับ อุณหภูมิดับ เย็น สลาย สุดท้าย อุณหภูมิเป็นตัวสุดท้าย เย็นชืด หมดแล้ว 

เนี่ย ความดับของขันธ์ห้า ...ถ้าดูไปมันจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นความงดงามตามธรรมชาติของเขา ตรงๆ


(ต่อแทร็ก 8/14 ช่วง 2)


แทร็ก 8/13



พระอาจารย์
8/13 (550622A)
22 มิถุนายน 2555



พระอาจารย์ –  คนฟังน่ะ มากันไป มากันมา ฟังก็ฟังไป แต่เอาไปทำกันรึเปล่าก็ไม่รู้ 

สำคัญคือการปฏิบัตินี่มันต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ จังๆ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ...ต่อเนื่อง  มันถึงจะเกิดศรัทธาที่เป็นอจลศรัทธาขึ้นมา ...แล้วก็เก็บเกี่ยวมรรคผลไป

ส่วนถ้ามันหลุดๆ   ปล่อยมันหลุดๆ หลงๆ เผลอๆ เพลินๆ ไป  มันก็เลยได้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไหร่ ... ถ้ามันจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันต้อง...บอกแล้วว่าศีลจะต้องบริบูรณ์...ต่อเนื่อง 

กายนี่ กายใจนี่ ไม่ขาด ไม่คลาด ไม่เคลื่อน ไม่บกไม่พร่อง ...เรียกว่ามันจะต้องวางภาระทั้งหมด ปล่อยวางภาระภายนอกทั้งหมด ...เหลือแต่ภาระภายใน

คือกายใจเป็นภาระ เป็นงานที่ต้องค้นคว้า...ค้นคว้าด้วยอาการเฝ้ารู้เฝ้าดู...ด้วยความเป็นกลาง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง แค่นั้นเองน่ะ ...เป็นหลัก

เมื่อมันเห็นความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดาของกาย...สม่ำเสมอต่อเนื่อง ... จิตที่ไม่รู้นี่มันอยู่ไม่ได้หรอก 

จิตที่ไม่รู้แล้วมันให้ค่า ให้ความหมาย ให้ความเห็น ให้บัญญัติ ให้สมมุติ ให้ความเชื่อต่างๆ นานานี่ ...มันจะมาลบความเป็นจริงของการปรากฏขึ้นแห่งเหตุแห่งกายนี้ไม่ได้

เหตุแห่งกายที่ปรากฏขึ้นเป็นความเป็นปกติธรรมดานี่...เป็นความจริงสูงสุด  มันเป็นความจริง เป็นสัจจะ โดยสัจจะ ...กายนี้เป็นโดยสัจจะอย่างนี้ๆๆ 

เพราะนั้นอะไรที่มันมาลบล้างสัจจะ หรือว่านอกเหนือจากสัจจะนี้ ...มันกลายเป็นของไม่จริงไปหมด

เมื่อมันเห็นว่าทั้งหมดที่ออกมาจากจิต ผิดไปจากความจริงของกายนี้ ...มันก็ลบออกไป ลบออกจากสาระบบจิต ...มันก็จะคงเหลือแต่จิตรู้จิตเห็นตามความเป็นจริงเท่านั้น 

เมื่อใดที่มันเหลือแต่จิตรู้จิตเห็นแต่ความเป็นจริงน่ะ ทุกข์มันจะคลายออกเอง

ทุกข์มันเกิดขึ้นเพราะความเห็นผิด ทุกข์มันเกิดขึ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิ...คือความเห็นผิดในกาย ความเห็นผิดในขันธ์ ความเห็นผิดในโลก ...นี่พวกนี้มันจะทำให้เกิดเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นมา

เพราะนั้นการทำสัมมาทิฏฐิในกายให้เกิดขึ้น โดยอาศัยศีลเป็นพื้นฐานนี่แหละ เป็นงานหลัก งานสำคัญ เป็นสิ่งที่จะต้องเรียน...จนเข้าใจ จนจิตที่ไม่รู้มันรู้ จนจิตที่ไม่เห็นมันเห็น จนจิตที่มันเคลือบแคลงสงสัยมันหมดไป

เนี่ย ไอ้ตัวที่จะละสักกาย ไอ้ตัวที่จะละวิจิกิจฉา...ก็คืออาศัยจิตรู้จิตเห็นตามความเป็นจริงในกายอันเดียว...กายอันเดียว ต้องเรียกว่ากายอันเดียว คือปกติกาย คือกายอันเดียว

