วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 8/13



พระอาจารย์
8/13 (550622A)
22 มิถุนายน 2555



พระอาจารย์ –  คนฟังน่ะ มากันไป มากันมา ฟังก็ฟังไป แต่เอาไปทำกันรึเปล่าก็ไม่รู้ 

สำคัญคือการปฏิบัตินี่มันต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ จังๆ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ...ต่อเนื่อง  มันถึงจะเกิดศรัทธาที่เป็นอจลศรัทธาขึ้นมา ...แล้วก็เก็บเกี่ยวมรรคผลไป

ส่วนถ้ามันหลุดๆ   ปล่อยมันหลุดๆ หลงๆ เผลอๆ เพลินๆ ไป  มันก็เลยได้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไหร่ ... ถ้ามันจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันต้อง...บอกแล้วว่าศีลจะต้องบริบูรณ์...ต่อเนื่อง 

กายนี่ กายใจนี่ ไม่ขาด ไม่คลาด ไม่เคลื่อน ไม่บกไม่พร่อง ...เรียกว่ามันจะต้องวางภาระทั้งหมด ปล่อยวางภาระภายนอกทั้งหมด ...เหลือแต่ภาระภายใน

คือกายใจเป็นภาระ เป็นงานที่ต้องค้นคว้า...ค้นคว้าด้วยอาการเฝ้ารู้เฝ้าดู...ด้วยความเป็นกลาง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง แค่นั้นเองน่ะ ...เป็นหลัก

เมื่อมันเห็นความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดาของกาย...สม่ำเสมอต่อเนื่อง ... จิตที่ไม่รู้นี่มันอยู่ไม่ได้หรอก 

จิตที่ไม่รู้แล้วมันให้ค่า ให้ความหมาย ให้ความเห็น ให้บัญญัติ ให้สมมุติ ให้ความเชื่อต่างๆ นานานี่ ...มันจะมาลบความเป็นจริงของการปรากฏขึ้นแห่งเหตุแห่งกายนี้ไม่ได้

เหตุแห่งกายที่ปรากฏขึ้นเป็นความเป็นปกติธรรมดานี่...เป็นความจริงสูงสุด  มันเป็นความจริง เป็นสัจจะ โดยสัจจะ ...กายนี้เป็นโดยสัจจะอย่างนี้ๆๆ 

เพราะนั้นอะไรที่มันมาลบล้างสัจจะ หรือว่านอกเหนือจากสัจจะนี้ ...มันกลายเป็นของไม่จริงไปหมด

เมื่อมันเห็นว่าทั้งหมดที่ออกมาจากจิต ผิดไปจากความจริงของกายนี้ ...มันก็ลบออกไป ลบออกจากสาระบบจิต ...มันก็จะคงเหลือแต่จิตรู้จิตเห็นตามความเป็นจริงเท่านั้น 

เมื่อใดที่มันเหลือแต่จิตรู้จิตเห็นแต่ความเป็นจริงน่ะ ทุกข์มันจะคลายออกเอง

ทุกข์มันเกิดขึ้นเพราะความเห็นผิด ทุกข์มันเกิดขึ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิ...คือความเห็นผิดในกาย ความเห็นผิดในขันธ์ ความเห็นผิดในโลก ...นี่พวกนี้มันจะทำให้เกิดเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นมา

เพราะนั้นการทำสัมมาทิฏฐิในกายให้เกิดขึ้น โดยอาศัยศีลเป็นพื้นฐานนี่แหละ เป็นงานหลัก งานสำคัญ เป็นสิ่งที่จะต้องเรียน...จนเข้าใจ จนจิตที่ไม่รู้มันรู้ จนจิตที่ไม่เห็นมันเห็น จนจิตที่มันเคลือบแคลงสงสัยมันหมดไป

เนี่ย ไอ้ตัวที่จะละสักกาย ไอ้ตัวที่จะละวิจิกิจฉา...ก็คืออาศัยจิตรู้จิตเห็นตามความเป็นจริงในกายอันเดียว...กายอันเดียว ต้องเรียกว่ากายอันเดียว คือปกติกาย คือกายอันเดียว

พวกเราจะอยู่กับกายหลายอัน มันหลายกาย ...กายข้างหน้า กายข้างหลัง กายคนอื่น กายเรา กายชาย กายหญิง กายบัญญัติ กายสมมุติ กายดี กายร้าย กายสวย กายไม่สวย กายแก่ กายเด็ก ... มันไม่อยู่กับกายอันเดียว

