วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 8/14 (2)


พระอาจารย์
8/14 (550622B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มิถุนายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 8/14 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่กว่าจะเป็นผู้รู้ผู้ดูที่สงบได้ ... ต้องฝึกอย่างมาก 

ฝึกดูจากทุกข์เล็กทุกข์น้อย ...อาการดั่งใจ อาการที่ไม่ดั่งใจ เหตุที่ดั่งใจ เหตุที่ไม่ดั่งใจ เป็นกลางได้มั้ย ราบเรียบมั้ย ยังแก้ยังหนีมั้ย ยังเข้าไปจัดการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมั้ย อย่างนี้

ฝึกไป...ทีละเล็ก ทีละน้อย  สะสมภูมิปัญญา สะสมความรู้ความเข้าใจ...กับธรรมชาติธรรมดาของขันธ์ ของโลก ระหว่างที่ดำเนินดำรงชีวิตอยู่ 

จะได้ภูมิปัญญาระดับปัญญาขั้นไหนไม่สำคัญ...สะสมไป  ถือว่าใช้ชีวิตให้คุ้มค่าแล้ว มีชีวิตด้วยความคุ้มค่า 

เพราะอะไร  เพราะความรอบรู้ความเข้าใจในลักษณะอาการอย่างนี้ มันไม่หายไปไหน ...สมมุติว่าปัญญาไม่ถึงขั้นที่สุดนี่ ...เกิดมาใหม่ มันก็มาเรียนรู้ต่อทำต่อ เหมือนเก็บหน่วยกิตไป 

พอเต็มหน่วยกิตเมื่อไหร่ มันหมดที่เรียนแล้ว ไม่ต้องเรียนแล้ว...เต็ม ไม่ต้องไปซ่อม ไม่ต้องไปสอบ ไม่ต้องไปตกกับอะไรอีก

แต่ไอ้ความรู้อื่นๆ วิชาการต่างๆ ศาสตร์ต่างๆ นี่ ...เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็ได้มาเรียนใหม่ เดี๋ยวเขาก็สร้างศาสตร์ใหม่ขึ้นมา แล้วก็มาเรียนรู้ใหม่  แล้วก็ลืม แล้วก็หาย ตามเทรนด์ ตามโลก

ถ้ายุคหินก็แข่งกันฝนมีด (หัวเราะ) ...ก็คือว่าเป็นศาสตร์อันยิ่งใหญ่แล้ว หรือศาสตร์แห่งการจุดไฟ อู้หู มันเป็นวิชาการอันล้ำเลิศ หูย เผ่านั้นมันสามารถจุดไฟได้วุ้ย ขอไปเรียนกัน 

เหมือนกับเราแห่กันไปเรียนหมอสมัยนี้ ...ถ้าเป็นสมัยโบราณนั่นมันก็ยิ่งใหญ่แล้ว เผ่านี้จุดไฟได้ด้วยการเอาไม้สีกัน หรือเอาหินมากระแทกกันแล้วมีสะเก็ดไฟ ...ต่างคนต่างก็มีวิชาการแปลกใหม่

พอถัดมาก็ฝนหินฝนไม้เป็นล้อกลมๆ ได้ หูย แค่นี้ก็มหัศจรรย์มากแล้ว สามารถสร้างอะไรได้ใหญ่โตมโหฬารเพราะล้อหมุน ... เนี่ย ไม่มีล้อนี่ ไม่มีสถาปัตยกรรมขั้นสูง 

ล้อที่หมุนนี่แหละ คือความก้าวหน้าเบื้องต้น ...จนถึงที่สุดทุกวันนี้ ก็ล้อหมุน  แล้วก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆๆๆ  ศาสตร์มันก็ดูเหมือนลึกซึ้งยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ขึ้นไป ...เหล่านี้เป็นวิชาการ