พวกเราจะอยู่กับกายหลายอัน มันหลายกาย ...กายข้างหน้า กายข้างหลัง กายคนอื่น กายเรา กายชาย กายหญิง กายบัญญัติ กายสมมุติ กายดี กายร้าย กายสวย กายไม่สวย กายแก่ กายเด็ก ... มันไม่อยู่กับกายอันเดียว

ถ้ามันอยู่กับกายอันเดียว เห็นกายอันเดียวนี่  มันก็จะเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมา...เป็นความเห็นที่ตรง เป็นความเห็นที่ชอบ เป็นความเห็นที่จริง นี่ ความเห็นนี้จะไม่บังเกิดทุกข์ ...เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในกาย

เพราะนั้นถ้าเห็นกายหลายอัน กายหลายอย่าง กายไกล กายใกล้ กายที่ยังมาไม่ถึง กายที่ล่วงลับไปแล้ว กายละเอียด กายหยาบ กายประณีต กว่ากายหนึ่งกายเดียวกายปัจจุบันนี่ ...มันถูกรังสรรค์สร้างสรรค์มาด้วยจิตไม่รู้ทั้งนั้น

แล้วโดยธรรมชาติของจิตไม่รู้ มันก็จะสร้าง “เรา” เป็นผู้รองรับการรู้นั้นๆ ...เกิดความหลงใหลเผลอเพลินไปกับกายหลายกายเกินไป  และทุกกายที่มันออกไปหมาย ออกไปสร้าง ...มันเป็น “เรา” หมด

แต่พอเหลือกายหนึ่ง แค่รู้อยู่ตรงนี้ รู้ว่านั่ง รู้ว่ายืน รู้ว่าเฉย รู้ว่านิ่ง รู้ว่าแข็งนี่  แค่รู้อยู่ตรงนี้ ตรงที่รู้ธรรมดากับกายธรรมดาตรงนี้ มันจะไม่มี “เรา” ตรงนี้เลย 

สังเกตดูดีๆ ว่าขณะที่รู้กายปัจจุบันนี่ ...จะไม่มี “เรา” ในนั่ง และก็ไม่มี “เรา” ในรู้

ตรงนี้ต้องอาศัยสติเท่านั้น ที่จะคอยประสานกายหนึ่งนี้ให้ต่อเนื่องจนเป็นสัมปชัญญะ อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย ...อิริยาบถย่อยมันจะเป็นตัวเชื่อมอิริยาบถใหญ่

เพราะนั้นการสังเกตเห็นอิริยาบถย่อยบ่อยๆ มันจะทำให้เกิดเป็นสัมปชัญญะ เกิดความรู้กายทั่วพร้อมในกาย ...เมื่อสังเกตอิริยาบถย่อยบ่อยๆ เนี่ย มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าสติมันจะละเอียด แล้วก็เท่าทันจิตได้ง่าย ได้เร็ว

เพราะนั้นลักษณะจิตแอบคิด จิตแอบหลงนี่ จิตแอบเผลอ จิตแอบเพลินไปนี่  มันแอบไปเล็กๆ น้อยๆ กระจัดกระจายออกไป ...มันก็คล้ายๆ คลึงๆ กันกับอิริยาบถย่อยในกาย

เดี๋ยวกลืนน้ำลาย เดี๋ยวกระพริบตา เดี๋ยวเคลื่อน เดี๋ยวไหว เดี๋ยวนิ่ง เดี๋ยวขยับ เดี๋ยวหยิบ เดี๋ยวจับ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวอ่อน เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวเย็น พวกนี้ มันอิริยาบถย่อยพวกนี้

ถ้าสังเกตเท่าทันอิริยาบถย่อยในกาย มันก็จะเกิดภาวะเท่าทันอิริยาบถของจิต ...อิริยาบถที่มันแอบคิด แอบนึก แอบปรุง แอบเผลอ โดยความไม่ตั้งใจ คือมันไม่มีเจตนามันก็เผลอเพลิน

จิตน่ะ มันพร้อมที่มันจะกระจัดกระจาย ...เหมือนกับสะเก็ดไฟน่ะ ที่มันแตกตัวของมันเองตลอดเวลา  

คราวนี้ว่าไอ้สะเก็ดไฟนี่เวลามันแตกตัวออกมานี่...ปะเหมาะเคราะห์ร้าย มันกระเด็นลงเชื้อ ลงเชื้อไหน มันก็ไหม้ มันก็ลาม มันก็ร้อน เป็นไฟอีกกองหนึ่ง ...ถ้าปะเหมาะเคราะห์ไม่ร้าย มันก็ดับไป 

