วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 8/34 (1)


พระอาจารย์
8/34 (add550520B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
20 พฤษภาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นการภาวนานี่เป็นการต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับตัวเรา ...ฝืน ต้องฝืน  ไม่สบายหรอก แต่มันก็ไม่ยากจนเกินไปในการฝืน

เพราะไม่ได้ฝืนให้ไปทำผิดศีลธรรม หรือว่าฝืนให้มันเอาหัวเดินต่างตีน หรือว่าฝืนทำในสิ่งที่มนุษย์ในโลกเขาทำกันไม่ได้แล้วต้องไปทำอย่างนั้น...ไม่ใช่

ฝืนใจเจ้าของ ฝืนจิตเรานั่นแหละ ฝืนที่จะให้กลับมารู้อยู่เห็นอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ ด้วยสติ ฝึก อบรมมากๆ ให้เห็นคุณค่า

เพราะนั้นตัวที่จะเป็นตัวยึด หรือตัวโยง ให้อยู่ในปัจจุบันได้ง่ายและชัดที่สุดคือกาย ...จะไปอยู่กับแบบว่าเสียงปัจจุบันที่เราพูดอย่างนี้ หรือว่ารูปที่เห็นผ่านไปผ่านมาเป็นปัจจุบันนี่...อยู่ได้ไม่นานหรอก

เสร็จมัน...ไหล หลง เพลิน ลืมไปเลย ...เพราะนั้นมีแต่ตัวเจ้าของเองนี่แหละ ตัวกายตัวนี้แหละ ที่มันเป็นหลัก ที่มันมีอยู่ตลอดเวลา ดูตรงไหนก็เห็น หยั่งลงตรงไหนก็เจอ

ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปสร้างขึ้นมาใหม่ มีอยู่ตลอดเวลา จนตายน่ะ เพราะนั้น เอากายนี้เป็นหลัก ต้องเอากายนี้เป็นหลัก ต้องมีการรู้ตัวนี้เป็นหลัก รู้อยู่กับตัวนี้เป็นหลักเบื้องต้นก่อน

จับหลักให้มั่น จับหลักให้แน่น ถือว่าเป็นหลักกาย ถือว่าเป็นหลักของปัจจุบัน ...แล้วไม่ต้องถามหาอะไรหรอก ทำตรงนี้ให้ได้...มากๆ สม่ำเสมอ

อย่ามัวแต่หลงคิดหลงเพลิน อย่ามัวแต่คิดหาวิธีการ อย่ามัวแต่คิดว่าอันไหนดีกว่ากัน ...เสียเวลา ไม่มีประโยชน์ กลับมารู้ตัวตรงนี้เลย แล้วก็ละความคิดต่างๆ นานาออกไป

ละไม่ได้ก็ช่างหัวมัน คือไม่ไปอยู่ในความคิด ...มันจะไม่ดับก็ไม่ดับ แต่ไม่ไปสนใจความคิด แล้วก็ไม่ไปคิดต่อกับมัน กลับมารู้เนื้อรู้ตัว

รู้อยู่ที่อาการนั่งนอนยืนเดิน รู้อยู่ที่อาการเย็นร้อนอ่อนแข็ง รู้อยู่ที่อาการตึง แน่น ไหว ขยับ ธรรมดานี่...ซึ่งมันเป็นอาการธรรมดาของกาย...มีทุกคน

(ถามคนที่มา) เป็นคริสต์ใช่ไหม คริสต์มีกายมั้ย (ตอบ - มี) ...มี นับถือคริสต์ก็มีกายใช่มั้ย มีกายอยู่น่ะโดนลมพัดเย็นมั้ย ต้องเย็นใช่ไหม กายเราล่ะโดนลมเย็นมั้ย

โยม –  เย็น


พระอาจารย์ –  กายอาตมาโดนลมก็เย็น ...ไหนพุทธ ไหนคริสต์

โยม –  ไม่มีค่ะ


พระอาจารย์ –  เออ ก็บอกแล้วว่า ตัวธรรมะนี่ไม่ได้แบ่งแยกเลย ...มีแต่ตัวความเห็นของคนนั้นเองที่เข้าไปแบ่ง มีแต่ความเชื่อแล้วก็จิตนั่นแหละที่เข้าไปขัดขวางการหยั่งลงไปในธรรม

โดยธรรมนี้ โดยธรรมชาตินี้ไม่ได้แบ่งสันปันส่วนเลยว่า นี้เป็นของใคร หรือธรรมนี้เป็นของพระพุทธเจ้า ธรรมนี้เป็นของชาวพุทธนะ ธรรมนี้ต้องเฉพาะพุทธศาสนิกชนนะ

ธรรมะคือธรรมะ ธรรมชาติคือธรรมชาติ ธรรมดาคือธรรมดา ไม่เคยแบ่งว่านี้เป็นของใคร ไม่ใช่ธรรมของเรา ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า

แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้นำทางให้เห็นว่า ปฏิบัติตัวอย่างไร กายวาจาใจอย่างไร จิตอย่างไร จึงจะเข้าไปเห็นธรรมชาติ แล้วยอมรับธรรมชาติจนถึงที่สุดต่างหาก

เพราะธรรมชาตินี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของชาวพุทธ แล้วก็ไม่ใช่ของคริสต์ ไม่ใช่ของใคร ...เป็นกลาง เป็นสาธารณธรรม

อย่าแอบอ้างว่าธรรมนี้เป็นของเรา ว่าธรรมนี้เป็นของเขา จำเพาะพุทธเท่านั้น จำเพาะคริสต์เท่านั้น นี่ ฝรั่งยังมาเลยนี่ (หัวเราะ) นึกว่ากลับไปแล้ว (ถามฝรั่ง) Go home tomorrow (Yes)

จิตน่ะมันดื้อ ...เราไม่ได้โทษใครหรอก เราไม่ได้โทษความผิดของมนุษย์หรอก เราโทษความไม่รู้ของจิต 

