วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 8/14 (1)


พระอาจารย์
8/14 (550622B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มิถุนายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์ 2 ช่วงบทความค่ะ)

พระอาจารย์ –  การภาวนานี้...เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการสอนให้คนทุกคนมาสืบค้นความเป็นจริง...ด้วยการรู้และเห็นขันธ์ตัวเอง

“รู้ตัว”  ถ้าพูดสั้นๆ ก็ “รู้ตัว”  เพื่อจะได้เห็นว่า “ตัว” นี่คือใคร ตัวนี่เป็นเราจริงมั้ย มารู้มาเห็นตัวนี้ ว่ามันเป็นตัวเราจริงมั้ย มารู้ว่าตัวนี้มันสวยจริงมั้ย หรือมันเป็นชายจริง เป็นหญิงจริงมั้ย 

หรือว่ามันเป็นตัวเปลี่ยนแปลงๆ เป็นแค่ตัวอะไรก็ไม่รู้ที่มันเปลี่ยนแปลงๆ อยู่ตลอด ...พอดูไปด้วยความเป็นกลางก็จะเห็นว่าตัวนี้...ที่เคยว่าเป็นตัวเรา มันจะเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 

ถึงแม้มันจะไม่แปรปรวนไม่เปลี่ยนแปลง ...ดูเหมือนมันตั้งอยู่  มันก็ตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่เป็นสัตว์และบุคคล เหมือนเป็นวัตถุธาตุ เหมือนเป็นข้าวของสิ่งหนึ่ง ...ทั้งรูปและนามน่ะเหมือนกัน 

เวทนา ปวดเมื่อย ร้อนอ่อนแข็ง มันก็เป็นกองหนึ่งเหมือนกัน เหมือนเป็นก้อน กองหนึ่ง จะสมมุติเรียกว่าเวทนาสุข เวทนาทุกข์ อะไรก็ได้  แต่ก็คือก้อนอะไรด้านๆ ก้อนหนึ่งที่ปรากฏ 

ทั้งหมดที่มันมาเห็นอย่างนี้คือปัญญาญาณหรือว่าญาณทัสสนะ ...ไม่ต้องไปลึกซึ้งว่าญาณ ๑๖ ตามตำราอย่างนี้ ...ตรงนี้ไม่มีตำรา ขันธ์ห้าไม่มีตำรา ความเป็นจริงตรงนี้ไม่มีตำรา ความเป็นจริงตรงนี้ไม่มีสมมุติบัญญัติ 

มันเป็นความเป็นจริงโดยสัจจะ ที่ปรากฏ ของมันอย่างนั้นน่ะ ...เพราะนั้นเวลามันเห็นความเป็นจริงที่ปรากฏขณะนี้เดี๋ยวนี้ เวลามันเข้าใจนี่ มันก็จะเข้าใจความเป็นจริงเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ไม่ได้เข้าใจตามตำรา 

มันจะไม่เข้าใจเหมือนตำรา มันจะไม่เข้าใจเหมือนความเชื่อความเห็น  แต่มันจะเข้าใจของมันเอง...เป็นปัจจัตตัง มันเข้าใจความจริงโดยที่ไม่รู้ว่าเข้าใจอะไร เข้าใจอย่างไร 

เหมือนยังไง ไม่เหมือนอะไรยังไง  มันเข้าใจ...มันก็รู้ว่ามันเข้าใจความเป็นจริงนี้ ว่าเป็นอย่างนี้ นี่ มันเข้าใจอย่างนี้ ว่ามันเป็นอย่างนี้ ถึงไม่รู้ว่าไอ้นี้คืออะไร แต่มันเข้าใจ

และความเข้าใจนี่มันลึกซึ้งถึงขั้วใจ มันลึกซึ้งเข้าไปถึงขั้ว ไม่ฉาบฉวย ...ถ้าว่าอนิจจังก็อนิจจังจริงๆ ถ้าว่าไม่เที่ยงก็คือไม่เที่ยงจริงๆ ถ้าว่าไม่เป็นตัวเป็นตน มันก็ไม่เป็นตัวเป็นตนจริงๆ 