แต่คราวนี้สำคัญว่าเวลามันเกิดขึ้นแล้วมันดับไปเองนี่ มันไม่มีคนที่เข้าไปเห็นอาการนี้ของจิต  เพราะมันเป็นไปด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ...เนี่ย มันก็เลยไม่เข้าใจกระบวนการของจิตโดยปริยาย

แต่ถ้าเรามาเท่าทัน ฝึกจากกายเป็นพื้นเป็นฐานไว้ มันก็จะเท่าทันอาการของจิตเล็กจิตน้อยที่มันแอบคิด แอบปรุง แอบหลง แอบวาดฝัน แอบคาดหมาย แอบเดา แอบสร้าง แอบคาด แอบหวัง แอบอยาก

ทำไมต้องพูดว่าแอบ ...คือในขั้นนี้น่ะไอ้ใหญ่ๆ แรงๆ ตรงๆ นี่มันทัน ... แต่แอบก็โดยที่ว่าเราปล่อยเลยตามเลย ไม่ค่อยใส่ใจดูมันน่ะ ไม่ค่อยใส่ใจเท่าทันกับมัน 

มันก็เล็ดลอดออกไปแบบแอบๆ ไป โดยที่เราก็เออออห่อหมก หรือว่าพยักเพยิดตามมันไป  เนี่ย เขาเรียกว่าประมาท ...มันต้องกำชับขึ้น กับรายละเอียดของจิตเล็กๆ จิตน้อยๆ 

คิดนิดนึงหน่อยนึงก็ไม่เอา ก็ต้องทัน...ละๆๆ เห็น...ละ ทัน...ละ อยู่ตลอด ...มันต้องกระชับ ต้องถี่ถ้วน มันก็จะเข้าสู่ภาวะที่จิตว่าง จิตระงับจากการปรุงแต่ง เป็นช่วง เป็นห้วงไป

เมื่อมันระงับจากการปรุงแต่งเป็นช่วงเป็นห้วงไปนี่ สมาธิมันก็จะตั้งมั่นขึ้น ชัดเจนขึ้น ในความเป็นกายหนึ่งจิตหนึ่ง ธรรมหนึ่งจิตหนึ่ง เป็นสิ่งหนึ่ง เป็นปรากฏการณ์หนึ่งชัดเจน 

เป็นของอันหนึ่ง เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ชัดเจน ...มันก็เพิกถอนความเห็นผิด หรือว่าความหมายมั่นผิดๆ ในขันธ์

มันรวมหมดน่ะ เห็นกายอันเดียว เห็นความหมายมั่น ละความหมายมั่นในกายอันเดียว มันก็ละความหมายมั่นในขันธ์ ...มันเรื่องเดียวกันหมด รูปนาม 

ต่อไปมันไม่แยกรูปมันไม่แยกนามหรอก อันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนามมันก็เป็น “สิ่งหนึ่ง” เหมือนกัน ...ก็เป็นแค่อาการหนึ่ง ปรากฏการณ์หนึ่งเหมือนกัน เป็นเหตุหนึ่งเหมือนกัน เหตุแห่งขันธ์ 

มันไม่เรียกแล้ว มันไม่ไปแยกแล้ว อันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนาม อันไหนเป็นกายอันไหนเป็นจิต ...เป็นเรื่องเดียวกันหมด  เพราะมันไม่มีตัวที่เข้าไปบัญญัติ ไม่มีตัวที่จะเข้าไป

จิตมันไม่ทันจะเข้าไปบัญญัติ ยังไม่ทันจะเข้าไปสมมุติขึ้นมา ...มันก็เห็นเป็นเหตุหนึ่งที่ปรากฏ แล้วก็ดับทันที ... นี่ไวขึ้น สติมันละเอียดขึ้น ถี่ถ้วนขึ้น 

มันก็เห็นความเป็นอนัตตา เห็นความเป็นอะไรที่เกิดๆ ดับๆ ได้ชัดเจน ...ตรงนั้นน่ะ การที่เห็นขันธ์ในจุดนั้น หรือภาวะตรงนั้นได้ชัดเจน  มันก็จะเหมือนกับเห็นขันธ์ลอยอยู่ในอากาศธาตุหรือความว่าง

ถ้าจะเปรียบเหมือนกับเรามองพลุไฟในอากาศ มันก็มีปรากฏกระจัดกระจายขึ้น เป็นสีสันต่างๆ นานา...แล้วก็แตกสลายไปในอากาศนั้น 