แล้วพวกเราก็สนับสนุนความไม่รู้ของจิตมากขึ้น แล้วก็ให้ค่าให้ความสำคัญกับจิตที่ปรุงแต่งมาก จนละเลยความเป็นจริงของธรรมชาติที่เขาแสดง

เอาง่ายๆ นั่ง แค่รู้ว่านั่งนี่...ในความรู้สึกว่านั่งนี่ มันเป็นอะไรนั่ง นั่งนี้เป็นใคร ...มันบอกมั้ย มันบอกมั้ยมันเป็นอะไร


โยม –  ไม่ได้บอก

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละกายตามความเป็นจริง ...เป็นชายมั้ย เป็นหญิงมั้ย


โยม –  ไม่ได้บอก

พระอาจารย์ –  สวยมั้ย ไม่สวยมั้ย


โยม –  ไม่ได้บอก

พระอาจารย์ –  เออ เห็นมั้ย มันยากมั้ยนี่ การที่กลับมารู้กายตามความเป็นจริงนี่ ...มันไม่ใช่ว่าต้องไปอยู่ในถ้ำในป่าในเหวนะ หรือต้องลาออกจากงาน ลาออกจากสังคม

หรือลาออกจากความเป็นลูก ลาออกจากการเป็นเป็นผัวเป็นเมีย แล้วมาอยู่คนเดียวแล้วจึงจะเห็น ...ตรงนี้ยังเห็นได้เลย ว่ากายจริงๆ คืออะไร ...แล้วมันบอกมั้ย มันเป็นเรา ...ไม่บอก

แต่มีตัวหนึ่งที่ ฮึดๆ จะบอกอยู่ ...คือจิต ที่มันบอกว่า เนี่ย เรากำลังนั่ง ...เอ้า แต่ถ้าดูกลับไปที่ตัวที่นั่งเฉยๆ นี่  ตัวที่เป็นก้อนนี่ มันพูดมั้ย


โยม –  ไม่ได้พูด

พระอาจารย์ –  แน่ะ อันไหนจริงกว่ากัน ...อันนี้ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้านะก็จะบอกว่าไอ้ตัวที่นั่งเฉยๆ นี่จริงที่สุด ...แต่ไอ้ตัวเราตอนนี้ยังบอก “ครึ่งๆ ว่ะ”  มันจะรู้สึกว่า...เอ๊ มันยังเป็นของเราอยู่

แล้วจะมีเปอร์เซ็นต์เชื่อกับตรงนี้อยู่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ว่ายังเป็นของเราอยู่ นี่ยังคือจิตไม่รู้ที่มันยังครอบงำอยู่ ครอบงำความเป็นจริง หรือครอบงำหรือปิดบังธรรม ที่เขากำลังแสดงอยู่ เป็นปกติวิสัย

เพราะนั้นการปฏิบัติก็คือการมาย้ำๆๆ รู้  ย้ำรู้ย้ำเห็น ในอาการที่เขาแสดงโดยปกติวิสัยนี้ ...จนจิตที่ไม่รู้นี่ จนจิตที่มันเข้าไปให้ค่าให้ความหมายให้ความเห็นนี่ มันยอม

เพราะมันไม่สามารถจะลบล้างความเป็นจริงนี้ได้ ...ดูกี่ทีๆ อยู่ในอาการไหนก็ตาม มันก็เป็นแค่ก้อนหนึ่งกองหนึ่ง ถ้าให้เราบอก เราก็บอกว่า นี่ กูนั่งดูนั่งถามมันมาเป็นสามสิบปีแล้ว

มันไม่ตอบกูสักคำเลย ว่ามันเป็นของกู ...นี่ จิตมันจะเอาอะไรมาเถียง ไอ้จิตไม่รู้มันจะเอาอะไรมาเถียงกับความเป็นจริงที่ไม่สามารถจะมีอะไรไปบิดเบือนธรรมได้ ...มันต้องยอม

แต่ตอนนี้พวกเราน่ะยอมมัน ใช่มั้ย ...ขี้เกียจ ไม่ซ้ำซากในการดูลงไป รู้ลงไป เห็นลงไป ...ทั้งๆ ที่ว่ามันก็มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา มีมาตั้งแต่เกิด...ความปกติธรรมดาของกาย

ภาษาอังกฤษก็เรียกว่ามันเป็น common…common  กาย common ด้วยนะ ...ไม่ต้องไป comment นะ ไม่ต้องไปลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ต้องไปเห็นกระดูก ไม่ต้องไปเห็นเป็นซากศพ ไม่ต้องไปเห็นเป็นดินน้ำไฟลม

ไม่ต้องไปนึกว่ามันจะต้องเปื่อยผุพัง เน่า แตก เอาความรู้สึกธรรมดาปกติเดี๋ยวนี้...นี่แหละคือกายตามความเป็นจริง ...ไม่ลึกกว่านี้ ไม่หยาบกว่านี้ ...ถ้าหยาบกว่านี้ก็บอกว่าเรานั่ง อันนี้อย่าไปฟังมัน

มันบอกว่าเรานั่ง ตัวเรานั่ง ...ก็ดูลงไป ดูที่อาการนั่งสิ ให้รู้เฉยๆ ตรงอาการ  ไหวนี่เห็นมั้ย วูบๆ เหมือนไฟแลบ เหมือนฟ้าแลบ เห็นมั้ย แพล็บนึงๆ แค่นั้นแหละ พอแล้ว

นั่นแหละกาย ดูเข้าไป รู้เข้าไป ให้ทันกัน แล้วมันจะไปลบล้างความเห็นผิดในกาย ว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา ...ก็มันเห็นซ้ำเห็นซาก เห็นอยู่ทนโท่คาหูคาตาอยู่เลยว่า มันเป็นอะไรๆ อย่างหนึ่งที่ปรากฏ แค่นั้นเอง