เดี๋ยวพอกลียุค วัฏจักรล่มสลาย ... มนุษย์ที่มีความรอบรู้ๆ ตายกันหมด ...วิชาการหาย 

ก็ไปฝนหินเป็นมีดใหม่ ...อยู่อย่างงั้นน่ะ (หัวเราะ) มันไม่จบ ... พอเจอใหม่ก็ว่า โอ...ความรู้ใหม่ ... มันอันเก่านั่นแหละ ไม่ไปไหนหรอก

แต่ศาสตร์ของพุทธะ ...ดูเหมือนซ้ำซากๆๆๆ รู้ซ้ำรู้ซาก เห็นซ้ำเห็นซากๆ เกิดๆ ดับๆ ก็เท่าเก่าน่ะ เกิดๆ ดับๆ ...แต่มันจบ  ...มีวันจบ มีเดือนจบ มีปีจบ มีชาติที่จบ 

ถึงว่าเป็นความรู้อันประเสริฐ เป็นความรู้ยิ่ง เป็นความรู้จริง  จึงจะเรียกว่าเป็นความรู้จริง รู้แจ้ง ...ถ้ารู้จริงแล้วมันจะแจ้ง  ถ้ารู้จริง รู้แจ้งแล้วมันจะจบ 

มันไม่มีใครมาให้ปริญญา มันให้ปริญญาตัวเอง รู้จริงรู้แจ้งแล้วมันจบโดยตัวของมันเอง ไม่ต้องมีใครพยากรณ์ ไม่ต้องให้ใครพยากรณ์ ไม่ต้องให้ใครบอกว่าจบแล้วนะ ไม่ต้องมาเกิดแล้วนะ...ไม่มี จบเลย 

เรียนเอง รับปริญญาเอง ใครไม่ให้ก็ไม่สน มันรับแล้วน่ะ ...มันจบแล้ว มันจบแล้วก็จบแล้วน่ะ ใครบอกไม่จบก็ช่างหัวมัน จบแล้ว มันไม่มีอะไรให้เรียนแล้ว

มันมีวันอย่างนั้น มันต้องมีวันอย่างนั้น ...ถ้าตราบใดยังบากบั่นอยู่ในองค์มรรค ด้วยศีล สติ สมาธิ และปัญญา ...โดยย่นย่อ “รู้ตัว” แค่นี้ 

ก็แค่นี้ ไม่แค่ไหน แค่นี้ ที่นี้ เท่านี้ ...ปัจจุปปันนัญจะโย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ...เอาวิปัสสติ เอาปัสสติ เอาสติ เอาวิปัสสนา เอาทั้งหมดลงที่นี้ ที่เดียว

ดูเหมือนซ้ำซาก...จำเจ ซ้ำซาก ...แล้วมันเบื่อไง ... เพราะจิตมันไม่ชอบอะไรซ้ำซากจำเจ มันชอบอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ  มันชอบอะไรที่ไม่ธรรมดา มันชอบอะไรที่เหนือธรรมดา มันชอบอะไรที่ไม่มีอยู่ในปัจจุบัน 

มันชอบอะไรที่เกินจริง คือเกินปัจจุบัน มันอย่างงั้นน่ะ ...พอมาอยู่อย่างนี้มันจะเบื่อ มันซ้ำซาก กายนั่ง กายยืน กายเดิน กายนอน ... เดี๋ยวก็นั่ง เดี๋ยวก็ยืน เดี๋ยวก็นั่ง เดี๋ยวก็เดิน 

เดี๋ยวก็นิ่ง เดี๋ยวก็ไหว เดี๋ยวก็ร้อนอีกแล้ว เดี๋ยวก็แข็งเหมือนเก่าอีกแล้ว ...ก็วนๆ เวียนๆ ซ้ำๆ ซากๆ จำเจ อย่างนี้ ...นี่ ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ภาวิตา พหุลีกตา ซ้ำซากลงไปในที่อันเดียว 

อย่าท้อ อย่าถอย  อย่าเบื่อ อย่าหน่าย  อย่าขี้เกียจ อย่าขี้คร้าน  อย่าไปหาอะไรที่ดีกว่า  อย่าหนีจากนี้ อย่าออกจากนี้ อย่าไปหาอะไร...เกินนี้ อย่าไปทำอะไร...เกินนี้