ไม่ร่วงลงมาเร่าร้อนหรือว่าลุกลามกับโลก กับสิ่งที่อยู่ภายนอก กับอดีตกับอนาคต กับความน่าจะมี ความน่าจะเป็น กับเรื่องราว ...มันดับไปในอากาศนั้น

มันเห็นอย่างนั้น จนได้ที่ จนเต็ม...ด้วยอำนาจของปัญญาญาณ จนเต็ม ...เห็นอยู่อย่างนั้น เห็นขันธ์เหมือนลอยอยู่ในอากาศ เหมือนพลุไฟน่ะ 

เห็นมั้ย ถ้ามันเห็นเหมือนพลุไฟ มันไม่รู้หรอกอันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนาม ...อะไรเกิดขึ้นก็ตั้งแล้วก็ดับ แล้วก็ตั้งแล้วก็ดับๆ อย่างนี้ ... นี่ ขันธ์ห้า

มันเห็นขันธ์ห้าลอยอยู่ในห้วงอวกาศ คือความเป็นสุญวิโมกข์ หรือว่าสุญวิมุติ  มันเป็นความเป็นสุญตธรรม อยู่อย่างนั้น ...มันก็คลี่คลายความเป็นเราของเรา ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

ความเป็นเราของเรานี่มันละเอียดขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์น่ะ ...มันไม่ได้ละได้แค่พระโสดาบันนะ 

มันมีอัตตาความถือครอง ความครอบครอง ...แค่เข้าไปครอบครอง แค่มีความรู้สึกเข้าไปครอบครอง แค่นี้ ...มันก็คือความเป็นเรา ความเป็นของเราแล้ว ความไปเป็นเจ้าของ

พอลึกๆ ไปในองค์มรรคเรื่อยๆ ... มันไม่เป็น “เรา” ชัดเจนหรอก แต่ว่ามันจะเข้าไปเป็นเจ้าของสภาวะ มันเข้าไปดีใจเสียใจกับสภาวะ ...แค่นี้ แค่เข้าไปดีใจเสียใจกับสภาวะมันจะไม่เป็น “เรา” ยังงั้ย

มันไม่ใช่ว่าละสักกายแล้วมันจะหมด ...ก็ทำไมยังดีใจกับบางอาการบางสภาวะ ทำไมยังเสียใจกับบางสภาวะ บางอาการของจิต 

ยังมีอยู่...มีอยู่ตลอดนั่นแหละ  ตื่นเต้นตกใจ พวกนี้ มันเป็นเรื่องของเราทั้งนั้นแหละ ...มันมีการเข้าไปถือครองขันธ์ จับจอง ถือสิทธิ์

เหมือนป่าธรรมชาตินี่ ...พอมันเข้าไปปั๊บ ชอบ เห็นเหมาะ ก็จับจอง มันก็บอกว่าอันนี้ ที่ของเรา  แล้วก็พยายามจะถือสิทธิ์ให้มากขึ้นๆ นี่ 

ถ้ายังหลงเข้าไปนี่ หรือว่าไม่ถอนออกมา เป็นผู้เห็นผู้รู้  มันก็จะถือครองตั้งแต่...จับจองเป็น ภ.บ.ท.5 แล้วก็เป็น ส.ค.1 แล้วก็เป็น น.ส.3 ...แล้วก็สุดท้ายมันจะเอาให้เป็นโฉนด

ทั้งที่ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ที่ดินน่ะ...มันของใครล่ะ ป่าไม้นี่ของใครล่ะ รัฐบาลก็ว่าของรัฐบาล ชาวบ้านเข้าไปก็ว่าเป็นของชาวบ้าน ...ก็ทะเลาะกันอีกเพราะความเข้าไปถือครอง 

เหมือนกันน่ะ กับการที่จิตเข้าไปถือครองขันธ์นี่ มันก็พยายามยึด อย่างตอนนี้เราอยู่กับขันธ์ในฐานะขันธ์นี่เป็นโฉนด มันถือสิทธิ์ครอบครองเป็นโฉนดเลย ... มันหวงแหน และมันจะตีค่าตัวมันเองน่ะสูงส่ง 

ยิ่งมีราคาสูงเท่าไหร่ ทุกข์มากเท่านั้น ...เพราะนั้นใครให้ราคาต่ำ มันโกรธแล้ว ... เพราะมันว่าที่ของกูนี่คือสีลม วาละห้าแสน อะไรอย่างนี้ นี่มันว่าของมันเอง มันตีราคาของมันเอง