ถ้าภาษาฝรั่งอีกก็ว่า Something else เท่านั้น ใช่มั้ย ...มันบ่งบอกอัตลักษณ์ไหมว่าเป็นชายเป็นหญิง มันบ่งบอกไหมว่ามันสวยหรือไม่สวย มันบ่งบอกไหมว่ามีใครเป็นเจ้าของมัน

เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นไหว เป็นนิ่ง เป็นตึง เป็นขยับ ...จริงๆ ไอ้ที่เราพูดนี่มันยังไม่บอกเลยว่าเป็นไหวหรือเป็นนิ่ง ยังต้องใช้สมมุติยังต้องเอาภาษาไปทาบอยู่เลยนะว่าไหว นิ่ง ...นี่ยังมีสมมุติเข้าไปบังเลยนะ

แต่ถ้าดูไปจริงๆ มันเงียบ มันเป็นอะไรที่ตั้งอยู่เงียบๆ ใช่มั้ย ...ตัวที่รู้ก็เงียบ ตัวที่รู้ที่เห็นก็เงียบ ...แต่มันอาจจะมีเสียงกระซิบของจิตอยู่ 

คอยออกความเห็นว่านี่ เรากำลังนั่งนะนี่ แขนเราขยับ ขาเรามันกำลังเย็นอยู่  มันคอยวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ...ตัวนั้นแหละคือจิตที่เข้าไปให้ค่า ตัวจิตนี่คือความไม่รู้

เมื่อมันไม่รู้ มันไม่เห็นความเป็นจริงของปรมัตถ์ ไม่ยอมรับความเป็นจริงของปรมัตถ์ ...มันพยายามเอาสมมุติและบัญญัติเข้ามาเติม เข้ามาอธิบาย เข้ามาให้ความหมาย

แล้วพวกเรานี่ มันจะติดสมมุติกับติดบัญญัติ และเอาบัญญัติและสมมุตินี่มาเป็นความจริง ...นี่เขาเรียกว่าหลงบัญญัติ หลงสมมุติ

แล้วมาหลงสมมุติว่านี้เป็นชาย สมมุติว่านี้เป็นหญิง ...รู้รึเปล่า แค่สมมุติว่าเป็นชาย สมมุติว่าเป็นหญิงนี่ ล้านๆ ชาติแล้วที่เกิดตาย บอกให้เลย

แค่สมมุติ เชื่อในสมมุติว่านี้เป็นชาย นี้เป็นหญิง แค่เนี้ย เกิดตายนี่เป็นหลายล้านชาติแล้ว ...เห็นมั้ย นิดเดียวแค่นี้เองนะ แต่ว่าพาให้ยืดยาวไปขนาดไหน

แต่ว่าการแก้ แก้ก็ง่ายมากเลย ก็แก้แค่นี้เอง...ก็ไม่เชื่อมัน แล้วก็หยั่งลงไปตรงๆ รู้ลงไปตรงๆ ที่ความปรากฏขึ้นของกายนั้น ว่านั่งว่านิ่ง ว่าไหว ว่าติง ว่าขยับ ว่าร้อน ว่าอ่อน ว่าแข็ง ว่าเบา ว่าหนัก

ดูมันไป ธรรมดาๆ นี่แหละ เรียกว่าสติธรรมดาที่มาเห็นกายธรรมดา ...เห็นมั้ย การภาวนาเป็นเรื่องธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรเลย

ไอ้ที่มันลึกลับซับซ้อนนี่ทำเกินไป ทำเกิน ทำตามตำราเกินไป ทำตามคนอื่นเขาพูดมาก ทำตามคนอื่นเขาว่ากันเกินไป ...ไอ้คนพูดมันยังไม่เห็นเลย กายธรรมดานี่

มันไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ ไปอยู่กับจิตที่วิลิศมาหราอัศจรรย์พันลึกอะไรของมันก็ไม่รู้  มันไม่มีสาระหรอก ...ไอ้ที่มีสาระอยู่ไม่ดู ไอ้ที่ควรจะต้องดู..ไม่ดู

ไอ้ที่ควรจะต้องทำความเข้าใจกับมันกลับไม่ยอมทำความเข้าใจกับมัน ไอ้ที่ควรจะสำเหนียกแยบคาย กลับไม่สำเหนียกแยบคาย ...กลับไปหาอะไรทำกันอยู่


(ต่อแทร็ก 8/34  ช่วง 2)



วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 8/33 (2)


พระอาจารย์
8/33 (add550520A)
20 พฤษภาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 8/33  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  พระพุทธเจ้าถึงวางหลักของมรรคขึ้นมา ...มรรคแปลว่าแนวทาง มรรคแปลว่าหนทาง มรรคแปลว่าวิถี ท่านเรียกว่าเป็นมรรควิถี คือวิถีแห่งมรรค 

คือวิถีแห่งการดำเนิน อบรม เพื่อให้เกิดการเข้าไปเรียนรู้ธรรมชาติ ...แล้วถ้าดำรงอยู่ในองค์มรรค หรือดำเนินอยู่ในวิถีแห่งมรรคด้วยความต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ขาดสาย จะเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นพร้อมทั้งยอมรับ

ไอ้จิตที่มันเคยดักดานนี่ ไอ้จิตที่มันเคยคิดเอาเอง มีความเห็นของมันเอง วิเคราะห์ของมันเอง ตัดสินของมันเอง ว่าอันนี้ใช่ อันนั้นถูก อันนี้ผิด ...พวกนี้มันจะเปลี่ยน มันจะเปลี่ยนความเห็นต่างๆ พวกนี้ไป

เนี่ย เรียกว่าปัญญา มันเกิดปัญญาขึ้น ...เพราะนั้นปัญญาไม่ใช่ว่าไปสร้างขึ้น หรือไปคิดวิเคราะห์ให้เกิดปัญญาเหมือนกับอาจารย์สอนเด็กให้มีปัญญา ด้วยการท่องจำ คิด วิเคราะห์

