วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 8/31


พระอาจารย์
8/31 (550909B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
9 กันยายน 2555


พระอาจารย์ –  เริ่มต้นที่กายนี่แหละ จนท้ายที่สุดก็ไม่มีกายนั่นแหละ ...เมื่อมันไม่มีกาย หมดกายแล้วนั่นแหละ ...ก็จบ ขันธ์ห้าตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว

แต่ถ้ายังไม่เห็นกายตามจริงเลย ...อย่าฝันหวานนะ จะไม่เห็นความเป็นจริงของขันธ์ได้เลย ...ภาวนาอย่ามักง่าย  อย่าสนุกกับจิต อย่าเพลิดเพลินกับจิต อย่าหาผลประโยชน์กับจิต

จิต..ก็บอกแล้ว จิตสังขาร จิตปรุงแต่ง...อวิชชา ปัจจยา สังขารา...หมายความว่า อวิชชาคือความมืดบอด ความไม่รู้ คือความมืด ...เพราะนั้นเนื้อของจิตนี่คือมืด เพราะโคตรพ่อโคตรแม่มันมืด เข้าใจมั้ย

คือโคตรมันที่ออกมาเป็นจิตนี่ คืออวิชชา..ผู้ไม่รู้ แล้วมันปรุง ...เพราะนั้นตัวเนื้อของจิต ก็พ่อแม่มันดำ...ลูกมันก็ดำ ...มันก็มืด ออกมาด้วยความมืด ตัวมันก็มืด

แต่คราวนี้ เวลามันออกมานี่ มันมาตกแต่งสีสันเสียใหม่ เข้าใจไหม ปรุงแต่ง เติมต่อ คือแต่งเนื้อแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าประดับเพชรพลอยกันเข้าไป ...นั่นแหละคือสภาวะจิต สภาวธรรม

มีสีสันขึ้นมาแล้ว มันมีสีสัน มีคุณค่า ดูเหมือนมีราคา ดูเหมือนมีมรรคมีผล ดูเหมือนมีคุณ ดูเหมือนเป็นที่น่าจับต้องถือครอง ...แต่ลืมไปว่าเนื้อธรรมน่ะดำ เพราะมันออกมาจากโคตรเหง้าดำ คือมืดบอด

นี่แหละคือจิต คือไม่มีสาระในตัวของมันเลย แต่สิ่งที่ละได้ยากที่สุดก็คือจิต สิ่งที่ติดข้องที่สุดน่ะไม่ใช่กิเลสนะ แต่คือจิต บอกให้เลย ...ถ้าเล่นกับจิต ถ้าหลงไปกับจิต จะเสียเวลาและเนิ่นช้า

เพราะนั้นถ้าผู้มีปัญญาจริงๆ จะไม่แตะต้องจิตเลย ทิ้งขว้างมันเลย ละอย่างเดียว ...ขึ้นชื่อว่าจิตสังขาร แค่ขยับไปคิด ขยับไปค้น ขยับไปหา ผู้มีปัญญามากละได้ทันทีเลย

ไม่เสียดายอาการคิดเลย ไม่เสียดายอาการขยับเลย...ว่าจะไม่ได้อะไร หรือได้อะไรในนั้น ว่าจะสูญเสียความได้อะไร หรือความมีอะไรในนั้น ...นี่ เขาเรียกว่าไม่เสียดาย ไม่อาวรณ์

หักกันตรงๆ เลย ละกันตรงๆ เลย ไม่อ้อมค้อมเลย ...แล้วมาจดจ้อง เพียรเพ่งอยู่ในกายเดียว คือกายศีล ไม่ออกนอกศีล ไม่เปิดช่องให้ไหลไปตามกระแสจิต

ทำอยู่อย่างนี้ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันกับเขาหรอก..เห็นแต่กาย  ไม่เห็นอดีตไม่เห็นอนาคตหรอก..เห็นแต่กาย ...เห็นมั้ย มันถูกจำขังเลยน่ะ จิตมันถูกจำขังเลย จองจำไว้อยู่ในกายนี้เลย

แต่จองจำด้วยสติ จองจำด้วยสมาธิ นี่เรียกว่าถูกจองจำโดยมรรค ...คือการเจริญขึ้นอย่างนี้เรียกว่ามรรค จึงจะมีทางและหนทางเล็ดรอดออกจากขันธ์...ทางเดียว ทางเอก

ทางเอก...ไม่มีทางย่อย ไม่มีทางซอย ไม่มีทางลัด ...เพราะนี่มันลัดจนไม่รู้จะลัดยังไงแล้ว ตรงจนไม่ต้องไปหาน่ะ  ลืมตาขึ้นก็เห็นเลย...หมายความว่าจิตตื่นรู้ขึ้นก็เห็นเลยน่ะ

ไม่ต้องหาเลยใช่ไหม ...หรือมันต้องหากาย หือ มีตรงไหนไม่มีกาย มีเวลาไหนไม่มีกาย มีสถานที่ไหนไม่มีกาย...ไม่มีนะ ขนาดหลับยังมีกายเลย...แต่ไม่รู้เท่านั้นเอง 

เห็นมั้ย ไม่ต้องไปสร้างกายขึ้นมาใหม่ด้วย พอระลึกขึ้น ตื่นลืมตาขึ้น อ้อ อยู่ตรงนี้ ...ก็อยู่อย่างนั้นน่ะ ทำที่เดียวนั่นแหละ เจริญอยู่ที่เดียวอย่างนี้ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันหรอก

ไอ้ที่เห็นเดือนเห็นตะวันน่ะคือจิต ...ไม่ใช่เห็นไหนเลย ไม่ได้ไปเห็นฟ้า เห็นพรหม เห็นเทวดา เห็นมรรคเห็นผล เห็นสังขารธรรม เห็นสภาวธรรมที่คนอื่นเขาเห็นกันหรอก