ไม่ใช่เป็นแค่ความคิดหรือเป็นความเชื่อ ...แต่มันเป็นจริงๆ ไม่เป็นตัวจริงๆ มันเรื่องจริงทั้งนั้น ธรรม การเข้าถึงก็คือเรื่องจริงทั้งนั้น

แต่ถ้ายังควาน ยังค้น ยังหาอะไรที่ห่างออกไป ก็ให้เข้าใจว่า ยิ่งไกล ยิ่งช้า  ยิ่งเนิ่นช้า ยิ่งยาวไกล ยิ่งเนิ่นนาน ยิ่งสืบเนื่องเป็นระยะเวลา เป็นชาติ เป็นภพ เป็นหลายปีหลายชาติ

แต่ถ้าจำกัดอยู่เดี๋ยวนี้ขณะนี้...สั้น ให้มันสั้น ให้มันลัด ให้มันตรง...ลงที่กายใจ อะไรๆ เกิดขึ้น ที่มันจะชักจูงออก...ระลึกขึ้น แล้วก็ให้มันลัดตรงลงที่กายใจ เหลือแค่กาย เหลือแค่ใจ 

อยู่กับกาย อยู่กับใจ อย่างนี้เสมอ เรียกว่าอยู่ในมรรค ...อาศัยมรรคเป็นสรณะ คือศีลสติสมาธิปัญญานี่เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย ...ไม่อยู่กับจิต ไม่อยู่กับมายาของจิต ไม่อยู่กับภพชาติที่จิตมันสร้างสรรค์ขึ้น

อดีตอนาคตนี่ล้วนเป็นภพที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยความปรุงแต่งของจิตทั้งนั้น ...พอมันสร้างปุ๊บแล้ว มันไม่สร้างเปล่าๆ นี่ มันจะมีเจ้าเรือนด้วย...คือ "เรา"  มันจะมีเราเข้าไปเป็นเจ้าเรือน

มันจะมีกายเราในอนาคต มันจะมีกายเขาในอนาคต มันจะมีกายอันประณีตในอนาคต มันจะมีจิตอันประณีตในอนาคตเกิดขึ้นในนั้นน่ะ...มันมีทั้งในอดีต-อนาคต

มันไม่เป็นกายเดียว ...มันเป็นกายหลอก มันเป็นกายหลง มันเป็นกายที่พาให้เกิดให้ตายไม่จบไม่สิ้น ... เป็นเชื้อให้เกิดตายไม่จบไม่สิ้น ให้ผูกให้พัน ให้เกาะให้เกี่ยว

หักอกหักใจ...ด้วยสติ ด้วยสมาธิ ตั้งลงที่กายเดียว ปัจจุบันกาย ปัจจุบันศีล ปัจจุบันธรรม ปกติกาย ...กายก็จะเป็นหนึ่ง จิตก็จะเป็นหนึ่ง...ในกาย เป็นจิตตั้งมั่นคือสัมมาสมาธิ อยู่ในกายปัจจุบัน...กายเดียว

พอกายเดียว...กายปัจจุบันแล้ว กายคนอื่น เรื่องคนอื่นก็ไม่มีแล้ว  เรื่องของเราในอดีต กายของเราในอดีตก็ไม่มีแล้ว  กายของเราในอนาคตเรื่องของกายในอนาคต เรื่องที่จะทำในอนาคตก็ไม่มี ...มันก็สั้น 

อะไรที่มันสั้น อะไรที่มันมีอันเดียวสิ่งเดียวนี่ มันก็ชัดเจนสิ เพราะมันมีกายเดียว ...ถ้ามันหลายกาย มันไม่ชัดเจน ไม่รู้อันไหนจริง อันไหนเท็จ ...ยิ่งไปกันใหญ่เลย ยิ่งสงสัย 