แต่ว่าปัญญานี่...ในทางพุทธศาสนา ปัญญาที่พระพุทธเจ้าต้องการ คือการที่สอนให้จิตมันเรียนรู้สิ่งที่ปรากฏนี้ ด้วยสภาวะที่เป็นกลาง

ไม่เข้าไปหาเหตุหาผล ไม่เข้าไปอ้างเหตุอ้างผล  ไม่ต้องเข้าไปหาถูกหาผิด ไม่ต้องไปเอาถูกเอาผิด ...ให้จิตมันรับรู้รับทราบสภาวะต่างๆ ที่ปรากฏนี้ด้วยความเป็นกลาง

ถ้าภาษาแบบฟังง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก็คือรู้เฉยๆ ให้รู้เฉยๆ กับทุกสิ่งที่ปรากฏ ให้มากที่สุด ให้เฉยมากที่สุดไว้ก่อน ...เพราะแรกๆ มันจะไม่เฉย...ไม่ยอมเฉย

มันมีความถือตัวมัน...จิตนี่ มันมีความถือตัวในความรู้ของมัน มันมีความถือตัว ถือดี อวดดี อยู่ในตัวของมันเอง ...มันไม่ใช่ยอมง่ายๆ หรอก

เพราะนั้นการปฏิบัติ เบื้องต้นนี่เราจะต้อง..ไม่ใช่ไปสู้รบตบมือกับใคร ตบมือสู้รบกับตัวเองนั่นแหละ กับจิตเจ้าของนั่นแหละที่มันไม่ยอม

มันไม่ยอมที่จะหยุดคิด มันไม่ยอมที่จะหยุดให้ความเห็น มันไม่ยอมที่จะหยุดหาเหตุหาผล มันไม่ยอมที่จะหาความถูกต้องที่สุด ...ตรงเนี้ย มันยากตรงนี้

มันติดเหตุและผล มันต้องมีอะไรมารองรับ มันต้องมีอะไรที่มันเป็นสมมุติฐานที่สามารถยืนยันได้ จะมาลอยๆ ไม่ได้ มันจะติดตรงนี้...ติดความรู้ 

มันจะติดความรู้ ในสิ่งที่มันรู้ แล้วมันอยากจะรู้ และมันจะให้รู้ยิ่งขึ้นไปอีก ...ถ้าพูดภาษาเราก็ว่า ขี้โลภ โลภมาก โลภมากในความรู้ ...ชื่อก็บอกแล้วว่าอยากรู้ 

ก็มันอยากรู้น่ะ มันอยากรู้โดยไม่มีเหตุผลน่ะ มันอยากรู้อ่ะ ทำไงล่ะ...พระพุทธเจ้าเลยบอก อยากรู้ก็ไม่ต้องรู้ โง่เข้าไว้ ให้รู้โง่ๆ ให้รู้เฉยๆ ให้รู้แบบไม่เอาเหตุเอาผล

เพราะอะไร ...เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าธรรมชาตินี้เป็นสภาวะที่นอกเหตุเหนือผล ไม่สามารถเอาเหตุเอาผลมายืนยันกับมันได้หรอก

อยู่ดีๆ ฝนมันตกลงมานี่ หาเหตุผลมาหน่อย เอาให้ตรงนะ ไม่มีใครตอบได้ ...อยู่ดีๆ แผ่นดินไหว จะเอาเหตุเอาผลไหนมารองรับ จะเอาหลักวิชาการไหนมามันก็แค่สุ่มๆ คะเนเอา

แต่ไม่มีทางหรอกที่จะเอาเหตุผลมารองรับมันได้ในสภาวะธรรมชาติ เพราะมันขึ้นกับเหตุและปัจจัยที่นอกเหนือจากการควบคุม นอกเหนือจากการที่จิตของมนุษย์ปุถุชนจะเข้าไปหยั่งถึง

นี่ ยกเว้นพุทธะ ยกเว้นพระพุทธเจ้าองค์เดียว ...แต่พระพุทธเจ้ารู้แล้วท่านก็ยังบอกว่า ไม่จำเป็นต้องรู้เหมือนท่านรู้ ...เพราะไม่มีประโยชน์...มีแต่ความไม่จบสิ้น

เหมือนเขาถามกันว่าไก่กับไข่ใครเกิดก่อนกัน ตอบไม่ได้หรอก หรือถามว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาอย่างไร มันก็ตอบไม่ได้ โลกนี้ตั้งมาอย่างไร มันก็ตอบไม่ได้

ถึงตอบได้ ถึงรู้ไป ถามว่าแล้วมันได้อะไร ถ้าความรู้นี้มันเข้าไปสู่มรรคผลนิพพาน หรือเข้าไปสู่ความดับโดยสิ้นเชิงไม่กลับมาเกิดอีก พระพุทธเจ้าบอกว่าก็น่ารู้อยู่หรอก

แต่ถ้ารู้แล้วมันไม่ได้มรรคได้ผล มันมีแต่ความสงสัยและลังเล ไม่แน่ใจ หาความแน่นอนไม่ได้  พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าไปรู้ซะดีกว่า 

ท่านเลยให้ละความสงสัยทั้งหลายทั้งปวงลงไป ให้กลับมาอยู่กับรู้...ให้มาอยู่แค่รู้ ไม่ออกนอกรู้นี้ไป

พูดง่าย ฟังก็ง่าย...ทำยาก ยากมาก จนถึงที่สุด ...แต่ไม่เกินกำลังของมนุษย์ที่ตั้งใจ  ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่มาตรัสรู้บนโลกมนุษย์หรอก ...เพราะท่านรู้แล้ว ดูแล้ว..ทำได้