เพราะเมื่อใดที่จิตมันออกไปเห็นอย่างนั้น ออกไปหาอย่างนั้นน่ะ ...คนที่เห็นและคนที่หาก็คือ “เรา”  มันจะเกิดพร้อมกันเลย  แล้วเรื่องที่เห็นเรื่องที่หาก็เป็นเรื่องของเรา

แล้วมันก็เก็บเอา “เรา” กลับเข้ามา กองไว้สุมไว้ ด้วยความภูมิใจ ...ไอ้ภูมิใจของมันน่ะคือมานะ  ถ้าภูมิใจมากก็คือมานะมาก ถ้าภูมิใจน้อยก็คือมานะน้อย ถ้าไม่ภูมิใจก็คือไม่มีมานะ

สุดท้ายนี่ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าไม่มีสูงกว่า ไม่มีต่ำกว่า ไม่มีเสมอกัน …อย่าไปคิดว่า..มันเป็นยังไงวะ ไอ้ไม่มีเสมอกันนี่ ...เออ ไม่ต้องคิด เพราะมันเป็นอันเดียวกัน

และมันจะเป็นอันเดียวกัน...ต่อเมื่อมันทำลายกรอบรูปนามออก  ถ้ามันทำลายทรวดทรงของรูปนาม หรือทรวดทรงของขันธ์ห้าได้ ...มันจะเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่เสมอกันแล้ว

ถ้าเสมอกันคือหน้าตาเหมือนฝาแฝด แล้วก็ดูเหมือนเท่ากัน แต่มันยังมีทั้งคู่แหละ แต่ถ้าทำลายรูปของฝาแฝดนั้น มันไม่มีรูปของใครของคนแล้ว มันเป็นอันเดียวกัน

เพราะนั้นผู้ที่จะทำลายความเป็นอันเดียวกัน หรือความเสมอกัน นั่นก็คือพระอนาคาเพราะนั้นตัวพระอริยะที่เป็นอริยะจริงๆ นี่ คือพระอนาคานะ ...อย่างต่ำกว่านั้นเป็นอริยะเล็กๆ

แต่จริงๆ เราไม่อยากพูดเรื่องอริยะอริเยอะหรอก ...มีแต่จิตกับกาย..สองอย่าง  เมื่อใดที่มันเหลือกายกับจิตล้วนๆ นี่...เมื่อนั้นน่ะ ดีแล้ว สมควรแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว พอแล้ว

ไม่ต้องไปว่า...พอจิตมันแวบออกไปคิดว่า “นี่ กูเป็นอะไรวะ” ...แน่ะ หลงคิดอีกแล้ว  แค่ “โส..” แน่ะ ยังไม่ทัน “ดา” ...กูก็ทันมึงแล้ว ใช่มั้ย  มีแค่สระโอ ยังไม่ทันใส่ ส.เสือ ...อ๊ะ กูทันแล้ว

เห็นมั้ย “โสดา” ก็เป็นสมมุตินะ ถ้าไม่มีคำพูดว่า “โสดา” ก็ไม่มีโสดาใช่ไหม ...เพราะนั้นโสดาก็คืออะไร ก็คือภาษาใช่มั้ย ...วจีสังขารนะ วจีของจิตนะ...จริงเหรอ ...ไม่รู้

แต่ไม่เอา ...ไม่เอาโสดา ไม่เอาโสดาขวด ไม่เอาโสดาภาษา ไม่เอาอะไรเลย ...มันเป็นบัญญัติ มันเป็นสมมุติแค่นั้นเอง โสดาไม่มี ...ถ้ามีก็เป็นสมมุติ

ถ้ายิ่งกว่าโสดาก็ยิ่งติดสมมุติหนักขึ้นไปอีก เป็นอนาคาเอาเลย...ไม่เอา ... “อ..”..ยังไม่ทัน “คา” เลย ...หายคาแล้ว ออกจากคา ออกจากข้องแล้ว ไม่บัญญัติแล้ว

ตอนเราฝึก...เราฝึกสติในกายนี่ เราฝึกดวงจิตผู้รู้อยู่กับกาย เราต้องมารู้อยู่กับกาย ดวงจิตผู้รู้ก็ให้มารู้อยู่กับกาย รู้กับอิริยาบถในกาย ทั้งอิริยาบถใหญ่อิริยาบถย่อย

นั่งอยู่เฉยๆ อย่างนี้ ก็รู้ว่านั่งนี่ แล้วก็ขึ้นหัวลงตีน ขึ้นตีนลงหัว  เอาสติมาไล่อยู่ในกายนี่ ไล่ดูความรู้สึกในกาย ...คือถ้าไม่ไล่ดูนี่ มันหลง  เดี๋ยวมันก็อยู่ดีๆ มันก็หายไปดื้อๆ ซะอย่างนั้นน่ะ

โน่น โมหะมันบึ้นไปโน่น ตอนแรกก็รู้ว่านั่งอยู่ รู้ไปนั่งมา อ้าว หายไปไหนวะ ก็เลยเอาสติมาวนอยู่ในกาย ดูแขนดูขา ดูความรู้สึกหน้าตาหลังไหล่ ดูความรู้สึกตึงหนักตรงไหน

วนๆๆ อนุโลม-ปฏิโลม ขึ้นบนลงล่าง ขึ้นล่างลงบน ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ให้จิตมันมาทำงานอยู่นี่ แทนที่มันจะออกไปนอกงานนี้ ...คือถ้าปล่อยนี่ มันก็ออกไปคิด ไปสร้างกายใหม่ แล้วก็คิดไป

ทั้งความน่าจะเป็น วิธีการปฏิบัติ อะไรก็ตาม ...ส่วนมากนักปฏิบัติก็จะคิดแต่วิธีการปฏิบัติที่จะลัดและตรง หรือชัดเจนขึ้นกว่านี้ ...ไม่เอาน่ะ พอมันจะออกก็ไม่เอา กลับมาทำงาน เดินสติในกาย