ถ้ามันอยู่กับกายอันเดียว เห็นกายอันเดียวนี่  มันก็จะเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมา...เป็นความเห็นที่ตรง เป็นความเห็นที่ชอบ เป็นความเห็นที่จริง นี่ ความเห็นนี้จะไม่บังเกิดทุกข์ ...เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในกาย

เพราะนั้นถ้าเห็นกายหลายอัน กายหลายอย่าง กายไกล กายใกล้ กายที่ยังมาไม่ถึง กายที่ล่วงลับไปแล้ว กายละเอียด กายหยาบ กายประณีต กว่ากายหนึ่งกายเดียวกายปัจจุบันนี่ ...มันถูกรังสรรค์สร้างสรรค์มาด้วยจิตไม่รู้ทั้งนั้น

แล้วโดยธรรมชาติของจิตไม่รู้ มันก็จะสร้าง “เรา” เป็นผู้รองรับการรู้นั้นๆ ...เกิดความหลงใหลเผลอเพลินไปกับกายหลายกายเกินไป  และทุกกายที่มันออกไปหมาย ออกไปสร้าง ...มันเป็น “เรา” หมด

แต่พอเหลือกายหนึ่ง แค่รู้อยู่ตรงนี้ รู้ว่านั่ง รู้ว่ายืน รู้ว่าเฉย รู้ว่านิ่ง รู้ว่าแข็งนี่  แค่รู้อยู่ตรงนี้ ตรงที่รู้ธรรมดากับกายธรรมดาตรงนี้ มันจะไม่มี “เรา” ตรงนี้เลย 

สังเกตดูดีๆ ว่าขณะที่รู้กายปัจจุบันนี่ ...จะไม่มี “เรา” ในนั่ง และก็ไม่มี “เรา” ในรู้

ตรงนี้ต้องอาศัยสติเท่านั้น ที่จะคอยประสานกายหนึ่งนี้ให้ต่อเนื่องจนเป็นสัมปชัญญะ อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย ...อิริยาบถย่อยมันจะเป็นตัวเชื่อมอิริยาบถใหญ่

เพราะนั้นการสังเกตเห็นอิริยาบถย่อยบ่อยๆ มันจะทำให้เกิดเป็นสัมปชัญญะ เกิดความรู้กายทั่วพร้อมในกาย ...เมื่อสังเกตอิริยาบถย่อยบ่อยๆ เนี่ย มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าสติมันจะละเอียด แล้วก็เท่าทันจิตได้ง่าย ได้เร็ว

เพราะนั้นลักษณะจิตแอบคิด จิตแอบหลงนี่ จิตแอบเผลอ จิตแอบเพลินไปนี่  มันแอบไปเล็กๆ น้อยๆ กระจัดกระจายออกไป ...มันก็คล้ายๆ คลึงๆ กันกับอิริยาบถย่อยในกาย

เดี๋ยวกลืนน้ำลาย เดี๋ยวกระพริบตา เดี๋ยวเคลื่อน เดี๋ยวไหว เดี๋ยวนิ่ง เดี๋ยวขยับ เดี๋ยวหยิบ เดี๋ยวจับ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวอ่อน เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวเย็น พวกนี้ มันอิริยาบถย่อยพวกนี้

ถ้าสังเกตเท่าทันอิริยาบถย่อยในกาย มันก็จะเกิดภาวะเท่าทันอิริยาบถของจิต ...อิริยาบถที่มันแอบคิด แอบนึก แอบปรุง แอบเผลอ โดยความไม่ตั้งใจ คือมันไม่มีเจตนามันก็เผลอเพลิน

จิตน่ะ มันพร้อมที่มันจะกระจัดกระจาย ...เหมือนกับสะเก็ดไฟน่ะ ที่มันแตกตัวของมันเองตลอดเวลา  

คราวนี้ว่าไอ้สะเก็ดไฟนี่เวลามันแตกตัวออกมานี่...ปะเหมาะเคราะห์ร้าย มันกระเด็นลงเชื้อ ลงเชื้อไหน มันก็ไหม้ มันก็ลาม มันก็ร้อน เป็นไฟอีกกองหนึ่ง ...ถ้าปะเหมาะเคราะห์ไม่ร้าย มันก็ดับไป 

แต่คราวนี้สำคัญว่าเวลามันเกิดขึ้นแล้วมันดับไปเองนี่ มันไม่มีคนที่เข้าไปเห็นอาการนี้ของจิต  เพราะมันเป็นไปด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ...เนี่ย มันก็เลยไม่เข้าใจกระบวนการของจิตโดยปริยาย