ที่ไม่ได้คือจิตมันบอก ที่ไม่ได้คือจิตมันห้าม ...จิตเราเองนั่นแหละเป็นตัวขัดขวางการปฏิบัติธรรม ขัดขวางการเจริญขึ้นในองค์มรรค อย่าไปโทษคนอื่นเลย โทษจิตของเราเองนั่นแหละ

แล้วเราไม่ทันจิตของเราเอง มัวแต่หลงคิดหลงปรุง สร้างเหตุและผล นั่น มันสร้างมาทำให้เกิดความท้อแท้อ่อนแอ ไม่สู้ ไม่เอา ไม่ได้ ...นี่ มันจะสร้างขึ้นมาอย่างนี้

ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ให้เชื่อในมรรค ให้เชื่อว่าเราทำได้ทุกคน ...อยู่ที่ความตั้งใจที่จะอยู่กับสติ ที่จะอยู่กับการรู้ตัวเสมอ  ไม่ไปรู้ที่อื่น ไม่พยายามแส่ส่ายออกไปหาอะไรรู้

เพราะไอ้ที่รู้ ไอ้ที่เคยรู้น่ะ มันมากเกินไปแล้ว มากจนสับสนแล้ว ...ไม่สังเกตเหรอ เริ่มลงมือปฏิบัตินี่ มันยังลงมือปฏิบัติไม่ได้เลย เพราะติดที่ไม่รู้จะเอาอะไรมาปฏิบัติ

เพราะมันรู้มากเกินไป จนงง จนสับสนไปหมดว่า วิธีการไหนดีที่สุดวะ เพราะนั้นการปฏิบัตินี่ ไม่ต้องคิดมากๆ อย่าคิดมาก ให้คิดให้น้อย ทำให้เยอะ

คือรู้ลงไปเลย รู้ตรงนี้เลย ไม่ต้องคิด ...ถ้าคิดล่ะไม่ได้ทำ จนตายนู่น ใกล้ตายแล้วถึงเริ่มคิดจะทำ เพราะมันหมดเวลาจะทำแล้วมันถึงคิดได้ว่า เออ ต้องทำแล้วโว้ย 

ถ้าคิดล่ะไม่ได้ทำแน่ๆ ถ้าคิดแล้วจะยาก ถ้าคิดแล้วก็จะทำไม่ได้ ...แต่ถ้าไม่คิดแล้วก็รู้มันตรงนั้นน่ะ ทำได้เลย เพราะการปฏิบัติมันไม่ได้ขึ้นกับอะไร

ไม่ได้ขึ้นกับเวลา สถานที่ สิ่งแวดล้อม กรรมวิบาก ความน่าจะเป็น ความไม่น่าจะเป็น ไม่มีอ่ะ ...มันขึ้นอยู่กับสติ มีสติเดี๋ยวนี้มั้ย รู้ตัวมั้ย รู้มั้ยเดี๋ยวนี้กำลังมีอะไรปรากฏอยู่ในขณะนี้

ถ้าคิดน่ะมันไม่เห็นหรอกว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร มันก็จะมีแต่ในความคิดที่มันคิดไปเรื่อยเปื่อย ...แต่มันจะไม่เห็นเลยว่า เดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริงแล้วมีอะไรปรากฏอยู่นี่

นี่คือหน้าที่ของสตินะ เพื่อให้มันเกิดการระลึกแล้วกลับมารู้ลงในปัจจุบัน ทำไมต้องรู้อยู่ในปัจจุบัน ทำไมต้องรู้ลงกับปัจจุบัน เพราะความเป็นจริงนั้นมีอยู่ในปัจจุบัน

ความเป็นจริงไม่ได้มีในอดีต ความเป็นจริงไม่ได้มีในอนาคต ความเป็นจริงไม่ได้มีในความคิด ความเป็นจริงไม่มีในความเห็น

ทุกอย่างที่เป็นอดีตอนาคต ความคิดและความเห็น นั่นคือการปรุงแต่งขึ้นของจิตที่ไม่รู้ เพราะไม่รู้ มันจึงหา เพราะไม่รู้ มันจึงสร้างอะไรๆ ขึ้นมา

เพราะมันสงสัย มันจึงสร้าง มันจึงค้น มันจึงไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักคำว่าพอดี ...เพราะมันไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันจะได้อะไร ไม่รู้ว่ามันจะเจออะไร ไม่รู้ว่ามันจะได้อย่างนั้นไหม ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไหม

นั่น จิตมันจึงเกิดขึ้นเพราะมันไม่รู้ มันจึงไม่จริง แล้วอะไรจริง ...ก็บอกว่าอยู่ในปัจจุบัน ได้ยินเสียงเรานี่จริง เสียงนี้จริง ตาเห็นรูปนี่ กระทบอยู่ตอนนี้ นี่จริง

ปัจจุบัน นั่งอยู่นี่ มีกายนั่งอยู่นี่ แล้วรู้สึกว่าลมพัดเย็นนี่ กายนี้จริง เย็นนี้จริง ตึงๆ แข็งๆ อยู่ตรงนี้จริง ...ไอ้กายที่อยู่ที่บ้านนี่ไม่จริงแล้ว มันดับไปแล้ว

มันจะมีขึ้นเมื่อคิดถึง เมื่อคิดแล้วมันจะมีรูปกายที่อยู่ที่บ้านเกิดขึ้น แต่รูปนั้นไม่จริง ดับไปแล้ว...ไม่เอา อะไรที่ไม่จริง..ไม่เอา ...นี่ เบื้องต้นนี่ละไว้ก่อน

พยายามทวน ให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ให้มารู้ความเป็นจริงในปัจจุบัน ...ยังไม่รู้อะไรหรอก ให้มันมาอยู่กับปัจจุบันก่อน