แรกๆ ที่ทำอย่างนั้นนี่ น้ำหูน้ำตานี่ไหลเลย  มันคับ มันข้อง มันเครียด ...เพราะมันอยากไป แต่กูไม่ไป น้ำตานี่มันไหลเล็ดเลยน่ะ เพราะจิตมันอยากไป อยากคิดต่อ อยากหาวิธีการใหม่ๆ ดูเป็นมรรคเป็นผลมากกว่านี้

แต่กูไม่ไป กูเชื่อหลวงปู่ว่ารู้อยู่ในปัจจุบัน ...เพราะนี่เป็นปัจจุบันที่สุดแล้ว กูไม่เห็นอะไรเป็นปัจจุบันมากกว่ากายนี้ที่กำลังผุดลุกผุดนั่งนี่ ...เนี่ย มันเผาตัวมันเองน่ะ เหมือนเผาตัวเองเลยนะ

เพราะมันอยากไป...กูไม่ไป มันจะเอานั่น มันจะเอานี่ "โหยเราทำเก่งจะตาย เราปฏิบัติเก่งจะตาย จะเอาอะไรล่ะ จะเอาความสงบระดับไหนล่ะ...นี่ ก็ไม่ไป ให้มันวนอยู่ในนี้

ทนไปสักพักนึง มันเริ่มหายกำเริบ ...จากจิตที่มันกำเริบเสิบสาน  มันจะค่อยๆ หมดกำลังกำเริบเสิบสาน มันเริ่มอ่อนตัว ...เห็นอีกรอบๆๆ เห็นอาการของจิตนี่ มันอยู่ในภาวะสงบราบคาบ ไม่ทะเยอทะยาน

พอไม่ทะเยอทะยานปุ๊บนี่ มันก็จดจ่อในกาย ...เนี่ย ชัด ใส มันใส ...ไม่ใช่กายใสนะ มันใสตรงกบาลนี่ ใสตรงเหนือกบาลนี่ มันใส มันชัด ...กายก็ชัด รู้ก็ชัด ชัดขึ้นกว่าเดิม

แปลว่าอะไร แปลว่าจิตมันเป็นหนึ่งมากขึ้น มันเลยชัด ...คืออยากชัดมาแทบตาย มันไม่เห็นชัดสักที พอมาอยู่อย่างนี้มันเสือกชัดว่ะ พอจิตหยุดแล้วมันชัด

พอชัดขึ้น...คราวนี้เริ่มเห็นมือเห็นตีนแล้ว เข้าใจว่ามือคืออะไร ตีนคืออะไรแล้ว ว่า อ๋อ กายคืออะไร ...มันเข้าใจของมันเองนะ ไม่ได้ไปเปิดตำราเลยนะ

ไม่ได้ทาบตำรา คอยมานั่งทาบตำรา ว่าเหมือนตำราไหม ...แต่มันเห็นอย่างเนี้ย แล้วมันก็เชื่อของมันว่ากายจริงๆ คืออย่างนี้ ไอ้นอกนั้นไม่จริงเลยน่ะ

ไอ้กายที่จิตมันจะไปสร้าง ไปหา ไปทำ  แล้วให้กายนั้นเป็นมาตรฐานหรือเป็นรูปแบบ หรือเป็นโมเดลของกาย แล้วจะเอากายนี้เป็นลูกกระจ๊อกให้ไปสวมโมเดลนั้น

เห็นมั้ย ภพนี่คือโมเดลนะ มันสร้างโมเดลไว้ ...กว่าจะเรียนจบปริญญานี่ มันสร้างโมเดลไว้แทบตายน่ะ แล้วก็ลากกายนี่แบกหนังสือขึ้นรถลงเรือไปจมปลักตามภูมิภาพอยู่นั่น

แล้วก็ต้องจำไอ้ภูมิภาพนั่นเพื่อให้ได้ตามโมเดลนั้น ...เห็นมั้ยภพสำเร็จ ชาติบังเกิด ก็ได้เป็นอย่างนั้น

แต่พอมาอยู่อย่างนี้ ไม่ให้จิตมันสร้างโมเดลน่ะ มีโมเดลเดียว ...อยากสร้าง..สร้างไปกายเราๆ ...ดูมันเข้าไปอยู่ในกายเราตรงนี้ เอากายเรากับกายนี้ให้มันเป็นอันเดียวกัน ดูซิมันจะอยู่ได้มั้ยไอ้กายเราน่ะ

ไปๆ มาๆ ไอ้กายเราตรงนี้มันอยู่ไม่ได้...มันอยู่ได้กายเดียวจริงๆ น่ะ มันเหลือกายเดียวจริงๆ น่ะ ...มันก็เริ่ม...เข้าใจแล้วเว้ยเฮ้ย กูปฏิบัติมาตั้งหลายปีดีดัก ยังไม่เข้าใจกายเลย

พอเข้าใจกายอย่างนี้แล้วนี่ มันเข้าใจง่ายขึ้นว่ะ ไม่เห็นมันยากเลย ...มันเริ่มเห็นแล้ว การปฏิบัติไม่เห็นยากเลยว่ะ  ทำไมแต่ก่อนมันยากฉิบหายเลย

อดนอนแทบตาย อดข้าวแทบตายจนกระเพาะทะลุ ยังไม่ได้ใกล้เคียงมรรคผลและนิพพานแต่ประการใดเลย ...ได้แต่มรรคดิบๆ กับนิพพานสุกๆ ดิบๆ

ถ้ากินข้าวก็แบบว่าข้าวสามกษัตริย์ ล่างไหม้ กลางพอดี ข้างบนดิบ อย่างนี้สามกษัตริย์ มันไม่พอดี เพราะไม่พอดี หุงไม่เป็น ไม่สมดุล ศีลสมาธิปัญญา...ไม่เป็น ไม่สัมมา ไม่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา มันก็เลยเป็นสามกษัตริย์