แต่ถ้าดูไปดูมา เราถอยออกมา ...เห็นความเป็นกลาง เห็นความเป็นธรรมชาติ เหมือนความเป็นผืนดิน แผ่นฟ้า ก้อนเมฆ อากาศ เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครจับจองได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ...มันก็เพิกถอนโฉนด 

มันก็ค่อยคลายออก...จากโฉนด คือถ้าอยู่ในโฉนดนี่ก็ไม่มีใครมาไล่ที่เราออกได้ถ้าเราไม่ยอม ก็ค่อยถอนออกเป็น น.ส.3 คือมีสิทธิ์จะโดนเรียกคืนเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างนี้ 

แล้วถ้าเป็น ส.ค.1, ภ.บ.ท.5 นี่ยิ่งแล้วเลย ลงหลักปักฐานอะไรก็เสี่ยง ก็ไม่ถือสิทธิ์ครอบครอง ...จนแบบว่าเป็นแค่ผู้อยู่อาศัย มาขอเป็นแค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราว

เนี่ย ใจมันแค่มาอยู่อาศัยในขันธ์เท่านั้นเอง ขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว เป็นที่พักพิงชั่วคราวเท่านั้นเอง ...มันจะรู้สึกอย่างนั้น กลายเป็นรู้สึกว่ามันจะไปสร้างตึกหลายชั้นอยู่ไ้ด้ยังไง

มันก็อยู่ในแบบกระท่อมกระต๊อบ พร้อมที่จะลุกหนี ลุกย้ายไป โดยที่ไม่อาลัยอาวรณ์ ...นั่น เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้ถือสิทธิ์ ถือกรรมสิทธิ์เป็น...ของเรา

ปัญญานี่...มันจะไปคลี่คลายความเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของขันธ์ออกไป จนกลายเป็นอนาคาริก ... อนาคาริกยังไง...คือหมายความว่าที่ไหนก็อยู่ได้ เพราะว่าไม่เป็นของใคร

แล้วก็ไม่เข้าไปจับจองที่ใดเป็นสมบัติ ไปแบบตัวคนเดียว เสื่อผืนหมอนใบ ชั่วคราวแล้วก็ไป ...นี่ อนาคาริก ผู้ไม่มีบ้าน เป็นผู้จาริกไป โดยไม่อาวรณ์ ไม่อาลัย

แต่พวกเราโดยทั่วไปมันจาริกไปไม่ได้ ...มันอาวรณ์ มันห่วง มันหวง มันกังวล มันติด มันยังเป็นภาระ ยังมีภาระ ไอ้นั่นก็ยังเป็นของเรา ไอ้นั่นก็ยังเป็นเรื่องของเรา

มันเรื่องของเรายังไม่พอ ยังมีเรื่องของคนของเรา ลูกของเราก็มีหลานของเรา ซึ่งมันก็เป็นภาระของลูกของเรา แต่ก็กลายเป็นเรื่องของลูกของเรา มันก็สืบเนื่องกันไป มันก็เริ่มพะรุงพะรัง

พอพะรุงพะรังมันก็ลาก มันเป็นตัวลากไป ลากออกไปล่ามไว้...ให้เป็นอนาคาริกหรือผู้จาริกไปในสามโลกธาตุด้วยความไม่อาลัยอาวรณ์ไม่ได้ ...มันไปไม่รอด เนี่ย มันล่าม มันดึง

เพราะนั้นการที่จะเข้ามาเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของขันธ์ ของโลกนี่ ต้องเริ่มจากตรงนี้ ...นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้ อาการของกาย เหตุแห่งกายที่ปรากฏ เหตุแห่งจิต เหตุแห่งอารมณ์ที่ปรากฏ 

มันเป็นขึ้น มันตั้งขึ้นของมันลอยๆ เกิดขึ้นมาลอยๆ ตั้งอยู่ลอยๆ แล้วก็ดับไปลอยๆ ...เหตุแห่งกาย เหตุแห่งจิต เหตุแห่งอารมณ์ เหตุแห่งกิเลส พวกนี้เป็นเหตุทั้งนั้น 

อะไรที่มันปรากฏขึ้นมา แล้ววิญญาณเข้าไปรับรู้ ...แล้วก็มีจิตผู้รู้ผู้เห็นการรับรู้นั้นๆ ในการเกิดขึ้นการปรากฏขึ้นลอยๆ ของสรรพสิ่ง ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆๆ

รู้เห็นๆ ความเป็นจริงอย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ...ไม่เบื่อ ไม่ท้อ ไม่หน่าย ไม่ลืม ไม่หลง  มันก็เป็นการบ่มเพาะสติปัญญา ญาณทัสสนะ ...จนถึงว่างอม งอมในระดับนึงๆๆ ก็เรียกว่าเป็นวิมุตติในระดับนึงๆ

ถ้ามันเป็นวิมุตติงอมแล้ว มันไม่กลับไปเป็นผลไม้ดิบอีก มันก็มีแต่จะงอมขึ้นไปเรื่อยๆ ...ปัญญามันไปบ่ม อินทรีย์มันบ่มเพาะ บ่มๆๆ จนสุกงอมไปเรื่อยๆ 

ศีล สติ สมาธิ ปัญญา ก็แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ...ชำระฟาดฟัน จิตที่มันเข้าไปผูกไปพัน...การเข้าไปผูกพันในขันธ์ในโลกนี่ จิตเท่านั้นน่ะที่เข้าไปผูก จิตเท่านั้นแหละที่เข้าไปหมาย 

จิตเท่านั้นแหละที่เข้าไปสร้างความเป็นเรา สร้างความเป็นเขา...แล้วบังอาจเข้าไปถือครอง ด้วยความที่เรียกว่า...ถือตัวถือตน เข้าไปถือตัวถือตน ...นีี่ จิตทั้งนั้น

ก็จะเห็น...นี่ ตัวร้าย เหตุแห่งทุกข์  ตัวร้าย หรือว่าสมุทัย ที่มันทะเยอทะยาน แล้วเข้าไปสอดประสาน หลอมรวมขันธ์ หลอมรวมโลก ให้เป็นเนื้อเดียวกันว่า...นี้ของเราๆ จิตน่ะมันเข้าไปรวมประสานกัน ด้วยความหลง...ไม่รู้

แต่เมื่อใดที่เราตั้งมั่นเป็นกลางอยู่กับปัจจุบันกาย บางครั้งก็มีเวทนาปรากฏมาคู่กับกาย จริงๆ มันก็มีคู่กันน่ะ ...ก็เห็นกายเป็นอันหนึ่ง เวทนาเป็นอันหนึ่ง จิตเป็นอันหนึ่ง 

ต่างอันต่างเป็นเอกเทศ ต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับ ...บางครั้งอันหนึ่งเกิดอันหนึ่งดับ บางครั้งอันหนึ่งดับแล้วอันหนึ่งยังไม่ดับ นั่นมันเป็นเอกเทศกัน 

บางครั้งจิตดับ...กายอยู่ บางครั้งเวทนาดับ...จิตเกิด กิเลสดับ...จิตคิดยังมีอยู่ อย่างนี้ ...มันก็จะเห็นความเป็นเอกเทศ ไม่หลอมรวมกันเป็นก้อนเป็นตัวเป็นเรา เป็นตัวเราเป็นเรื่องของเรา เห็นไหม

ถ้าดูดีๆ ด้วยความจำแนกธรรมออกเป็นสัดส่วนแล้ว แค่เรื่องของเรา มันจะแยกเป็นองคาพยพย่อย เท่าไหร่ล่ะ ตั้งแต่รู้ ตั้งแต่สัญญา ความคิด ตั้งแต่สมมุติ ตั้งแต่บัญญัติ ตั้งแต่ความเห็น ...เนี่ย มันมีตั้งหลากหลายอยู่

แต่ถ้าไม่แยบคาย ไม่ถี่ถ้วน ไม่จำแนกออกนี่ มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน  มันจะเป็นเรื่อง...อะไรก็ไม่รู้ล่ะ เรื่องดีเรื่องร้าย เรื่องเขาเรื่องเราอะไรนี่ มันเกิดเป็นเรื่องของเราเรื่องของเขาขึ้นมาเลย

นี่เขาเรียกว่าจิตมันเข้าไปกลมกลืนเชื่อมประสานกันจนเป็นตัวเรา เป็นตัวเขา ขึ้นมา  เป็นของเรา เป็นของเขาขึ้นมา ...แล้วพวกเราก็คุ้นเคยกับการที่ว่า มันเชื่อมกันแล้วก็แล้ว มันไม่ถี่ถ้วน

แต่เมื่อใดที่มันตั้งมั่นเป็นกลาง แล้วค่อยพินิจพิจารณา...ด้วยความรอบคอบ แยบคาย โยนิโส ...มันก็จะเห็น แยกอาการออกได้เป็นส่วนๆ 