แต่ถ้าเรามาเท่าทัน ฝึกจากกายเป็นพื้นเป็นฐานไว้ มันก็จะเท่าทันอาการของจิตเล็กจิตน้อยที่มันแอบคิด แอบปรุง แอบหลง แอบวาดฝัน แอบคาดหมาย แอบเดา แอบสร้าง แอบคาด แอบหวัง แอบอยาก

ทำไมต้องพูดว่าแอบ ...คือในขั้นนี้น่ะไอ้ใหญ่ๆ แรงๆ ตรงๆ นี่มันทัน ... แต่แอบก็โดยที่ว่าเราปล่อยเลยตามเลย ไม่ค่อยใส่ใจดูมันน่ะ ไม่ค่อยใส่ใจเท่าทันกับมัน 

มันก็เล็ดลอดออกไปแบบแอบๆ ไป โดยที่เราก็เออออห่อหมก หรือว่าพยักเพยิดตามมันไป  เนี่ย เขาเรียกว่าประมาท ...มันต้องกำชับขึ้น กับรายละเอียดของจิตเล็กๆ จิตน้อยๆ 

คิดนิดนึงหน่อยนึงก็ไม่เอา ก็ต้องทัน...ละๆๆ เห็น...ละ ทัน...ละ อยู่ตลอด ...มันต้องกระชับ ต้องถี่ถ้วน มันก็จะเข้าสู่ภาวะที่จิตว่าง จิตระงับจากการปรุงแต่ง เป็นช่วง เป็นห้วงไป

เมื่อมันระงับจากการปรุงแต่งเป็นช่วงเป็นห้วงไปนี่ สมาธิมันก็จะตั้งมั่นขึ้น ชัดเจนขึ้น ในความเป็นกายหนึ่งจิตหนึ่ง ธรรมหนึ่งจิตหนึ่ง เป็นสิ่งหนึ่ง เป็นปรากฏการณ์หนึ่งชัดเจน 

เป็นของอันหนึ่ง เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ชัดเจน ...มันก็เพิกถอนความเห็นผิด หรือว่าความหมายมั่นผิดๆ ในขันธ์

มันรวมหมดน่ะ เห็นกายอันเดียว เห็นความหมายมั่น ละความหมายมั่นในกายอันเดียว มันก็ละความหมายมั่นในขันธ์ ...มันเรื่องเดียวกันหมด รูปนาม 

ต่อไปมันไม่แยกรูปมันไม่แยกนามหรอก อันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนามมันก็เป็น “สิ่งหนึ่ง” เหมือนกัน ...ก็เป็นแค่อาการหนึ่ง ปรากฏการณ์หนึ่งเหมือนกัน เป็นเหตุหนึ่งเหมือนกัน เหตุแห่งขันธ์ 

มันไม่เรียกแล้ว มันไม่ไปแยกแล้ว อันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนาม อันไหนเป็นกายอันไหนเป็นจิต ...เป็นเรื่องเดียวกันหมด  เพราะมันไม่มีตัวที่เข้าไปบัญญัติ ไม่มีตัวที่จะเข้าไป

จิตมันไม่ทันจะเข้าไปบัญญัติ ยังไม่ทันจะเข้าไปสมมุติขึ้นมา ...มันก็เห็นเป็นเหตุหนึ่งที่ปรากฏ แล้วก็ดับทันที ... นี่ไวขึ้น สติมันละเอียดขึ้น ถี่ถ้วนขึ้น 

มันก็เห็นความเป็นอนัตตา เห็นความเป็นอะไรที่เกิดๆ ดับๆ ได้ชัดเจน ...ตรงนั้นน่ะ การที่เห็นขันธ์ในจุดนั้น หรือภาวะตรงนั้นได้ชัดเจน  มันก็จะเหมือนกับเห็นขันธ์ลอยอยู่ในอากาศธาตุหรือความว่าง

ถ้าจะเปรียบเหมือนกับเรามองพลุไฟในอากาศ มันก็มีปรากฏกระจัดกระจายขึ้น เป็นสีสันต่างๆ นานา...แล้วก็แตกสลายไปในอากาศนั้น 

ไม่ร่วงลงมาเร่าร้อนหรือว่าลุกลามกับโลก กับสิ่งที่อยู่ภายนอก กับอดีตกับอนาคต กับความน่าจะมี ความน่าจะเป็น กับเรื่องราว ...มันดับไปในอากาศนั้น