มันจะมีสภาวะกายที่จะไปเสวยธรรมอันนั้น เสวยธรรมอันนี้  มีทั้งสภาวธรรมนั้น สภาวธรรมนี้  ด้วยวิธีการนั้น ด้วยวิธีการนี้ ... เห็นมั้ย ทำไมมันจะไม่เกิดความสงสัย

แต่ถ้าเหลือกายเดียวแล้วไม่สงสัย ความสงสัยจะหายไป ...เห็นมั้ยว่า รู้ตัวแค่นี้ มันละทีเดียวสามตัว พร้อมกันคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ...แค่รู้ตัวนี่

แต่ความที่ว่าอ่านมาก รู้มาก ศึกษามาก เรียนมาก ฟังมาก หลายอาจารย์มาก ... มันก็ว่า...รู้ตัวไม่พอ นั่น ยังไม่พอ มันต้องทำอย่างงั้น มันต้องทำอย่างงี้ ...แน่ะ จิตว่าอีกแล้ว จิตไหลเคลื่อนออกมาอีกแล้ว 

จิตมันกินยาชูกำลังออกมาอีกแล้ว มันก็เห่อเหิมออกมา ทะเยอทะยาน ค้น ควาน ไขว่คว้า ตะกุยตะกาย หาอะไรก็ไม่รู้ ที่มันเชื่อว่ามี ...ไปหากายในอดีต ไปหากายในอนาคต ไปหาจิตในอดีต ไปหาจิตในอนาคต 

เหมือนในหนัง Back to the Future ...ย้อนอดีตย้อนอนาคต สนุกสนานเฮฮากันไป คุยเล่นคุยหัวกันสนุกในธรรมที่ยังไม่เกิดหรือธรรมที่มันดับไปแล้ว ...ก็แค่นั้นน่ะ

แต่พอมาอยู่กับกายจริง กายปัจจุบันกายเดียว ...มันหมดเรื่องพูดทันทีเลย มันหมดเรื่องทันทีเลย ไม่มีเรื่องเลย  มีแต่รู้กับอาการ แต่กายนี้มันไม่คุ้นเคยกัน

ก็ให้คุ้นเคยซะ ...เพราะกายนี้เป็นของจริง เป็นธรรมจริง เป็นสัจธรรม เป็นธรรมดา เป็นปกติ ...ถ้าอยู่อย่างนี้ได้สัก...อย่างลุงหวีดว่า...40 เปอร์เซ็นต์ ก็โสดาบันแล้ว ในหนึ่งวันโดยรวมน่ะ ...มันถึงรึเปล่าล่ะ 

หรือทั้งวันมันแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ สองเปอร์เซ็นต์ สามเปอร์เซ็นต์ ...ต้องทบทวนตัวเอง แล้วให้มากขึ้น ต่อเนื่องขึ้น สม่ำเสมอขึ้น ไม่เผลอไม่เพลิน ไม่ลืมจากกายกับรู้ในปัจจุบัน

ทำอยู่อย่างเดียว จนถึงพระอรหันต์ก็ทำอยู่อย่างเดียว ไม่มีอะไรอื่นกว่านี้หรอก ...ให้เชื่อไว้เลย ให้ตั้งความเชื่อความเห็นนี้ไว้ก่อน เหมือนคาถากันผีหลอกน่ะ กันผี...ผีจิต ผีหลง ผีเผลอ ผีเพลิน พวกนี้ผีมันจะหลอกอยู่เรื่อย

เพราะนั้นก็เป็นคาถากันผีหลอก คาถาของพุทธะผู้รู้ คาถาผู้รู้ คาถาผู้ตื่นผู้เห็น เป็นคาถาประจำใจประจำกายไว้ ...ผีไม่เข้าไม่ออกเองน่ะ แล้วก็ผีมันจะสลายไปเอง เพราะมันคือผี ไม่มีตัวไม่มีตนอะไร มันหลอก