แล้วมันก็คดกินแต่ข้าวกลางหม้อ ทำเป็นมองไม่เห็นข้าวไหม้ ทำเป็นไม่เห็นข้าวดิบ...ว่าดีแล้ว เราดีแล้ว เออ ดีเข้าไปเราน่ะ ดีเข้าไป เอาเราดีกันเข้าไป นั่นน่ะคือมันกินข้าวกลางหม้อ

มันแกล้งทำเป็นไม่เห็นข้าวไหม้ ...คือ “เรา” ยังมีอยู่ทุกขั้นตอน คุยกันก็ว่า “ทำไมเราไม่ค่อยก้าวหน้าเลยวะ” เออ เหรอ “เธอทำไมก้าวหน้าจัง” เหรอ "เออ ชั้นก็ก้าวหน้ากว่าเธอสิ" ...เนี่ย อย่าภาวนาดีกว่า  

ถ้าภาวนาเอา “เรา” ก้าวหน้า...อย่าไปสร้าง “เราที่ดีกว่านี้” ขึ้นมาอีก..ดีกว่ามั้ย ...ถ้าอยู่เฉยๆ แล้วไม่มี “เรา” น่าจะประเสริฐกว่ารึเปล่า  ถ้าอยู่ว่านั่งแล้วรู้ว่านั่งนี่ มันไม่มี “เรา” ตรงนี้ น่าจะประเสริฐกว่ามั้ง

กับการที่เราไปปฏิบัติแล้วให้ “เรา” ได้อะไร หรือให้เราไปเหมือนใครนี่  ให้เราเหมือนอาจารย์ ให้เราทำได้เหมือนอาจารย์...อย่าภาวนาซะดีกว่า ...เพราะมันเอา “เรา” ภาวนา

มันไม่เอากายภาวนา มันไม่ภาวนาที่กาย มันยังภาวนาไม่ถึงกาย มันยังภาวนาไม่ถึงใจเลย ...มันเอา “เรา” นี่เป็นตัวภาวนา แล้วก็คอยมาถามว่า “เราก้าวหน้ารึยัง ผมก้าวหน้ารึยัง หนูก้าวหน้ารึยัง”

จะไปไหนกันล่ะ ...กลับมาก่อน กลับมาอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่..ได้ยินไหมว่าฝนมันแซ่ๆ ซ่าๆ นี่  รู้สึกไหมว่าหนักที่ตูดที่ก้น หลังมันแข็ง ข้อเข่ามันตึง กายมันกำลังแสดงอะไร

ถ้ารู้อย่างนี้ มรรคผลยังใกล้กว่านะ ยังใกล้มรรคใกล้ผลหน่อยนะ ...ถ้าจะมาถามว่า "เราจะภาวนายังไงดี" ...อย่าถาม อย่าเอา “เรา” มาพูด อย่าเอา “เรา” มาอวด

แล้วไอ้พวกที่ภาวนาเป็น “เราภาวนา” แล้ว "เราภาวนาได้อะไร" นี่ ...มันมักจะขี้อวด โอ้อวด  มันมี “เรา” มันก็มีขี้  มันก็เลยเอาขี้มาอวด เข้าใจรึเปล่า

เพราะนั้น พวกนักภาวนาที่เป็น “เรา” นี่ มันเลยขี้อวด ...เพราะ “เรา” น่ะขี้ไว้ แล้วมันได้ขี้นั้น มันขี้เสร็จแล้ว มันก็เอาขี้มาอวดกัน ไอ้คนฟังก็ "เรา" ฟัง ก็เอาขี้เขามาเก็บ ต่างคนต่างระบายขี้ใส่กัน 

แล้วก็โอ้ย ยกย่องสรรเสริญ จัดการเก็บขี้กันใหญ่ เอามาทากันแล้วเก็บขี้ตามกัน ...เขาถึงบอก เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง เห็นเขาขี้ก็จะไปขี้ตามเขา คือเอาเราภาวนาให้เหมือนเขา

เออ เหมือนกันเข้าไป แล้วก็เอาขี้มาอวดกัน โดยเป็นนักภาวนาขี้อวดขี้โม้ ไอ้ที่เอาขี้แล้วสมมุติว่าขี้นั้นเป็นธรรม ที่เห็นที่ได้ ที่มีที่เป็น ใครขี้กองใหญ่ก็ว่าเก่ง (หัวเราะ)

เห็นมั้ย เมื่อใดที่มี “เรา” น่ะ มันจะเก็บทุกเรื่องเป็นของส่วนตัวเลย ทุกสภาวะที่เกิด ...แล้วมันเห็นอะไร มันก็ว่าเป็นเราเห็น และการเห็นนั่นน่ะเป็นของเรา

มันหลับตาข้างกับหรี่ตาข้างน่ะ ...บอกให้เลย มันยังไม่ตรง ยังเห็นธรรมไม่ตรงเลย


(ต่อแทร็ก 8/32)






แทร็ก 8/30 (2)


พระอาจารย์
8/30 (550909A)
9 กันยายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 8/30  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้น สติต้องทันนะว่าหลงคิดอีกแล้ว หาอีกแล้ว ค้นอีกแล้ว สงสัยอีกแล้ว ออกนอกปัจจุบันอีกแล้ว วิธีการนั้นวิธีการนี้ ...ไม่เอา ปิดประตูตีแมวเลย

ใครจะว่าโง่ ใครจะว่าไม่ได้อะไร ใครจะว่ากายนี้หยาบ ใครว่ากายนี้พื้นๆ ใครบอกว่าปัญญาเกิดแล้วมันจะละกายได้ทีหลังเองน่ะแหละ...ไม่เชื่อ ไม่สน