มันเห็นอย่างนั้น จนได้ที่ จนเต็ม...ด้วยอำนาจของปัญญาญาณ จนเต็ม ...เห็นอยู่อย่างนั้น เห็นขันธ์เหมือนลอยอยู่ในอากาศ เหมือนพลุไฟน่ะ 

เห็นมั้ย ถ้ามันเห็นเหมือนพลุไฟ มันไม่รู้หรอกอันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนาม ...อะไรเกิดขึ้นก็ตั้งแล้วก็ดับ แล้วก็ตั้งแล้วก็ดับๆ อย่างนี้ ... นี่ ขันธ์ห้า

มันเห็นขันธ์ห้าลอยอยู่ในห้วงอวกาศ คือความเป็นสุญวิโมกข์ หรือว่าสุญวิมุติ  มันเป็นความเป็นสุญตธรรม อยู่อย่างนั้น ...มันก็คลี่คลายความเป็นเราของเรา ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

ความเป็นเราของเรานี่มันละเอียดขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์น่ะ ...มันไม่ได้ละได้แค่พระโสดาบันนะ 

มันมีอัตตาความถือครอง ความครอบครอง ...แค่เข้าไปครอบครอง แค่มีความรู้สึกเข้าไปครอบครอง แค่นี้ ...มันก็คือความเป็นเรา ความเป็นของเราแล้ว ความไปเป็นเจ้าของ

พอลึกๆ ไปในองค์มรรคเรื่อยๆ ... มันไม่เป็น “เรา” ชัดเจนหรอก แต่ว่ามันจะเข้าไปเป็นเจ้าของสภาวะ มันเข้าไปดีใจเสียใจกับสภาวะ ...แค่นี้ แค่เข้าไปดีใจเสียใจกับสภาวะมันจะไม่เป็น “เรา” ยังงั้ย

มันไม่ใช่ว่าละสักกายแล้วมันจะหมด ...ก็ทำไมยังดีใจกับบางอาการบางสภาวะ ทำไมยังเสียใจกับบางสภาวะ บางอาการของจิต 

ยังมีอยู่...มีอยู่ตลอดนั่นแหละ  ตื่นเต้นตกใจ พวกนี้ มันเป็นเรื่องของเราทั้งนั้นแหละ ...มันมีการเข้าไปถือครองขันธ์ จับจอง ถือสิทธิ์

เหมือนป่าธรรมชาตินี่ ...พอมันเข้าไปปั๊บ ชอบ เห็นเหมาะ ก็จับจอง มันก็บอกว่าอันนี้ ที่ของเรา  แล้วก็พยายามจะถือสิทธิ์ให้มากขึ้นๆ นี่ 

ถ้ายังหลงเข้าไปนี่ หรือว่าไม่ถอนออกมา เป็นผู้เห็นผู้รู้  มันก็จะถือครองตั้งแต่...จับจองเป็น ภ.บ.ท.5 แล้วก็เป็น ส.ค.1 แล้วก็เป็น น.ส.3 ...แล้วก็สุดท้ายมันจะเอาให้เป็นโฉนด

ทั้งที่ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ที่ดินน่ะ...มันของใครล่ะ ป่าไม้นี่ของใครล่ะ รัฐบาลก็ว่าของรัฐบาล ชาวบ้านเข้าไปก็ว่าเป็นของชาวบ้าน ...ก็ทะเลาะกันอีกเพราะความเข้าไปถือครอง 

เหมือนกันน่ะ กับการที่จิตเข้าไปถือครองขันธ์นี่ มันก็พยายามยึด อย่างตอนนี้เราอยู่กับขันธ์ในฐานะขันธ์นี่เป็นโฉนด มันถือสิทธิ์ครอบครองเป็นโฉนดเลย ... มันหวงแหน และมันจะตีค่าตัวมันเองน่ะสูงส่ง 

ยิ่งมีราคาสูงเท่าไหร่ ทุกข์มากเท่านั้น ...เพราะนั้นใครให้ราคาต่ำ มันโกรธแล้ว ... เพราะมันว่าที่ของกูนี่คือสีลม วาละห้าแสน อะไรอย่างนี้ นี่มันว่าของมันเอง มันตีราคาของมันเอง

แต่ถ้าดูไปดูมา เราถอยออกมา ...เห็นความเป็นกลาง เห็นความเป็นธรรมชาติ เหมือนความเป็นผืนดิน แผ่นฟ้า ก้อนเมฆ อากาศ เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครจับจองได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ...มันก็เพิกถอนโฉนด 