มันต้องจบสักวันหนึ่ง แล้วมันก็จบอยู่...ตรงนี้  ...ไม่ได้จบตรงโน้น ไม่ได้จบที่นั้น ไม่ได้ไปจบในห้องพระ ไม่ได้ไปจบในป่า ไม่ได้ไปจบในวัด ไม่ได้ไปจบตอนที่ลาออกจากงานมาอยู่คนเดียว

มันจบตรง “นี้” ...ไม่รู้ว่า “นี้” ตรงไหนน่ะ  ตรงไหนก็ได้ ใช่มั้ย มันจะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ มันก็ “นี้” อยู่ตรงนั้นน่ะ ...จะที่ไหน จะเวลาไหน...“นี้” ก็อยู่ตรงนั้น  อยู่ที่ “นี้” มันก็จบที่ “นี้” ไม่ได้จบที่ไหน อันอื่นไม่เกี่ยว

ถ้ามันมั่นคงลงไปนี่ ด้วยสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ญาณทัสสนะลงที่นี้ที่เดียว  มันไม่ซับซ้อนเลย ทุกอย่างจะไม่ซับซ้อนเลย ...มันไม่ซับซ้อนแต่มันจะลึกซึ้ง จะแจ้ง ชัดเจน ไปจนถึงก้นบึ้งของมัน

เพราะมันหยั่งลงใน “ที่นี้ๆๆ” จนถึงที่สุดคือความดับของสรรพสิ่ง ณ ที่นี้ เกิดตรงนี้แล้วก็ดับอยู่ตรงนี้ เกิดที่นี้แล้วก็ดับอยู่ที่นี้ ...มันเป็นคำตอบสุดท้าย...ที่ไม่ต้องการคำตอบ ที่ไม่มีการค้นหาอีกต่อไป

จบหมดที่นี้ ในที่อันเดียว เกิดเท่าไหร่ดับเท่านั้น ที่นี้ ...มากก็ดับตรงนี้ น้อยก็ดับที่นี้ มโหฬาร ใหญ่โตอลังการ ประณีต ละเอียด สุดปราณีตสุดละเอียด ก็ดับที่นี้ 

ตรงนี้ ที่นี้น่ะมันยิ่งกว่าหลุมดำอีก คือความดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรอยู่ได้เลย ...ทุกอย่างมันจบลงที่...ดับไปเป็นธรรมดา

ปัญหาไม่เกิด เกิดไม่ได้แล้ว เกิดเท่าไหนก็ดับเท่านั้น นานก็ดับ น้อยก็ดับ มากก็ดับ ไม่เห็นมีอะไรไม่ดับ ตรงนี้ ...ถ้าอยู่ตรงนี้มันจะเห็นความดับไปอยู่ตลอด นั่นแหละมันเกิดความลึกซึ้งอยู่ในที่นี้

จนถึงอนัตตา  จนเข้าถึงสุญญตธรรม ถึงตรงนั้นน่ะถึงจะเรียกว่าเป็นสุญญตาราม ...ไม่ใช่วัด ไม่ใช่สำนัก สุญญตารามอยู่ตรงนี้ เหมือนเป็นอารามที่ไม่มีผู้ครอบครอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ 

แต่ทั้งสากลจักรวาลสามารถใส่ตรงลงไปได้ในนี้ ได้หมด ...ห็นมั้ยว่าความไม่มีประมาณ กว้างมหาศาล อนันตาจักรวาลใส่ลงไปในนี้ยังไม่เต็มเลย  นี่ เรียกว่าธรรมไม่มีประมาณ ใจไม่มีประมาณ 

อัปปมาโน พุทโธ อัปปมาโน ธัมโม จิตของสังฆะก็เป็น อัปปมาโน สังโฆ ก็ไม่มีประมาณ อะไรใส่เข้าไปก็รับได้หมดน่ะ ดับหมด ตรงนี้...ดับหมด ตั้งไม่ได้เลย