ปิดประตูตีแมว ปิดประตูล้อมไว้ซะ จิตมันจะไปไหนไม่รอดหรอก มันก็จะต้องจำเป็นต้องมาทำงานในกาย คือชะล้างๆ ฉีดมันไปทั่ว ฉีดมันเข้าไป อย่างนี้

จากที่มันเคยเป็นแหว่งๆ กะเทาะทีละจุดตรงนั้นตรงนี้  มันเริ่มขยายออก เป็นกอบเป็นกำแล้ว น่าเชื่อถือหน่อย ...คือเป็นกอบเป็นกำน่าเชื่อถือนี่ ประมาณสักสี่สิบเปอร์เซ็นต์

เออ เชื่ออันนี้มากกว่าอันนั้นแล้ว...นี่คือปัญญาของพระโสดาบัน เกิดขึ้นแล้ว ...แต่ไม่ใช่ว่าหมดนะ โสดาบันยังไม่หมด แต่เชื่อว่ามันเป็นกำแพงแล้ว แต่ก็ยังมีอีกเยอะ อีกเกินหกสิบ

แต่ก็จะไม่บอกว่าเป็นหญิงเป็นชายจริงๆ จังๆ แหละ เพราะมันมีกำแพงคาหูคาตาอยู่ว่าเป็นอิฐ หรือเหล็ก หรือไม้ ไม่มีสีสันแต่ประการใด เป็นธรรมชาติที่มันโด่เด่ตั้งอยู่อย่างนี้ เป็นยันต์กันผี กันผีหลอก

เพราะนั้นไอ้สี่สิบเปอร์เซ็นต์ของท่านนี่ ประมาณเอานะ ไม่ต้องมาจดเป็นสถิตินะ หมายความว่าในหนึ่งวัน สี่สิบเปอร์เซ็นต์นี่ท่านเป็นคน ท่านอยู่กับความเป็นคน

ไอ้ออกนอกกายหรือออกนอกปัจจุบันของท่านนี่ มันออกด้วยความว่า ก็ไม่ได้จงใจเจตนาแบบเอาเป็นเอาตายหรอก ...มันมีเรื่องให้ออก ก็จำเป็นต้องออก

แต่ไปแล้วก็รีบกลับบ้าน มันจะรีบกลับโดยสันดาน นี่ มีสันดานใหม่ขึ้นมาเลยนะ จะรีบกลับบ้าน มาอยู่กับกำแพงนี้ เพราะเชื่อในกำแพงนี้ ...เพราะรู้ว่างานนี้ยังล้างไม่จบ

เห็นมั้ย นี่แปลว่าอะไรล่ะ ...ถ้าท่านตายตอนนั้นน่ะ สมมุติตายตอนนั้น จะเกิดเป็นหมามั้ย...ไม่น่าเกิดเป็นหมา  จะไปเกิดเป็นเปรตไหม...ไม่น่าเกิดเป็นเปรต

เพราะท่านยังเป็นคน ท่านอยู่กับความเป็นคน เห็นมั้ย จึงเรียกว่าทำไมถึงบอกว่าพระโสดาจึงปิดอบาย...ก็ส่วนมากท่านอยู่กับความเป็นคนน่ะ ภพปัจจุบันนี้ 

ตายตอนไหนท่านก็เป็นคนแน่ๆ เพราะตายระหว่างเป็นคน จิตก็เป็นคน กายก็เป็นคน ...และอานิสงส์ของการที่เป็นคนจริงๆ นี่ ถึงระดับนี้ อนุญาตให้เกิดได้อีกไม่เกิน ๗ ชาติ

เพราะอะไร ...เพราะสันดานท่านเปลี่ยนไปแล้ว ไม่คิดจะเป็นผีเป็นเปรตแล้ว เป็นคนอย่างเดียว แล้วก็ยอมรับความเป็นจริงของความเป็นคน ...แต่ยังเป็นคนไม่ถึงที่สุด...ครึ่งๆ คน

แต่ไอ้ของพวกเรานี่ มันแค่ว่าจุดทศนิยมของคน...ยังไม่ถึงครึ่งนะ ...เพราะนั้นอย่างพระโสดาบันพอท่านอยู่ไป ถ้าสมมุติว่าอายุขัยไม่ตัดรอน ไม่มีกรรมมาตัดรอน 

หรือมีความเข้าใจในลักษณะนี้ตั้งแต่เล็กแต่น้อย เจ็ดขวบ สิบขวบ  ยี่สิบขวบ นี่ ไม่ใช่ไปเข้าใจตอนเก้าสิบ อายุขัยก็จะเป็นตัวตัด ไม่อยากตายก็ต้องตาย ก็มาสร้างความเป็นคนใหม่ที่มันยังไม่เต็ม

แต่ถ้าท่านอยู่ในช่วงปฐมวัยน่ะ งานของท่านก็เป็นงานหลักแล้ว ล้างลูกเดียว...มียี่สิบสี่ชั่วโมงก็ยี่สิบสี่ชั่วโมงนั่นน่ะ ต้องยี่สิบสี่ชั่วโมงทำงาน ไม่ขาดจากงานนี้

เรียกว่าจิตน่ะ อยู่ในกาย แล้วอะไรที่มันจะออกนอกกาย รู้ละรู้วางๆๆ ...นี่ทำอย่างเดียว ไม่เอาอะไรเลย ทำอย่างนี้อย่างเดียว ชำระล้างหมดเลย

ทีนี้ว่าพอไอ้กำแพงตรงนี้ ก็หมด ...ก็แจ้งกาย ไม่มีกาย มีแต่กำแพงเปล่าๆ แล้ว ไม่มีสีสันติดเลย ตะไคร่ก็ไม่มี ท่านก็อยู่อย่างนี้ตลอดเลย มันชัดเจนเลย ไม่ออกนอกนี้แล้วนะ