มันก็ค่อยคลายออก...จากโฉนด คือถ้าอยู่ในโฉนดนี่ก็ไม่มีใครมาไล่ที่เราออกได้ถ้าเราไม่ยอม ก็ค่อยถอนออกเป็น น.ส.3 คือมีสิทธิ์จะโดนเรียกคืนเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างนี้ 

แล้วถ้าเป็น ส.ค.1, ภ.บ.ท.5 นี่ยิ่งแล้วเลย ลงหลักปักฐานอะไรก็เสี่ยง ก็ไม่ถือสิทธิ์ครอบครอง ...จนแบบว่าเป็นแค่ผู้อยู่อาศัย มาขอเป็นแค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราว

เนี่ย ใจมันแค่มาอยู่อาศัยในขันธ์เท่านั้นเอง ขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว เป็นที่พักพิงชั่วคราวเท่านั้นเอง ...มันจะรู้สึกอย่างนั้น กลายเป็นรู้สึกว่ามันจะไปสร้างตึกหลายชั้นอยู่ไ้ด้ยังไง

มันก็อยู่ในแบบกระท่อมกระต๊อบ พร้อมที่จะลุกหนี ลุกย้ายไป โดยที่ไม่อาลัยอาวรณ์ ...นั่น เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้ถือสิทธิ์ ถือกรรมสิทธิ์เป็น...ของเรา

ปัญญานี่...มันจะไปคลี่คลายความเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของขันธ์ออกไป จนกลายเป็นอนาคาริก ... อนาคาริกยังไง...คือหมายความว่าที่ไหนก็อยู่ได้ เพราะว่าไม่เป็นของใคร

แล้วก็ไม่เข้าไปจับจองที่ใดเป็นสมบัติ ไปแบบตัวคนเดียว เสื่อผืนหมอนใบ ชั่วคราวแล้วก็ไป ...นี่ อนาคาริก ผู้ไม่มีบ้าน เป็นผู้จาริกไป โดยไม่อาวรณ์ ไม่อาลัย

แต่พวกเราโดยทั่วไปมันจาริกไปไม่ได้ ...มันอาวรณ์ มันห่วง มันหวง มันกังวล มันติด มันยังเป็นภาระ ยังมีภาระ ไอ้นั่นก็ยังเป็นของเรา ไอ้นั่นก็ยังเป็นเรื่องของเรา

มันเรื่องของเรายังไม่พอ ยังมีเรื่องของคนของเรา ลูกของเราก็มีหลานของเรา ซึ่งมันก็เป็นภาระของลูกของเรา แต่ก็กลายเป็นเรื่องของลูกของเรา มันก็สืบเนื่องกันไป มันก็เริ่มพะรุงพะรัง

พอพะรุงพะรังมันก็ลาก มันเป็นตัวลากไป ลากออกไปล่ามไว้...ให้เป็นอนาคาริกหรือผู้จาริกไปในสามโลกธาตุด้วยความไม่อาลัยอาวรณ์ไม่ได้ ...มันไปไม่รอด เนี่ย มันล่าม มันดึง

เพราะนั้นการที่จะเข้ามาเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของขันธ์ ของโลกนี่ ต้องเริ่มจากตรงนี้ ...นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้ อาการของกาย เหตุแห่งกายที่ปรากฏ เหตุแห่งจิต เหตุแห่งอารมณ์ที่ปรากฏ 

มันเป็นขึ้น มันตั้งขึ้นของมันลอยๆ เกิดขึ้นมาลอยๆ ตั้งอยู่ลอยๆ แล้วก็ดับไปลอยๆ ...เหตุแห่งกาย เหตุแห่งจิต เหตุแห่งอารมณ์ เหตุแห่งกิเลส พวกนี้เป็นเหตุทั้งนั้น 

อะไรที่มันปรากฏขึ้นมา แล้ววิญญาณเข้าไปรับรู้ ...แล้วก็มีจิตผู้รู้ผู้เห็นการรับรู้นั้นๆ ในการเกิดขึ้นการปรากฏขึ้นลอยๆ ของสรรพสิ่ง ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆๆ

รู้เห็นๆ ความเป็นจริงอย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ...ไม่เบื่อ ไม่ท้อ ไม่หน่าย ไม่ลืม ไม่หลง  มันก็เป็นการบ่มเพาะสติปัญญา ญาณทัสสนะ ...จนถึงว่างอม งอมในระดับนึงๆๆ ก็เรียกว่าเป็นวิมุตติในระดับนึงๆ