ยังไม่เกิดปัญญาหรอก แต่มันเป็นการกรุยทางวางรากฐาน เพื่อจะมาสืบค้นความเป็นจริงต่อไป ไม่ใช่ว่ากลับมาอยู่ตรงนี้แล้วจะเกิดปัญญาทันทีเลย ปล่อยวางได้เลย เข้าใจทุกอย่างเลย...ยัง

มันยังอยู่ไม่จริง มันยังตั้งลงไม่จริงในปัจจุบัน มันยังไม่มีกำลังพอที่จะไปสืบค้นความเป็นจริงในปัจจุบัน ...อยู่ได้ปล้อบๆ แปล้บๆ ไปแล้ว  อยู่ได้แป๊บนึง ไปแล้ว

แล้วมันจะเอากำลังที่ไหนล่ะมาสืบหาความเป็นจริงนี่ในปัจจุบัน ...อยู่ได้ขณะนึงแป๊บนึง ไปแล้ว ร่อนเร่พเนจรตามอาการของจิต ที่ใฝ่รู้ ค้นหา

หรือเผลอเพลินไปกับเรื่องราวของสัตว์บุคคลอื่น รวมถึงตัวเองด้วยที่อยู่ในอดีตอนาคต มันไปอยู่กับความไม่จริงทั้งวันเลย ทั้งวันนี่อยู่กับสิ่งที่ไม่จริงเลย ทั้งวันนี่อยู่กับอะไรที่ไม่มีสาระเลย

แต่พอบอกให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน มันเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่เป็นยาขมน่ะ เป็นสิ่งที่ฝืดฝืนเหลือเกิน เป็นสิ่งที่ไม่สนุก ไม่น่าเพลิดเพลิน เป็นของยากไปสำหรับจิต...จิตเรานะ

เนี่ย มันถึงไปมรรคผลนิพพานไม่ได้สักคนน่ะ เพราะมันไม่สามารถจะทานอำนาจของความอยาก...ที่มันจะให้ออกนอกปัจจุบันไปได้

พอตั้งอกตั้งใจทำได้สักระยะนึง ห้านาทีสิบนาที เดี๋ยวมันก็มีความคิดขึ้นมาว่า ถ้าอยู่อย่างนี้เดี๋ยวทำงานไม่ได้นะ เดี๋ยวสอนหนังสือไม่รู้เรื่อง

เดี๋ยวคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวคนอื่นเขาจะไม่เข้าใจเรา  เดี๋ยวจะอยู่ในสังคมนี้ไม่ได้ ...ไม่เอาแล้ว กลับไปบ้าเหมือนเดิม กลับไปไร้สาระเหมือนเดิม

เพราะเวลาที่อยู่แบบไร้สาระ ไม่มีสาระ แล้วรู้สึกว่ามันกลมกลืนกับโลกดี เหมือนโลกนี้เป็นที่เกิดที่ตายของมัน...กูไม่ยอมไปอ่ะ คือผูกขาดจองเลย


(ต่อแทร็ก 8/34)




วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 8/33 (1)


พระอาจารย์
8/33 (add550520A)
20 พฤษภาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ไม่เคยปฏิบัติ ก็เริ่มต้นด้วยการรู้ตัว รู้ตัว รู้ปัจจุบัน รู้จักตัวเอง กลับมาดูตัวเอง กลับมาอยู่กับตัวเอง กลับมาอยู่กับตัวเรา ด้วยสติ ...อย่าปล่อย

ภาวนามันไม่ได้หมายความว่าจะต้องสงบ หรือต้องเอาความสงบเป็นหลัก ภาวนาคือการที่กลับมาเรียนรู้ตัวเอง กลับมาดูตัวเอง ...ดู ทัน สังเกตตัวเรา กายเรา กลับมาอยู่กับกายเรา ตัวเรานี่แหละ

เพราะนั้นกายเราก็มีอยู่ตลอดเวลา มันอยู่ไหน มันอยู่ในท่าทางไหน อิริยาบถไหน ต้องรู้ ต้องอยู่กับมัน ต้องเห็นมัน ต้องสังเกตมัน ต้องแยบคายในอาการนั่งนอนยืนเดิน แยบคาย

เพราะนั้น เริ่มต้นภาวนานี่ ...ให้เริ่มต้นที่การรู้ตัว ทำความรู้ตัวให้เป็น ไปจำแนกดูให้เป็นว่า ยังไงเรียกว่าไม่รู้ตัว ยังไงเรียกว่ารู้ตัว นั่งยังไงนั่งแบบไม่รู้ตัว นั่งยังไงนั่งแบบรู้ตัว ...เนี่ย ฝึก

มันไม่รู้จักคำว่ารู้ตัว ก็ต้องทำความรู้ตัวให้เป็น รู้จักการใช้สติ รู้จักการเจริญสติให้เป็น นั่งยังไงให้มีสติ รู้ว่านั่งมั้ย หรือว่าตอนไหนนั่งแล้วไม่รู้ว่านั่ง ก็เรียกว่านั่งแบบไม่มีสติ ถ้านั่งแล้วรู้ว่านั่ง เรียกว่านั่งแบบมีสติ

เพราะนั้นเบื้องต้นของการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติน่ะต้องรู้จักคำว่าสติ กับคำว่ารู้ตัว ...แล้วก็ทำให้เป็นก่อน 

ให้เห็นความแตกต่างระหว่างนั่งแบบรู้กับนั่งแบบไม่รู้ ยืนแบบรู้ตัวกับยืนแบบไม่รู้ตัว เดิน..ยังไงเรียกว่ารู้ตัว ยังไงเรียกว่าเดินด้วยความไม่รู้ตัว

เมื่อแยกออกระหว่างรู้ตัวกับไม่รู้ตัว หรือมีสติกับไม่มีสติ ...นี่ คำว่ามีสติก็คือรู้ตัวนั่นเอง แล้วก็ฝึกให้มันมีความรู้ตัว หรือว่าฝึกให้มันมีสติในทุกอิริยาบถ

ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปเพื่อความสงบ หรือจะต้องอยู่ในรูปแบบของการนั่งสมาธิ เดินจงกรม ...การทำความรู้ตัวนี่ มีกายอยู่ที่ไหน มีตัวอยู่ที่ไหน มันรู้ได้ตลอด...ถ้าฝึก

ไม่ว่ามันจะกายนี้อยู่ในสถานที่ไหน อิริยาบถไหน  ถ้าฝึกแล้วมันสามารถจะรู้ได้ รู้ที่ตัวนั้นได้ เห็นที่ตัวนั้นได้อยู่ตลอดอย่าไปเชื่อคำกล่าวอ้าง อย่าไปเชื่อจิต

อย่าไปเชื่อความคิด อย่าไปเชื่อความเห็น ว่าทำไม่ได้ ว่ายาก ว่ามีอันอื่นสำคัญกว่า อะไรทำนองนี้ ...ก็พยายามฝึกที่จะกลับมาอยู่กับความรู้ตัวให้ได้ สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง

เพราะนั้นถ้าเริ่มภาวนาให้เริ่มจากการรู้ตัว ...ไม่ต้องเริ่มจากนั่งสมาธิหรอก  เพราะว่านั่งสมาธิแล้ว มันนั่งไม่เป็น นั่งแล้วก็นั่งด้วยความอยาก ถ้านั่งด้วยความอยากนี่ อย่าไปนั่งซะดีกว่า

หรือไม่ก็นั่งหลับ ถ้านั่งหลับก็ไปนอนซะ มานั่งให้มันหลับทำไม ง่วงก็ไปนอน ให้มันถูกอิริยาบถ ...ถ้านั่งแล้วอย่าหลับ ถ้าหลับก็อย่าไปนั่ง ...เดิน ยืน ไม่ไหวจริงๆ ก็นอนไปซะ

เชื่อมั้ย เวลานั่งสมาธิกำลังจะหลับน่ะ ให้มันนอน มันนอนไม่หลับหรอก  พอให้มันไปนอน มันก็นอนไม่หลับ ...มันเป็นอย่างนั้น กิเลส

ทำความรู้ตัวอยู่ในอิริยาบถปกตินี่แหละ สำคัญที่สุด สำคัญกว่านั่งสมาธิเดินจงกรมอีก ...เพราะอิริยาบถปกตินี่แหละ คืออิริยาบถที่กิเลสมันสำแดงตัว

มันเป็นอิริยาบถที่ประกอบด้วยเจตนากุศลหรืออกุศลด้วยความไม่รู้ตัว มีการสร้างกรรม มีการกระทำ เป็นกุศล อกุศล ตลอดเวลา

เพราะนั้นเวลาจะภาวนา ต้องภาวนาในอิริยาบถปกติให้ได้ ให้ชำนาญ ให้จนเกิดความเท่าทัน อยู่กับเนื้อกับตัวได้ตลอดเวลา

เพราะนั้น ใครอยู่กับเนื้อกับตัวได้ตลอดเวลา แล้วก็มาก แล้วก็สม่ำเสมอ อันนั้นแหละคือผลงานของการภาวนา ไม่ใช่นับถือเอาว่า ใครสงบกว่ากัน ใครรู้เห็นอะไรประหลาดมหัศจรรย์กว่ากัน

อันนั้นไม่นับเรานับว่าในหนึ่งวันนี่ รู้ตัวได้กี่เปอร์เซ็นต์ หลงกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเท่าไหร่ อยู่กับเนื้อกับตัวนี่เท่าไหร่ ...นั่นแหละคือผล

เพราะนั้นถ้าภาวนาดี ในความหมายของเราก็หมายความว่า อยู่กับเนื้อกับตัวได้มาก สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง

ถ้าทำความรู้ตัวได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในหนึ่งวันนี่ ไม่ต้องมาถามเลยว่าผลคืออะไร ไม่ต้องสงสัยลังเลในการปฏิบัติเลยว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผล

แล้วมันจะไม่เรียกร้องหาความสงบ มันจะไม่เรียกร้องหามรรคผลนิพพานแต่ประการใดเลย ...มันมีแต่จะเข้าไปทำความรู้แจ้งอยู่ภายในขันธ์ห้า ว่าไอ้ที่เราอยู่ ไอ้ที่เราอาศัยนี่คืออะไร

มันจะเข้าไปสำรวจตรวจตรา สังเกต แยกแยะ จำแนก ออกเป็นชิ้น เป็นอัน เป็นส่วน เพื่อให้เข้าถึงความเป็นจริงของขันธ์ห้าไปตามลำดับ

เหมือนองค์ประกอบของรถ เวลามันประกอบขึ้น ประกอบกันมันก็เป็นรถ ...แต่ถ้าแยกชิ้นๆๆ ออกมา ก็หาความเป็นรถไม่เจอ

มันจะเข้าไปเห็นการประชุมขึ้นของขันธ์ มันจะเข้าไปสำรวจการประชุมขึ้นของขันธ์ห้า ...แล้วมันก็จะเข้าไปจำแนกว่า ในการประชุม องค์ประชุม องค์ประกอบของขันธ์ห้าในเหตุนั้น คืออะไร

มันแยกออกๆๆ จนเห็นสภาวะที่แท้จริงของขันธ์ห้า มันปรากฏอยู่ได้ ดำรงอยู่ได้นี่ ด้วยการรวมตัวกันชั่วคราว ไม่มีตัวตนที่แท้จริงๆ

เพราะนั้นไอ้สิ่งที่เราเห็น เหตุที่ปรากฏ สิ่งที่มันสัมผัสอยู่นี่ มันเป็นแค่เหตุหรือปรากฏการณ์ชั่วขณะ สุดท้ายแล้วมันก็จะเห็นว่าในองค์ประกอบที่มันรวมตัวกันชั่วคราวนี่