กลับไปอยู่กับตัวเอง อยู่กับรู้ อยู่กับกาย  อย่าออกนอกรู้ อย่าออกนอกกาย ...อะไรที่นอกกายนอกรู้ ให้รู้ไว้เลยว่าไร้สาระ แล้วต่อไปมันก็จะเห็นกายนี่ไร้สาระด้วย ...ก็ไม่เข้าไปจับจองในความปรากฏขึ้นแห่งกายในปัจจุบัน

เพราะนั้นในขณะปัจจุบันของกายที่ปรากฏในขณะนี้ อาจจะทุกข์บ้างสุขบ้าง เป็นธรรมดา เรียนรู้ไป จนถึงความดับไปของสุขนั้นทุกข์นั้นแห่งกายที่ปรากฏในปัจจุบัน  ร้อน อ่อน แข็ง บางทีก็พอใจ บางทีก็ไม่พอใจ...ชั่งมัน 

มันมีความหมายมั่นเป็นเรา ของเรา ในสิ่งที่ปรากฏ...ชั่งมัน  ยังเป็นทุกข์กับมัน...ชั่งมัน ... เดี๋ยวก็เห็นเองน่ะ ต่อไปกายก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ในปัจจุบันก็เป็นแค่ชั่วคราว ไม่เป็นสาระเช่นเดียวกัน

แต่ก่อนที่จะอยู่กับปัจจุบัน ก็ต้องละอดีต-อนาคต ซึ่งมันไม่มีสาระ นี่ง่ายๆ เลย มันจะเห็นชัดเจนเลยว่าอดีต-อนาคตน่ะ...ไม่มีสาระ ชัดเจนในความไม่มี ไม่มีสาระ

และก็ยึดกับปัจจุบันไว้ ตั้งมั่นกับกายปัจจุบันไว้ก่อน ...แล้วมันจึงจะเห็นกายปัจจุบันก็ไม่มีสาระ มันก็จะทิ้งกาย ...เมื่อมันทิ้งกายมันก็ทิ้งใจได้ ทิ้งผู้รู้ผู้เห็นไปในที่สุด 

ไม่เหลืออะไรให้ทิ้งอีกแล้ว คือมันทิ้งหมดแล้ว มันละหมดแล้ว ...กายก็ละ ใจก็ละ ความเป็นใจดวงเดียวที่เป็นผู้รู้ก็ละ มันละหมดแล้ว ทิ้งหมดแล้ว ...มันก็จบ

เบื้องต้น...ทิ้งอดีตทิ้งอนาคต ทิ้งอะไรที่นอกเหนือปัจจุบันกาย ปัจจุบันจิต ปัจจุบันรู้ซะ ...ทิ้งก่อน หยาบๆ ทิ้งข้าวของหยาบๆ ทิ้งอารมณ์หยาบๆ ทิ้งวัตถุ ทิ้งรูปนามหยาบๆ ภายนอก 

นี่หยาบมาก อย่าไปข้อง อย่าไปเกี่ยว อย่าไปแวะ ...ก็ให้เหลือกายใจปัจจุบัน กับรูปละเอียด อยู่ในขันธ์ของตัวเอง ...อย่าไปเสียดายวัตถุข้าวของ อย่าไปเสียดายกิเลสคนรอบข้าง 

ความพอใจ ความเสียใจ หรือเรื่องราวที่เขาพยายามจะยัดเยียดให้เราเข้าไปมีเข้าไปเป็น หรือเขาไม่ยัดเยียดเราก็พยายามแส่ออกไปมีไปเป็น ...นี่ ก็ต้องละ ภายนอกหยาบๆ ออกไป 

เพราะมันจะเนิ่นช้า เสียเวลา  มันจะเป็นบ่วง มันจะดึง ...เสียเวลาในการทำความรอบรู้ปัจจุบันกาย ปัจจุบันขันธ์ ปัจจุบันใจ ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม

กว่ามันจะรอบรู้ในขันธ์ห้าจนแจ้งนี่ ...คือถ้าพระพุทธเจ้าท่านพูดน่ะ 7 ปี  เลวสุด ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี กว่าจะรอบรู้ทุกอณูธาตุอณูธรรม ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ...ด้วยเอกายนมรรคนี่ อย่างเลวที่สุด 7 ปี 

ถ้าขยันขันแข็ง 7 เดือน 7 วัน ...ขนาดว่าเร็วสุดก็ยังต้อง 7 วัน  ไม่ใช่ชั่วลัดนิ้วมือนะ  ... 7 วันนี่หมายความว่ามหาสติปัฏฐานเลย ดำรงมหาสติปัฏฐานเลย ไม่เกิน 7 วัน เร็วสุดแล้ว 

ถ้าใครเข้าถึงมหาสติมหาศีล 7 วัน ...ถ้าเผลอๆ เพลินๆ ก็ 7 เดือน ถ้าขาดตกบกพร่อง  พอ 7 เดือนแล้วมันก็จะเติมเต็มจนเป็นมหาสติ แล้วก็ 7 วันสุดท้าย ...มันเป็นอย่างนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดนี่ไม่เกินจริงเลย 

มันเป็นอย่างนี้จริงๆ ...แต่คนทำนี่ไม่ทำตามเอง มันมีข้ออ้าง มันมีความคิดเห็น มันมีความเชื่อ ทำให้ออกนอกมรรค ออกนอกศีล ออกนอกสมาธิ ออกนอกปัญญา ออกนอกสัมมาทิฏฐิ

มันรู้เกินจริง ...มันเลยไปทำเกินจริงหมด มันไปอยากได้อยากมีเกินจริง มันอยากเห็นอยากเป็นสภาวะเกินจริงหมด ...มันก็เลยหลายชาติซะอย่างงั้น

เพราะนั้นน่ะ หลับตาพุทโธๆๆ ก็ 7 ชาติ...อย่างน้อย 7 ชาติ กว่ามันจะหวนคืนมาลงกายใจปัจจุบัน 

เพราะนั้นว่าท่านทั้งหลายที่ทำมานี่ ท่านทำมาอย่างนี้หลายชาติแล้ว มันมาสงเคราะห์รวมกัน ปึ้งเดียว นี่ ...เวลาท่านสอน ท่านก็เลยสอนให้เราตามต่อไป ...แล้วเราก็ตามไป 7 ชาติ หลายชาติ อย่างนี้

แต่ถ้าเอกายนมรรคอย่างที่พูด 7 เดือน 7 ปี ...เอกายนมรรค คือศีลสมาธิปัญญา  

ที่เป็นหัวใจของศีลคือกาย ปกติกาย ...หัวใจของสมาธิคือจิตตั้งมั่น ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่ปีติ ...ปัญญาญาณคือรู้เห็นด้วยความเป็นกลาง ไม่ใช่ด้วยคิด ไม่ใช่ด้วยจำ ...อย่างนี้ เอกายนมรรค

ไม่ใช่แค่สติรู้เฉยๆ เข้าใจมั้ย ...มันต้องอยู่ในกระบวนการภายใต้ ศีล สมาธิ ปัญญา ...แล้วมีสติเป็นแม่แบบควบคุม

ดูจิตๆ น่ะมันไม่ค่อยรอดหรอก บอกให้ ไม่รอด ...เมื่อกี้ที่มาก็ร้องไห้เพราะดูจิตนี่แหละ ฟังไปฟังมาก็น้ำตาไหล รู้เลยว่าโหด ...ก็กลับมานับหนึ่งใหม่ เริ่มต้น พื้นฐานเลย

พื้นฐานคือรากฐานนะ ...กายคือราก กายคือฐาน คือปกติ  คือความปกตินี่แหละ เป็นรากเป็นฐานของธรรมทั้งหลายทั้งปวง ...คือธรรมดา คือธรรมชาติ คือปกติ คือสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน อันเดียวกัน