ถ้ามันเป็นวิมุตติงอมแล้ว มันไม่กลับไปเป็นผลไม้ดิบอีก มันก็มีแต่จะงอมขึ้นไปเรื่อยๆ ...ปัญญามันไปบ่ม อินทรีย์มันบ่มเพาะ บ่มๆๆ จนสุกงอมไปเรื่อยๆ 

ศีล สติ สมาธิ ปัญญา ก็แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ...ชำระฟาดฟัน จิตที่มันเข้าไปผูกไปพัน...การเข้าไปผูกพันในขันธ์ในโลกนี่ จิตเท่านั้นน่ะที่เข้าไปผูก จิตเท่านั้นแหละที่เข้าไปหมาย 

จิตเท่านั้นแหละที่เข้าไปสร้างความเป็นเรา สร้างความเป็นเขา...แล้วบังอาจเข้าไปถือครอง ด้วยความที่เรียกว่า...ถือตัวถือตน เข้าไปถือตัวถือตน ...นีี่ จิตทั้งนั้น

ก็จะเห็น...นี่ ตัวร้าย เหตุแห่งทุกข์  ตัวร้าย หรือว่าสมุทัย ที่มันทะเยอทะยาน แล้วเข้าไปสอดประสาน หลอมรวมขันธ์ หลอมรวมโลก ให้เป็นเนื้อเดียวกันว่า...นี้ของเราๆ จิตน่ะมันเข้าไปรวมประสานกัน ด้วยความหลง...ไม่รู้

แต่เมื่อใดที่เราตั้งมั่นเป็นกลางอยู่กับปัจจุบันกาย บางครั้งก็มีเวทนาปรากฏมาคู่กับกาย จริงๆ มันก็มีคู่กันน่ะ ...ก็เห็นกายเป็นอันหนึ่ง เวทนาเป็นอันหนึ่ง จิตเป็นอันหนึ่ง 

ต่างอันต่างเป็นเอกเทศ ต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับ ...บางครั้งอันหนึ่งเกิดอันหนึ่งดับ บางครั้งอันหนึ่งดับแล้วอันหนึ่งยังไม่ดับ นั่นมันเป็นเอกเทศกัน 

บางครั้งจิตดับ...กายอยู่ บางครั้งเวทนาดับ...จิตเกิด กิเลสดับ...จิตคิดยังมีอยู่ อย่างนี้ ...มันก็จะเห็นความเป็นเอกเทศ ไม่หลอมรวมกันเป็นก้อนเป็นตัวเป็นเรา เป็นตัวเราเป็นเรื่องของเรา เห็นไหม

ถ้าดูดีๆ ด้วยความจำแนกธรรมออกเป็นสัดส่วนแล้ว แค่เรื่องของเรา มันจะแยกเป็นองคาพยพย่อย เท่าไหร่ล่ะ ตั้งแต่รู้ ตั้งแต่สัญญา ความคิด ตั้งแต่สมมุติ ตั้งแต่บัญญัติ ตั้งแต่ความเห็น ...เนี่ย มันมีตั้งหลากหลายอยู่

แต่ถ้าไม่แยบคาย ไม่ถี่ถ้วน ไม่จำแนกออกนี่ มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน  มันจะเป็นเรื่อง...อะไรก็ไม่รู้ล่ะ เรื่องดีเรื่องร้าย เรื่องเขาเรื่องเราอะไรนี่ มันเกิดเป็นเรื่องของเราเรื่องของเขาขึ้นมาเลย

นี่เขาเรียกว่าจิตมันเข้าไปกลมกลืนเชื่อมประสานกันจนเป็นตัวเรา เป็นตัวเขา ขึ้นมา  เป็นของเรา เป็นของเขาขึ้นมา ...แล้วพวกเราก็คุ้นเคยกับการที่ว่า มันเชื่อมกันแล้วก็แล้ว มันไม่ถี่ถ้วน

แต่เมื่อใดที่มันตั้งมั่นเป็นกลาง แล้วค่อยพินิจพิจารณา...ด้วยความรอบคอบ แยบคาย โยนิโส ...มันก็จะเห็น แยกอาการออกได้เป็นส่วนๆ 