มันเห็นอยู่แค่นี้แล้ว อยู่กับความจริงอยู่กับกายตลอดเวลา มันไม่เห็นอะไรที่จะออกไปหา กายนอกก็ไม่มี กายในก็ไม่มี ...มันมีอันเดียวอย่างนี้เหมือนกันหมดน่ะ

นี่ภพเดียวใช่ไหม เลยมีเป็นคนคนเดียวแล้ว มีความเป็นภพเดียว ...รู้จักมั้ยว่าความเป็นภพเดียวคืออะไร คือพระอนาคามี ท่านไม่ออกไปไหนเลย อยู่ตรงนี้ มีภพเดียว คือมนุษย์

ไม่ใช่ว่าเป็นภพของพระอริยะอริเยอะอะไรหรอก ...คือเป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์ อนาคามีนี่คนร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่มีภพที่สองสามสี่ ไม่มีภพอดีต ไม่มีภพข้างหน้า ...มีแต่ภพเดียวคือภพปัจจุบัน

ภพปัจจุบันเป็นอะไร ...เป็นคน ท่านก็อยู่กับความเป็นคนที่กาย และท่านเห็นกายที่ไม่ใช่กาย มันล้างหมดแล้วน่ะ จึงหมดสิ้นซึ่งราคะ กามราคะ จึงหมดสิ้นซึ่งรูปราคะ

นี่ กามราคะมันมาคู่กับปฏิฆะ ...เมื่อหมดราคะคือความพอใจในรูปในกาย ก็หมดความไม่พอใจในรูปในกายไปด้วย ...ซึ่งกายนี่มันประกอบขึ้นด้วยรูป 

เพราะที่เราเห็นกายนี่ มันเห็นโดยรูป มันจำรูปของกายได้ แล้วเอารูปมาทาบกับกาย ...พอมันเห็นกายไม่มีกาย รูปก็ดับไปพร้อมกาย เห็นมั้ย รูปราคะก็ดับไปพร้อมกามราคะ

นี่คือสันดานของจิตของพระอนาคามี ไม่ได้วิเศษวิโสเลยนะ ก็เป็นคน ...แล้วจากนี้ ไม่มีกายปรากฏ กรอบของกายนี่สลาย กายมีกรอบเพราะรูป รูปมันจำกัดกรอบกายไว้

ถ้าลบสมมุติสัญญารูป รูปสัญญา ...กายนี่จะไม่มี จะไม่มีทรวดทรง จะไม่มีสัณฐาน จะไม่มีที่ตั้ง  เป็นอะไรที่ตั้งอยู่ในอวกาศ เหมือนก้อนโลก ก้อนอุกาบาต ก้อนฝุ่นละอองในอวกาศ ล่องลอย ไม่มีที่ตั้ง

เห็นมั้ยว่าจากที่เป็นคน ท่านกำลังจะออกจากความเป็นคน นี่คือก้าวต่อถึงพระอรหันต์ คือปัจจุบันไม่มี ...ไอ้ที่เคยตั้งอยู่ในปัจจุบัน เริ่มเห็นปัจจุบันไม่มี

ก็มาเรียนรู้ความไม่มีในปัจจุบัน หรืออนัตตาล้วนๆ ไม่มีตัวตน ...มันทำลายขันธ์ ทำลายความเห็นในขันธ์ไปตามลำดับอย่างนี้  จนไม่มีขันธ์ห้า จนเห็นขันธ์ห้าไม่มี

ถ้านึกตามน่ะยาก นึกตาม วาดภาพตามยิ่งยากใหญ่ ...แต่ถ้าพัฒนาจิตให้เห็นตามไปตามลำดับ จะเข้าใจเป็นปัจจัตตังเพราะนั้นการที่อยู่ตรงนี้ มันจะพัฒนาของมันไปตามลำดับเลย

อย่าออกนอกนี้ อย่าไปหาที่อื่น อย่าเปิดช่อง ...อุดรอยแยก รอยแตก รอยรั่ว รอยโหว่ อยู่ในนี้  เอาจนกายนี่สลาย แตกหาย กระจัดกระจาย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ...กายมันจะแตก

ไอ้พูดภาษาน่ะพูดได้น่ะ แต่ถ้านึกว่ากายมันแตกยังไงวะ มันก็จะเป็นภาพนิมิตน่ะ  ถ้าพวกเรานึกนะก็จะเป็นภาพนิมิต ก็เป็นกายนิมิตแล้วก็แตกสลาย บึ้มไปอย่างนั้น...ไม่ใช่นะ ไอ้นั่นมันนิมิต กายนิมิต

แต่กายแตกจริงๆ นี่ มันแตกจากรูป มันไม่มีทรวดทรง มันมีแต่เหตุที่ปรากฏเป็นจุดๆๆ ..นั่นแหละมหาสมาธิ นั่นแหละมหาสติ มันจึงจะเห็นกายนี่เป็นจุดๆๆ

นี่ ไม่เห็นทรวดทรงของกายแล้ว ไม่มีทรวดทรงกายแล้ว  แล้วทุกอย่างเป็นจุดหมดเลย ...มหาสติ มหาสมาธิ มหาปัญญา ดับเป็นจุดๆๆๆ ไปอย่างนี้

ในขณะที่มันเห็นความดับไปว่างไป ว่างไป ดับไป สูญไป ...จิตมันซึมซาบ มันสำเหนียกรู้ มันเข้าใจสภาพธรรมที่เรียกว่าอนัตตธรรม คือความไม่มีตัวตนของสรรพสิ่ง

ตอนนั้นไม่มีภาษารูป ไม่มีภาษานาม ไม่มีบัญญัติ ไม่มีสมมุติแล้ว  แล้วไม่สนใจด้วยว่าอะไรมันอยู่ตรงนี้  ...นี่ จิตวิเวกถึงที่สุดคือมหาสติ มหาสมาธิ 