วิญญาณ ...ก็บอกว่าวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ โสตวิญญาณ จักขุวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ ฆานวิญญาณ ...มันก็คือวิญญาณ ล่องลอยไปล่องลอยมาของมัน ไม่มีตัวไม่มีตนอะไร

ความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม มันไม่ไกลหรอก ...กายนี้คือธรรม รู้แจ้งเห็นจริงในกาย ก็รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมน่ะแหละ ตัวเดียวกันหมด ถ้าขึ้นชื่อว่าธรรมแล้วก็ตัวเดียวกันหมด

แต่ตอนนี้มันยังไม่เห็นกายเป็นธรรมไง ...มันยังหลายตัว ยังหลายเรื่องอยู่  ไอ้นั่นก็อารมณ์ ไอ้นั่นก็ความคิด ไอ้นั่นก็กิเลส ไอ้นั่นก็ความอยาก-ความไม่อยาก ไอ้นั่นก็สภาวธรรม ไอ้นั่นก็สภาวะจิต  มันก็เลยยังหลายเรื่อง

แต่เวลาที่เห็นกายเป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรม สัญญาก็เป็นธรรม สังขารก็เป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม ธรรมารมณ์ก็เป็นธรรม ...มันก็เป็นธรรมชาติเดียวกันหมดแหละ 

เพราะนั้นเห็นกายเป็นธรรมอันเดียวน่ะแจ้งหมดแหละ ทุกอย่างเป็นธรรมเดียวกันหมด รูปนาม ใหญ่ เล็ก ละเอียด ยิบย่อย ไกล-ใกล้ เป็นธรรมเดียวกันหมด มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสมอกันเป็นธรรมดา

มันก็ผ่าน เหมือนรถวิ่งไปบนถนนแล้วก็ไม่ติดไฟแดง มันผ่านหมด ผ่านไปตลอด ...อะไรเข้าก็ผ่าน อะไรออกก็ผ่านไป ไหลไปไหลมาของมันตามปกติวิสัย 

ถึงมันจะตั้งอยู่ ...ก็ไม่มีปัญหากับมัน มันก็ตั้งอยู่กลวงๆ แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปๆ ...มันสามารถปล่อยผ่านได้ ไม่รู้สึกอึดอัด คับข้อง แน่น หน่วง หนัก ภายใน

ถ้ามันอึดถ้ามันอั้น รู้สึกว่ามันอั้น ...นี่มันติด มันติดอารมณ์นั้น มันไม่ปล่อยอารมณ์นั้นให้ผ่าน  มันเก็บ มันหวงแหน มันจับจองเป็นเจ้าของ ...ด้วยอำนาจของจิตผู้ไม่รู้ ด้วยอำนาจของจิตหลง 

ไปมีเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขากับสิ่งนั้น มันเลยอัดอั้นตันใจ...ตันใจก็คือตันมรรคน่ะแหละ อั้นไว้ก็คือปิดทางมรรคอยู่ ...ขวาง มันยังไม่ถึงกับปิดหรอก มันขวาง ...มันเป็นไอ้เข้ขวางคลอง 

พอจะข้ามไอ้เข้ก็ไม่กล้าข้าม กลัวไอ้เข้งับ กลัวไอ้เข้ทำร้าย กลัวเสียหาย  เนี่ย กลัวๆๆ ...ภยาคติก็มาปิดบังซ้ำขึ้นมาอีก

ใจเด็ด ใจแข็ง ละซะ ไม่รู้ไม่ชี้ๆ ...เวลาอะไรๆ มันตั้งอยู่ แล้วมันไม่ดับ มันไม่ผ่าน ดูเหมือนมันไม่ผ่านไปนี่ อดทน ขันติ ... บางเรื่องบางราวมันไม่ผ่านไปง่ายๆ หรอก โดยเฉพาะเรื่องที่มันเป็นวิบาก