แค่อาการฟัง มันก็มีตั้งกี่อาการแล้วในการได้ยิน ...มีหู มีเสียง มีคนพูด มีข้อความเป็นสมมุติบัญญัติเป็นเสียง เป็นความเห็น ...แล้วทุกข์มันเกิดในกระบวนการไหน มันก็เห็นแจ้งเห็นจริงตามลำดับ 

เพราะจิตมันตั้งมั่นด้วยความเป็นกลาง แล้วก็ดูด้วยความเป็นกลาง ไม่เข้าไปผูกมัดยึดติดกับอะไร  มันก็เห็นกระบวนการต่างๆ ที่มันเป็นไปตามปกติวิสัยของขันธ์

ถ้าสมมุติว่าขันธ์นั้นมีกิเลส  มันก็จะเห็นปกติของขันธ์นั้นที่มีกิเลส...แสดงลักษณะอาการที่เป็นธรรมประเภทไหนๆ เข้ามา แล้วไปสร้างทุกข์...กระบวนทุกข์เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน

แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งมั่น ไม่มีสติ ไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่เป็นกลาง มันจะไม่เห็นกระบวนการเหล่านี้ ...มันจะเหมารวมเลย ปึ้ง...โกรธ ปึ้ง...พอใจ ... เป็นเราพอใจ เราไม่พอใจ ทันที

เพราะนั้นก่อนที่จะเกิดเราพอใจ เราไม่พอใจนี่ ... มันผ่านมาหลายขั้นตอนเลย และมันมีหลายกระบวนการ หลายธรรมที่มาหล่อหลอมรวมกัน

ก็จนมันจำแนกออก...เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นสัดเป็นส่วน  แล้วมันจะเห็นว่าขันธ์นี่มันเป็นแหว่งๆ วิ่นๆ เว้าๆ ...มันเป็นกองๆๆๆ 

ขันธ์นี่เป็นกองๆๆๆ ...แล้วมาสอดประสานกัน ด้วยจิตที่ไม่รู้ มันเอามาขยำรวมกัน  แล้วก็ ปั่บ..เรา ปั่บ...เขา ปั่บ...ของเรา ปั่บ...ของเขา ...ด้วยความโง่

แต่ไวมาก มันไวมาก มันไว...จนดูเหมือนว่ามันเป็นธรรมชาติของสัตว์มนุษย์ทั่วไป  มันดูเหมือนเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของคนทั่วไป ของเรา ของตัวเราเลย 

จนมันละเลยที่จะมาจำแนกธรรมเหล่านี้ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นเหตุปัจจัยเนื่องกันยังไง อะไรเกิดอะไรดับ อะไรก่อนอะไรหลัง ...มันไม่เข้าใจ

แต่มันจะเข้าใจได้ ...เมื่อมันมาเรียนรู้บ่อยๆ ด้วยการที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็อยู่ในฐานะที่เป็นผู้สังเกตการณ์ หรือเป็นผู้รู้ผู้เห็น ...ซึ่งมันจะเป็นผู้รู้ผู้เห็นเฉยๆ ได้ชัดเจนที่สุด ก็ต้องอยู่ในหลักของกาย คือศีล

ที่อื่นมันตั้งไม่ได้หรอก ผู้รู้ผู้เห็นนี่ตั้งไม่ได้น่ะ  ใจนี่มันจะตั้งเป็นหนึ่ง เป็นสมาธิ นี่ยากมาก มันก็ต้องหาอุบายกันมากมายกว่าจะทำให้ใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ เช่นพุทโธบ้าง กำหนดลมหายใจบ้าง อะไรบ้าง 

แต่พอไปเอาอุบายแล้วมันไปติดความสงบหมดเลย มันจะไปติดบริกรรมหมดเลย มันจะไปติดผลแห่งการบริกรรมนั้นหมด ...มันไม่เข้าใจว่าอุบายนั้นเพื่ออะไร 

เพื่อให้จิตผู้รู้ผู้เห็นมันตั้งมั่น แล้วมาเป็นผู้สังเกตการณ์ได้ชัดเจนต่างหาก ...นั่นคือเป้าหมายของกรรมฐาน เป้าหมายของการภาวนาโดยรูปแบบ

เดินจงกรมก็ตาม นั่งสมาธิก็ตาม ทุกคนมันจะสร้างเป้าหมายคลาดเคลื่อนไปหมด ไปทำเพื่ออะไร...เพื่อสงบ...เพื่อให้จิตดี  เดี๋ยวความรู้ก็เกิดขึ้นเอง เดี๋ยวปัญญาก็เกิดขึ้นต่อมาเอง