ไม่เกินจริง ไม่เกินปัจจุบัน ไม่เกินธรรมดานี้ ไม่เกินปกตินี้ ไม่เกินเท่าที่ปรากฏตรงนี้ ... เนี่ย ดูสิ พวกเราพอเริ่มปฏิบัติปุ๊บ ...มันเกินหมดเลย

เพราะนั้นถ้าได้ในสิ่งที่เกิน  สมมุติว่าได้...ดีใจ ใครดีใจ...กูน่ะ เราน่ะ  สมมุติว่าไม่ได้ ใครเสียใจ...ก็กูหรือเราอีกน่ะแหละ  เห็นมั้ย ทั้งขึ้นทั้งล่องนะ

มันก้าวหน้าไปไหนล่ะ ...ไม่ไปไหน อยู่ตรงนี้แหละ และกำลังหาอะไรมาเสพมาข้อง...โดยใส่สมมุติบัญญัติว่าปฏิบัติ นี่ ปฏิบัติอยู่นะ กำลังปฏิบัติ...วงเล็บ...ตามความอยาก

เห็นมั้ย มันแอบจนไม่กล้าที่จะกระชากหน้ากากของตัวมันเอง

เพราะนั้นธรรมมันอยู่ใกล้เนื้อใกล้ตัวจนเกิน เกินจนมองข้าม เกินจนต้องไปหามาเพิ่มน่ะ ...มันใกล้เกินไป จนข้ามไปซะ จนต้องไปหาอะไรมาปิดบังเพิ่มอีก

เหมือนหาหน้ากากมาใส่ ไปหาหน้ากากมา  จะเอาหน้ากากยังไงล่ะ หน้ากากยักษ์ หน้ากากเทวดา หน้ากากพระ หน้ากากมรรคผลนิพพาน มันก็หน้ากากทั้งนั้น 

แล้วไม่ยอมกระชากหน้ากากออก ...กลัว กลัวความจริง กลัวเห็นความเป็นจริง กลัวจะไม่มีหน้ากากไว้อวด ...เพราะนั้นการที่กลับมารู้ปกติ เห็นปกติกาย นี่คือกระชากหน้ากาก ความคิดความเห็น สมมุติบัญญัติ 

เอาออก คลี่ออก คลายออกๆ ...ก็จะเห็นเนื้อแท้ธรรมแท้ เนื้อแท้ของกายก็คือธรรมดา เนื้อแท้ของกายก็คือธรรมชาติที่ปรากฏตามจริง

แต่ถ้าเผลอเพลินปุ๊บมันก็จะไป  จิตน่ะ สันดานมันจะไปหาหน้ากากมาปิด ...หน้ากากใหญ่เลยคือ “เรา” ที่มันทาบทากัน ...พอมีหน้ากากเป็น "เรา" แล้ว มันก็จะมีต่อเติมเสริมแต่งไป

นอกนั้นก็เป็น อายไลเนอร์ ลิปสติก เครื่องปรุงแต่งทั้งหลาย คือสวย งาม ดี ร้าย ถูก ผิด อะไรทั้งหลาย ...ก็แต่งเติมกันต่อไป แต่หน้ากากใหญ่คือ “เรา”

กระชากออก...ด้วยสติสมาธิปัญญา หยั่งดูด้วยความปกติกาย เห็นความเป็นปกติกาย ซ้ำซากลงไป ...นี้เป็นธรรม กายนี้เป็นธรรม ...กายนี้ไม่ใช่เรา ตัวนี้ไม่ใช่เรา ตัวนี้เป็นธรรมดาอันหนึ่ง 

ตัวนี้เป็นความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปมาอันหนึ่ง...ไม่ใช่ตัวเรา  แต่เป็นตัวที่เปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เสมอ เป็นก้อนอะไรที่มันแปรปรวนไปมา...ไม่ใช่ตัวเรา

การที่รู้ตัวเพื่อให้เห็นว่า “ตัว” นี้เป็นอะไรกันแน่ ...ให้มันเห็นลงไป ให้มันรู้ลงไป ด้วยความเป็นกลาง นั่นแหละ


.............................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น