แค่อาการฟัง มันก็มีตั้งกี่อาการแล้วในการได้ยิน ...มีหู มีเสียง มีคนพูด มีข้อความเป็นสมมุติบัญญัติเป็นเสียง เป็นความเห็น ...แล้วทุกข์มันเกิดในกระบวนการไหน มันก็เห็นแจ้งเห็นจริงตามลำดับ 

เพราะจิตมันตั้งมั่นด้วยความเป็นกลาง แล้วก็ดูด้วยความเป็นกลาง ไม่เข้าไปผูกมัดยึดติดกับอะไร  มันก็เห็นกระบวนการต่างๆ ที่มันเป็นไปตามปกติวิสัยของขันธ์

ถ้าสมมุติว่าขันธ์นั้นมีกิเลส  มันก็จะเห็นปกติของขันธ์นั้นที่มีกิเลส...แสดงลักษณะอาการที่เป็นธรรมประเภทไหนๆ เข้ามา แล้วไปสร้างทุกข์...กระบวนทุกข์เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน

แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งมั่น ไม่มีสติ ไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่เป็นกลาง มันจะไม่เห็นกระบวนการเหล่านี้ ...มันจะเหมารวมเลย ปึ้ง...โกรธ ปึ้ง...พอใจ ... เป็นเราพอใจ เราไม่พอใจ ทันที

เพราะนั้นก่อนที่จะเกิดเราพอใจ เราไม่พอใจนี่ ... มันผ่านมาหลายขั้นตอนเลย และมันมีหลายกระบวนการ หลายธรรมที่มาหล่อหลอมรวมกัน

ก็จนมันจำแนกออก...เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นสัดเป็นส่วน  แล้วมันจะเห็นว่าขันธ์นี่มันเป็นแหว่งๆ วิ่นๆ เว้าๆ ...มันเป็นกองๆๆๆ 

ขันธ์นี่เป็นกองๆๆๆ ...แล้วมาสอดประสานกัน ด้วยจิตที่ไม่รู้ มันเอามาขยำรวมกัน  แล้วก็ ปั่บ..เรา ปั่บ...เขา ปั่บ...ของเรา ปั่บ...ของเขา ...ด้วยความโง่

แต่ไวมาก มันไวมาก มันไว...จนดูเหมือนว่ามันเป็นธรรมชาติของสัตว์มนุษย์ทั่วไป  มันดูเหมือนเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของคนทั่วไป ของเรา ของตัวเราเลย 

จนมันละเลยที่จะมาจำแนกธรรมเหล่านี้ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นเหตุปัจจัยเนื่องกันยังไง อะไรเกิดอะไรดับ อะไรก่อนอะไรหลัง ...มันไม่เข้าใจ

แต่มันจะเข้าใจได้ ...เมื่อมันมาเรียนรู้บ่อยๆ ด้วยการที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็อยู่ในฐานะที่เป็นผู้สังเกตการณ์ หรือเป็นผู้รู้ผู้เห็น ...ซึ่งมันจะเป็นผู้รู้ผู้เห็นเฉยๆ ได้ชัดเจนที่สุด ก็ต้องอยู่ในหลักของกาย คือศีล

ที่อื่นมันตั้งไม่ได้หรอก ผู้รู้ผู้เห็นนี่ตั้งไม่ได้น่ะ  ใจนี่มันจะตั้งเป็นหนึ่ง เป็นสมาธิ นี่ยากมาก มันก็ต้องหาอุบายกันมากมายกว่าจะทำให้ใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ เช่นพุทโธบ้าง กำหนดลมหายใจบ้าง อะไรบ้าง 

แต่พอไปเอาอุบายแล้วมันไปติดความสงบหมดเลย มันจะไปติดบริกรรมหมดเลย มันจะไปติดผลแห่งการบริกรรมนั้นหมด ...มันไม่เข้าใจว่าอุบายนั้นเพื่ออะไร 

เพื่อให้จิตผู้รู้ผู้เห็นมันตั้งมั่น แล้วมาเป็นผู้สังเกตการณ์ได้ชัดเจนต่างหาก ...นั่นคือเป้าหมายของกรรมฐาน เป้าหมายของการภาวนาโดยรูปแบบ

เดินจงกรมก็ตาม นั่งสมาธิก็ตาม ทุกคนมันจะสร้างเป้าหมายคลาดเคลื่อนไปหมด ไปทำเพื่ออะไร...เพื่อสงบ...เพื่อให้จิตดี  เดี๋ยวความรู้ก็เกิดขึ้นเอง เดี๋ยวปัญญาก็เกิดขึ้นต่อมาเอง