เช่นจะต้องเจอกับคนนี้ จะต้องอยู่กับคนนี้ จะต้องคุยจะต้องเจอหน้ากับคนนี้ ซึ่งมันอึดอัดเหลือเกิน เจอหน้ามันอึดอัด ในอาการกระทำคำพูด ...ก็อดทน เดี๋ยวก็ผ่าน อดทน

แล้วก็ต้องมีที่ตั้ง...เพื่อจะอยู่กับความอดทนในสิ่งที่ต้องเจอซ้ำซากแล้วก็เป็นทุกข์ซ้ำซาก ซึ่งมันอดไม่ได้ที่จะหาทางแก้หาทางหนีนี่ ...ก็ต้องมีหลัก คือกายใจ อยู่ที่ปกติกาย ปกติรู้ไว้ จนกว่ามันจะผ่านไป ...เป็นพีเรียดๆ ไป

เนี่ย เขาเรียกว่าอยู่กับวิบาก ดีบ้างร้ายบ้าง ...บางวิบากมันก็ทับถม อัด ดูเหมือนเป็นช่วงระยะเวลานานๆ ทุกข์บางตัว ความรู้สึกที่เราต้องเป็นทุกข์กับมัน บางครั้งก็นาน ...ไม่คิดจะแก้ ไม่คิดจะหนี อดทนไป ตามกำลัง

ฝืนไป ฝืนใจอยู่กับมัน ต้องอยู่ด้วยภาวะจำยอมจำทนฝืนใจ ...แล้วขณะที่ฝืนใจอยู่ก็ให้เห็นว่ามันเป็นกองหนึ่ง ไม่รู้กองอะไร ไม่มีความเป็นเขา ไม่มีความเป็นเรา ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล ขณะนั้นพิจารณาไป

จำแนกอกุศลกรรม ...ที่มันสร้างอกุศลกรรมอันนั้นมาให้เสวยผล ในการกระทำคำพูดของผู้อื่นบ้าง ในอารมณ์ของตัวเองที่มันสร้างขึ้นมาเองบ้าง  ไม่เลิก ไม่ลา ไม่แล้ว ที่จะไปเป็นทุกข์กับอะไรอย่างใด

เป็นทุกข์ก็ไม่อยากทุกข์น่ะ ... แต่จิตมันหาเรื่องทุกข์เองน่ะ ไม่ยอมวาง ไม่ยอมปล่อย  เห็นกี่ทีๆ ก็รู้แล้ว ...อยู่ดีๆ มันก็หงุดหงิดรำคาญขึ้นมาซะอย่างงั้น 

ก็ห้ามมันแล้ว บอกมันแล้ว ก็รู้ทันแล้ว มันก็ยังเป็นอย่างงี้ ...ไม่มีทางหนี รู้อย่างเดียว ...เห็นเป็นแค่กองหนึ่งสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของเรา

ถ้ารู้กับสิ่งที่มันดูเหมือนไม่ดับ หรือว่ามันมีแต่มากขึ้น หรือว่าซ้ำซากจำเจนี่ ...ก็ให้เห็นเป็นแค่สิ่งหนึ่งๆๆ กองหนึ่งที่ปรากฏ ...ไม่ใช่กองของใคร ไม่ใช่กองของสัตว์บุคคลไหน ไม่ใช่ใครเป็นเจ้าของ อย่างนี้

แล้วต่อไปก็จะรู้สึกว่ามันหน้าด้านขึ้นน่ะ สามารถ...เออ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้  แล้วก็ใจก็เฉยๆ รู้เฉยๆ ราบเรียบ จะเกิดภาวะราบเรียบปกติขึ้น ...แค่นี้มันก็ไม่ต้องทนแล้ว มันรู้สึกไม่ต้องทนกับอะไรแล้ว

จากที่เคยพยายามต้องอดทนกับมัน ที่จะรู้เฉยๆ ...ผลของมันคือต่อไปก็ เออ ไม่เห็นต้องทนเลย ต่างคนต่างอยู่กันไป ใจก็ราบเรียบ สม่ำเสมอ ด้วยความเป็นกลาง ปกติ ...รู้ปกติธรรมดา กับสิ่งที่เคยว่าไม่ธรรมดา 