มันไม่เข้าใจว่าอุบายทั้งหมดน่ะเพื่อให้จิตตั้งมั่น เพื่อให้ความเป็นผู้รู้เกิดขึ้นชัดเจน เป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์กระบวนการของขันธ์ ในการสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมชาติภายนอกภายใน

ธรรมชาติภายในเกิดขึ้นอย่างไร มันสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกอย่างไร แล้วกิเลส ความทุกข์ ความพอใจ ความยินดีความยินร้าย เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน ...นั่นแหละคือปัญญาที่แท้จริง หรือว่าญาณทัสสนะ

ท่านเรียกว่าทัสสนะ ...ทัสสนะแปลว่าเห็น ญาณแปลว่ารู้...หยั่งรู้หยั่งเห็น  ญาณทัสสนะ คือหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วยจิตผู้รู้ ...มันหยั่งรู้หยั่งเห็นขันธ์นี่แหละ มันไม่ได้ไปหยั่งรู้หยั่งเห็นอะไรหรอก

ไม่ไปหยั่งรู้หยั่งเห็นโลกอนาคต ไม่ได้หยั่งรู้หยั่งเห็นในโลกในอดีต ความเป็นไปของสัตว์โลกในอดีต ไม่หยั่งรู้อนาคตว่าเมื่อไหร่โลกจะแตกน้ำจะท่วมประเทศไทย ไม่ไปหยั่งรู้หยั่งเห็นในเรื่องพวกนี้ 

อะไรนอกเหนือกายใจ...ไม่ใช่มรรค ไม่ได้เข้าไปถึงที่สุดของมรรคคือนิพพาน ...ถ้าหยั่งออกไปข้างนอก อาจจะได้...แต่ไม่ใช่มรรค อาจจะได้...แต่ไม่ใช่ผล อาจจะได้ความรู้ยิ่ง...แต่ไม่ใช่ความรู้ตามความเป็นจริง

แต่ถ้ามรรคและผลคือ...หยั่งรู้ หยั่งด้วยความเป็นกลาง เห็นด้วยความเป็นกลาง ในขันธ์ทั้งห้า โดยมีกรอบ กายเป็นกรอบ ศีลเป็นกรอบกาย ไม่ให้มันแตกกรอบ

ถ้ามันแตกกรอบเมื่อไหร่ มันก็ไปเรื่อยแหละ รู้เห็นไปเรื่อย แม้จะไม่รู้เห็นทางโลกมันก็รู้เห็นทางธรรม มันจะไปเรื่อยน่ะไม่มีที่สิ้นสุดหรอก

แต่พอมาหยั่งรู้หยั่งเห็นอยู่ในกรอบกาย ปัจจุบันกายเดียว ปัจจุบัน มันก็จะเห็นขันธ์ห้าโดยรวมที่ปรากฏอยู่ เหตุแห่งขันธ์ที่ปรากฏโดยอาศัยปัจจัยต่างๆ นานา

แล้วมันก็จะเห็นกระบวนการของความไม่รู้...ที่จะมาจับกับขันธ์ จับเหตุแห่งขันธ์ใหม่ที่ปรากฏแล้วยึดมั่นถือมั่นยังไง ...มันเข้าไปเป็นเราเป็นเขาตรงไหน 

มันเข้าไปคาด มันเข้าไปหวัง มันเข้าไปดีใจ มันเข้าไปเสียใจ มันเข้าไปพอใจ เข้าไปยินร้ายยินดีตรงไหน กับกระบวนการขันธ์ที่ปรากฏ ...นี่ด้วยญาณทัสสนะมันก็จะสังเกตเห็น

เมื่อเห็น และเป็นแค่ผู้รู้ผู้เห็น ไม่ได้เป็นผู้จัดการ ...มันก็จะเห็นที่สุดของกระบวนการของขันธ์นั้นๆ ว่า ที่สุดของกระบวนการของขันธ์ หรือเหตุแห่งขันธ์ที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น...  

มีที่สุดที่เดียวกัน...คือมีความดับไปเป็นธรรมดา ...ไม่บังเกิด ไม่ตกค้าง เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา อีกต่อไป 

มันเห็นหมดกระบวนการของขันธ์มีที่สุดที่เดียวกัน ...เกิดขึ้นมาลอยๆ เหมือนกัน ตั้งอยู่ลอยๆ เหมือนกัน แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาเหมือนกัน


(ต่อแทร็ก 8/14)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น