มันไม่เข้าใจว่าอุบายทั้งหมดน่ะเพื่อให้จิตตั้งมั่น เพื่อให้ความเป็นผู้รู้เกิดขึ้นชัดเจน เป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์กระบวนการของขันธ์ ในการสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมชาติภายนอกภายใน

ธรรมชาติภายในเกิดขึ้นอย่างไร มันสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกอย่างไร แล้วกิเลส ความทุกข์ ความพอใจ ความยินดีความยินร้าย เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน ...นั่นแหละคือปัญญาที่แท้จริง หรือว่าญาณทัสสนะ

ท่านเรียกว่าทัสสนะ ...ทัสสนะแปลว่าเห็น ญาณแปลว่ารู้...หยั่งรู้หยั่งเห็น  ญาณทัสสนะ คือหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วยจิตผู้รู้ ...มันหยั่งรู้หยั่งเห็นขันธ์นี่แหละ มันไม่ได้ไปหยั่งรู้หยั่งเห็นอะไรหรอก

ไม่ไปหยั่งรู้หยั่งเห็นโลกอนาคต ไม่ได้หยั่งรู้หยั่งเห็นในโลกในอดีต ความเป็นไปของสัตว์โลกในอดีต ไม่หยั่งรู้อนาคตว่าเมื่อไหร่โลกจะแตกน้ำจะท่วมประเทศไทย ไม่ไปหยั่งรู้หยั่งเห็นในเรื่องพวกนี้ 

อะไรนอกเหนือกายใจ...ไม่ใช่มรรค ไม่ได้เข้าไปถึงที่สุดของมรรคคือนิพพาน ...ถ้าหยั่งออกไปข้างนอก อาจจะได้...แต่ไม่ใช่มรรค อาจจะได้...แต่ไม่ใช่ผล อาจจะได้ความรู้ยิ่ง...แต่ไม่ใช่ความรู้ตามความเป็นจริง

แต่ถ้ามรรคและผลคือ...หยั่งรู้ หยั่งด้วยความเป็นกลาง เห็นด้วยความเป็นกลาง ในขันธ์ทั้งห้า โดยมีกรอบ กายเป็นกรอบ ศีลเป็นกรอบกาย ไม่ให้มันแตกกรอบ

ถ้ามันแตกกรอบเมื่อไหร่ มันก็ไปเรื่อยแหละ รู้เห็นไปเรื่อย แม้จะไม่รู้เห็นทางโลกมันก็รู้เห็นทางธรรม มันจะไปเรื่อยน่ะไม่มีที่สิ้นสุดหรอก

แต่พอมาหยั่งรู้หยั่งเห็นอยู่ในกรอบกาย ปัจจุบันกายเดียว ปัจจุบัน มันก็จะเห็นขันธ์ห้าโดยรวมที่ปรากฏอยู่ เหตุแห่งขันธ์ที่ปรากฏโดยอาศัยปัจจัยต่างๆ นานา

แล้วมันก็จะเห็นกระบวนการของความไม่รู้...ที่จะมาจับกับขันธ์ จับเหตุแห่งขันธ์ใหม่ที่ปรากฏแล้วยึดมั่นถือมั่นยังไง ...มันเข้าไปเป็นเราเป็นเขาตรงไหน 

มันเข้าไปคาด มันเข้าไปหวัง มันเข้าไปดีใจ มันเข้าไปเสียใจ มันเข้าไปพอใจ เข้าไปยินร้ายยินดีตรงไหน กับกระบวนการขันธ์ที่ปรากฏ ...นี่ด้วยญาณทัสสนะมันก็จะสังเกตเห็น

เมื่อเห็น และเป็นแค่ผู้รู้ผู้เห็น ไม่ได้เป็นผู้จัดการ ...มันก็จะเห็นที่สุดของกระบวนการของขันธ์นั้นๆ ว่า ที่สุดของกระบวนการของขันธ์ หรือเหตุแห่งขันธ์ที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น...  

มีที่สุดที่เดียวกัน...คือมีความดับไปเป็นธรรมดา ...ไม่บังเกิด ไม่ตกค้าง เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา อีกต่อไป 

มันเห็นหมดกระบวนการของขันธ์มีที่สุดที่เดียวกัน ...เกิดขึ้นมาลอยๆ เหมือนกัน ตั้งอยู่ลอยๆ เหมือนกัน แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาเหมือนกัน


(ต่อแทร็ก 8/14)