จิตมันว่าไม่ธรรมดา ...ทำไมคนอื่นเขาไม่เป็น เราเป็นคนเดียว ทำไมเราต้องเจอ ไม่ธรรมดา มันว่ามันไม่ธรรมดาไอ้สิ่งที่มันเจอน่ะ คนอื่นเขาไม่เห็นเจอเลย ทำไมเราเจอ 

อย่างคนเจ็บไข้ได้ป่วยมีโรคประจำตัวมันก็มองเห็นเทียบคนอื่น เขาไม่เห็นเป็น มันก็เป็นธรรมดา  ทำไมเรามันเป็น ไอ้สิ่งที่เราเป็นมันไม่หาย มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เนี่ยมันมอง มันไม่ยอมรับความเป็นธรรมดา มันก็เป็นทุกข์กับสิ่งที่จิตมันว่าเนี้ยไม่ธรรมดา มันน่าจะเป็นธรรมดาคือไม่เป็นอะไร มันว่าอย่างนั้นน่ะธรรมดา ...คือมันพอใจตรงนั้น มันไม่พอใจตรงนี้

อดทนไปกับมัน ก็จะเห็นว่ามันก็อยู่ด้วยการเป็นธรรมดา ก็จะเห็นการตั้งอยู่ของมันนี่เป็นเรื่องธรรมดาเอง ...ก็ไม่ไปเป็นทุกข์ ก็ไม่เอามันมาเป็นทุกข์

 เมื่อไม่เป็นทุกข์ เมื่อไม่เอามันมาเป็นทุกข์ ก็ไม่คิดจะไปจัดการกับมัน ...จนกระทั่งมันแตกตายไปเลย ก็ไม่จัดการกับการแตกการตายของมัน

ถ้าเราฝึกเล็กฝึกน้อยดูมัน สุดท้ายก็มาใช้ตอนตาย  ก็ไม่ไปจัดการกับความตาย ...ไม่มีจิตแอบหรือจงใจไปจัดการกับความตายของขันธ์ห้า ของกาย ของเวทนา ของจิต ของธรรม ที่มันกำลังจะแตกดับ 

ก็จะเห็นความแปรปรวนขั้นสุดท้าย จนดับ ที่สุดมันคือความดับ ...ขันธ์ห้ามันมีที่สุดของมันคือความดับ มันก็จะแสดงอาการดับไปตามลำดับ ตั้งแต่ตา ตั้งแต่หู ตั้งแต่การรับความรู้สึก เย็นร้อนอ่อนแข็ง 

แล้วก็ขยับบังคับไม่ได้ ขาดจากการควบคุมด้วยอำนาจของสมองสั่งการ กล้ามเนื้อในส่วนที่บังคับได้ก็บังคับไม่ได้ไปตามลำดับ ...มันจะดับไปเรื่อยๆ จนดับความรู้สึกในจิตรับรู้  

แต่ระหว่างดับมันก็จะมีอาการ เร่าร้อน เหมือนไฟที่มันกำลังเผาจนกว่ามันจะเป็นเถ้า มันก็จนถึงจุดที่มันจะเป็นเถ้า มันร้อน จนดับไปมันก็เย็น

แต่ถ้าอยู่ในฐานะเป็นผู้รู้ผู้เห็นด้วยความเป็นปกติ มันก็เห็นขันธ์ห้านี่ดับไปทีละส่วนๆๆ ลมก็หมด ธาตุไฟดับ อุณหภูมิดับ เย็น สลาย สุดท้าย อุณหภูมิเป็นตัวสุดท้าย เย็นชืด หมดแล้ว 

เนี่ย ความดับของขันธ์ห้า ...ถ้าดูไปมันจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นความงดงามตามธรรมชาติของเขา ตรงๆ


(ต่อแทร็ก 8/14 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น