มันมีความดับเป็นที่สุด มีความสูญเป็นที่สุด ไม่แตกต่างกันเลย ไม่ว่าองค์ประกอบอันเป็นเหตุที่ปรากฏนั้นจะเป็นลักษณะอาการใดก็ตาม

เมื่อใดที่มันอยู่ในองค์มรรค เมื่อใดที่มันอยู่จำเพาะรู้ตัว จำเพาะอยู่ที่กายใจนี่ งานของมันก็คือการสำรวจ...สำรวจเรื่องราวของขันธ์ห้าโดยตรง ...มันจะไม่ไปสำรวจภายนอก

มันจะไม่สำรวจเรื่องราวอากัปกริยา คำพูด การกระทำ ของสัตว์บุคคล หรือตัวเราในอดีตในอนาคตเลย ...มันจะสำรวจตรวจตราอยู่ภายในที่ปรากฏ ในแวดวงของขันธ์ห้าที่ปรากฏ

ถ้าเป็นภายนอก มันก็จะพิจารณา มันก็จะแยกแยะในแง่ของผัสสะ การกระทบ ในการกระทบกัน

เมื่อมันสำรวจด้วยความมั่นคง เป็นกลาง สังเกต เท่าทัน ...ไม่ได้หาเหตุหาผล ไม่ได้วิเคราะห์วิจารณ์ ...อาศัยการเพียรเฝ้ารู้เฝ้าดู ด้วยความละเอียดถี่ถ้วน

มันก็จะเห็นอาการตามความเป็นจริงของการปรากฏขึ้นของเหตุนั้นชัดเจน จนถึงการตั้งอยู่ จนถึงการดับไปอย่างชัดเจน ในแต่ละอาการของขันธ์

จนมันรู้รอบเห็นรอบในขบวนการของขันธ์ห้า มันจะรู้รอบเห็นรอบในขบวนการของขันธ์ห้า จนเห็นขบวนการของขันธ์ห้าที่ปรากฏนี่ ที่สุดแล้วมีความเหมือนกัน...คือความดับไปเป็นธรรมดา

ปราศจากตัวตน ปราศจากการดำรงอยู่ หรือรูปลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่ ...นี่ มันจะเข้าไปเห็นความเป็นสูญ หรือความเป็นสุญโญของขันธ์ห้า

ในแต่ละขณะ ในแต่ละการประกอบขึ้นมาในเหตุนั้นๆ  คิดบ้าง จำบ้าง มีอารมณ์บ้าง มีความรู้สึกบ้าง ในความดีใจในความเสียใจ มีอาการยืนเดินนั่งนอน ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว

ทุกอย่าง จะมีอาการที่สุดแล้วเหมือนกัน คือความดับไปเป็นธรรมดา ...ตรงนี้คือปัญญาขั้นสูงสุด

แล้วมันจะไม่เห็นส่วนใดส่วนหนึ่งของขันธ์ห้าที่หลงเหลืออยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ ...เมื่อมีการเกิดแล้ว มีการตั้งอยู่แล้ว ไม่มีคำว่าไม่ดับ

มีแต่เห็นว่าดับไปเสมอกัน มีค่าเท่ากัน ปราศจากตัวตนที่แท้จริงเหมือนกัน

แต่ในการตั้งอยู่อาจจะเปลี่ยนแปลงลักษณะอาการหรือสัญลักษณ์ของอาการนั้นไม่เหมือนกันแต่ท้ายสุด สุดท้ายแล้ว ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ...นั่นแหละเห็นขันธ์ห้าเป็นอนัตตา

ในการภาวนา ความรู้ที่พระพุทธเจ้าแนะสอน ...ธรรมะนี่ในโลกนี้ ในสากลจักรวาลนี่ มันมีอยู่แล้ว เขาแสดงความเป็นธรรมอยู่แล้ว เขาเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว

มันไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปค้นไปหาธรรมอะไร  การภาวนาไม่ได้ไปหาของใหม่ การภาวนาไม่ได้ไปทำอะไรให้มันเกิดขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ว่าเป็นการค้นหาอะไร

ไม่ใช่เป็นการเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่เอานั่นมาผสมนี่ ให้มันเกิดสสารชนิดใหม่ขึ้น ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นมา แล้วก็บอกว่านั่นเป็นผลงานมาสเตอร์พีซอะไรอย่างนั้น

การภาวนาก็คือการเรียนรู้ธรรมชาติ ที่มันมีอยู่แล้ว เขาแสดงความเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ประหลาดมหัศจรรย์แต่ประการใด 

นี่เป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ด้วยความดำรงอยู่ด้วยความเป็นปกติธรรมดาของเขานั่นเอง ...แต่ว่าปัญหาที่มันเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ จิตของมนุษย์ปุถุชนนี่...มันไม่เชื่อ 

มันเชื่อตัวมันเอง มันเชื่อความคิดมันเอง มันเชื่อตัวที่มันสร้างว่าตัวเราของเราเองขึ้นมา แล้วมันเชื่อแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ...เขาเรียกว่าโง่ก็เข้าขั้นดักดาน

แล้วมันไม่ยอม ไม่ยอมรับธรรมชาติ ไม่ยอมที่จะสำเหนียกศึกษาธรรมชาติตามความเป็นจริง ...เพื่อให้มันเกิดการยอมรับ หรือการเข้าใจสภาวะธรรมชาติตามความเป็นจริง...นี่คือการภาวนา

ไม่ใช่เรื่องประหลาดหรือว่าไปหาของประหลาด หรือไปหาไปสร้างตัวเองให้เป็นมนุษย์ประหลาด อุลตร้าแมนอะไรขึ้นมา ไม่ได้ทำอะไรให้มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงเลยแต่ประการใด


(ต่อแทร็ก 8/33  ช่วง 2)