มันลบบัญญัติสมมุติออก จิตไม่มีคำพูดแล้ว วจีสังขารนี่ดับแล้ว ไม่ทัน เกิดไม่ได้ ดับที่เดียวกันหมดเลย

มันก็เข้าใจความเป็นสุญญตาธรรม อนัตตาธรรม สุญโญ อนันตมหาสุญโญ ในอนันตาจักรวาล ในอนันตภพ ล้วนตั้งอยู่บนความว่างเปล่า ไร้สภาพรูปและนามที่แท้จริง

เพราะนั้นสภาพรูปและนามที่มันเข้าใจว่ามี ว่าเป็น ว่าตั้ง ว่าใช่ ...เป็นแค่เหมือนเป็นนิมิต เหมือนเราเขียนในอากาศ เอามือนี่เขียนในอากาศ มันเป็นสัญลักษณ์ ...ตัวตนที่แท้จริงของมันน่ะไม่มี

นี่ จะมองเห็นทุกอย่างนี่เป็นเหมือนการเขียนในอากาศ มันเรียนรู้อย่างนี้ มันเข้าใจอย่างนี้ 

เพราะนั้น ไอ้จิตที่กระหายอะไรที่เป็นอาสวะ กระหายภพ กระหายที่จะไปตั้งอยู่กับอะไร ไปเกิด ไปมี ไปอยู่ ไปปรากฏกับอะไร ...มันปรากฏไม่ได้

ไอ้จิตที่มันกระหาย ทะเยอทะยาน ...ขนาดที่เหลือเป็นแค่ภพเดียวนี่ จิตตัวนี้ยังไม่ตายเลยนะ  มันก็ยังมีสันดานที่จะไปหาดื่มหากิน หาที่อยู่หาที่กิน คือหาภพ หาชาติ หาภพเพื่อรอชาติ

แต่ในระดับตรงนี้ มันจาง มันบางจนที่เรียกว่าระดับสติปัญญาแบบปุถุชนไม่มีทางเห็นหรอก แค่ขยับ เขยื้อน กระเพื่อม...ถ้าให้เปรียบน่ะ กระเพื่อมทีนึงนี่เหมือนกับสามโลกธาตุแตกน่ะ

ทำไมมันถึงขนาดนั้น ...ในระดับที่วิเวกระดับมหาสติ มหาสมาธิ คือมันสุดวิเวก เข้าใจมั้ย ...ต่อให้เข็มเล่มหนึ่งตกลงมา เสียงนี่ดังก้องสามโลกธาตุเลย เหมือนอย่างนั้น

เพราะนั้นการปรากฏขึ้นของจิตน่ะ มันกระเทือน การเกิดขึ้นของจิตนี่กระเทือนสามโลก เห็นทุกข์บังเกิด แบบตานี่เห็นชัด ...เหมือนเรายืนอยู่กลางแจ้งแล้วเห็นเส้นลายมือน่ะ

มันชัด มันชัดระดับนั้น จิตปึงๆๆ อย่างนั้น แต่ข้างนอกนี่ไม่รู้ไม่ชี้อะไรหรอก มันเป็นอย่างนั้น ...กระบวนการของจิตสุดท้าย มันก็อยู่ตรงนั้น ไม่ได้ทำอะไรเลย มันก็ห่างๆๆๆ 

พอจิตสุดท้าย..ดับ สว่าง สว่างในตัวของมันเอง ...คือมันจะรู้ในตัวของมันเอง จิตนี้ไม่เกิดอีกแล้ว จิตไม่แสวงหาที่เกิดอีกแล้ว มันตายแล้ว มันสิ้นแล้ว มันสิ้นภพมันจบชาติแล้ว

นี่ ไม่ต้องให้ใครพยากรณ์แล้ว จบแล้ว ม้วนเสื่อแล้ว ไม่เกิดอีกแล้ว ...มันตายตั้งแต่ยังไม่ทันตายน่ะ จิตสังขาร ...ตายจริงด้วย ไม่ได้แกล้งตาย

คือมันเคยผ่านการแกล้งตายหลายครั้งแล้ว ยังไม่ตายจริง เห็นมั้ย ท่านไม่ประมาท จนถึงสุดท้ายนี่...ถึงขณะสุดท้ายนี่ ถึงจิตสุดท้ายแล้วนี่ ท่านก็ยังดูมันไป

แต่ก็รู้นะ...หมดแล้ว คืนสู่ความเป็นสามัญ ความคิดความปรุง อารมณ์ สันดาน อุปนิสัย

ถ้าให้เปรียบ ก็เหมือนมีไฟอยู่กองหนึ่ง ในไฟนั้นน่ะ มีไม้เป็นเชื้อ ...แต่ละขันธ์ของอริยะบุคคล แต่ละอริยะบุคคล คือไฟกองหนึ่ง...แต่ฟืนคนละชนิด ไม่เหมือนกัน

ฟืนชนิดนี้..ไฟสีนี้  ฟืนชนิดนั้น..ไฟสีนั้น  ฟืนชนิดนี้ ความร้อนอย่างนี้ แสงสีนี้  ฟืนอีกชนิด สีอย่างนี้  ฟืนชนิดนี้สะเก็ดมาก ฟืนชนิดนี้สะเก็ดน้อย ฟืนชนิดนี้ไม่มีสะเก็ด ...ไม่เหมือนกัน

แต่ไฟของพระอรหันต์แต่ละองค์นั้น คือขันธ์ห้านั้นน่ะ เป็นไฟที่ไหม้ในอากาศ เป็นกองฟืนที่ตั้งอยู่ในอากาศ ...ถึงมีสะเก็ดกระเด็นออกมา ท่านก็ไม่ได้ห้ามสะเก็ด

แล้วท่านก็ไม่กังวลกับสะเก็ดที่กระเด็นออกมาตามอำนาจของการเผาไหม้ของฟืน ...เพราะมันไม่ลุกลาม มันอยู่ในอวกาศ เข้าใจมั้ย ไม่ต่อเนื่อง ไม่ไปไหม้เป็นไฟอีกกองหนึ่ง

แต่พวกเรานี่ก็ไฟ ขันธ์ห้าคือไฟ มีเชื้อไฟต่างกัน ...แต่สะเก็ดไฟ ความร้อนของไฟ มันแผดเผาอยู่บนโลกซึ่งมีเทหวัตถุตั้งอยู่ เป็นบุคคล เป็นสถานที่ ...กระเด็นไปตรงไหน..ลาม ร้อน เข้าใจมั้ย ไม่เหมือนกัน

เพราะมันยังมีเชื้อให้ลุกต่อ เพราะมันยังมีคนดูแลกองไฟนี้อยู่ เพราะยังมีคนอาศัยกองไฟนี้เป็นที่พักพิง อบอุ่น ไล่ความชื้น อะไรก็ตามน่ะ มันหาประโยชน์จากกองไฟนี้อยู่

แล้วในโลกนี้มีเจ็ด-แปดพันล้านกองไฟ ...ร้อนไหม...ร้อน ...แล้วต่างคนต่างก็พยายามทำไฟกูให้ใหญ่ มันจะได้มีอาณาเขตกว้างๆ สว่างเยอะๆ ก็คือตีปี๊บใส่ประทัดกันไป เสียงมันจะดังไปกว้างไกล นั่น

ซึ่งต่างกับไฟของพระอรหันต์หรือขันธ์ของพระอรหันต์ ...ท่านไม่แตะต้องแล้ว ไม่มีใครไปยุ่งกับกองไฟนี้ ก็ปล่อยให้มอดไป หมดไป ตามธรรมชาติ

แล้วธรรมชาตินั้นตั้งอยู่บนความว่างเปล่า คือเป็นอนันตมหาสุญญตา ...จึงหมดสิ้นซึ่งการเกิด ...ดับแล้ว..ดับเลย เป็นนิโรโธ ไม่หวนคืน ไม่เปิดช่อง ไม่มีเชื้อต่อ


(ต่อแทร็ก 8/31)



วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 8/30 (1)



พระอาจารย์
8/30 (550909A)
9 กันยายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้ใดเท่าทันจิตสังขาร ผู้นั้นจะออกจากบ่วงมาร ...ขนาดพระพุทธเจ้ายังเกือบไม่รอด ใช่มั้ย เห็นท่านั่งพระพุทธรูปปางสะดุ้งมารไหม

แรกๆ ท่านขัดสมาธิเพชร ก่อนที่จะเกิดปุพเพนิวาสานุสติญาณ  จิตมันก็กระหวัดหวน...เคยมีลูก เคยเป็นพระราชา เขาบอกว่าจะเป็นพระมหาจักรพรรดิ มีทรัพย์สมบัติเจ็ดขุม

เมียแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ทรัพย์แก้ว ยานแก้ว แผ่นดินแก้ว จักรแก้ว อะไรก็แก้วหมด เราจะไปเป็นมหาจักรพรรดิดีไหม ...จะออกแล้ว เนี่ย จะออก จะออกจากสมาธิ

เอามือออกได้ข้างเดียว ...สติเกิด  เอาล่ะวะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้ โกนหัวออกมาบวชแล้ว เอาใหม่ ตั้งใจขึ้นมา ...จึงมีพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่าปางสะดุ้งมาร หรือมารวิชัย

นี่เป็นพระพุทธรูปก่อนตรัสรู้ จะเป็นอย่างนี้ ...เพื่อเป็นอุทาหรณ์ของคนรุ่นใหม่ จะได้ไม่เป็นลุงขี้เมา อย่ามัวเมาไปกับจิต อย่ามัวเมาไปกับความปรุงแต่งของจิต อย่าหลงคารมของจิต

จิตมันมีโวหาร มีคารมคมคาย ...ไอ้คารมคมคายของจิตคืออะไร...วจีสังขาร ...วจีที่พูดนี่ ยังเป็นสังขารนอก ...ก่อนที่จะพูดนี่มันมีวจีก่อน ในความคิด ในจิต

แม้จะไม่พูดออกมากับใคร มันยังพูดของมันเองคนเดียว แล้วมันยังมีรูปที่เป็นอดีตอนาคตพูดได้ด้วย ...นั่นแหละวจีสังขาร แล้วมันก็ปรุงสมมุติและบัญญัติในภาษา ให้น่าศรัทธาเลื่อมใส...แล้วทำตาม

เห็นมั้ย จิตสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร สังเคราะห์รวมกันเสร็จเป็น...ตัวเรา เรื่องของเรา  ตัวเขา เรื่องของเขา ...ตายอยู่กับตรงนี้ ออกไม่ได้เลย ก้าวไม่พ้นบ่วงมาร

ใครเป็นเจ้าของบ่วงมาร...พญามัจจุราช ... "เรา" ก็มาเกิดและตายอยู่อย่างนี้ ไม่สามารถจะเล็ดลอดจากบ่วงมารได้

ถึงบอกว่า อย่าออกนอกกาย อย่าให้จิตพาทัวร์ อย่าออกทัวร์ไปกับจิต ...มันปิดทริปไปแล้ว คือมันพักทริปน่ะ ก็อย่าไปคิดว่าจะไปไหนดีวะ สร้างจิตให้มันออกทริปไปซะอย่างนั้น

หาเรื่องคิด วิธีการ อุบาย จะปฏิบัติยังไงดีถึงจะเร็ว ถึงจะชัด ...คืออยู่ดีๆ ไม่ต้องคิด ตำรวจก็ไม่จับ ...ก็ไม่ต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ ตะเข็บมันก็มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปฟื้นมันหรอก เดี๋ยวมันก็มาให้เห็นเองแหละ

นี่ล่ะ อย่าออกนอกกาย กายเดียว กายจริง ...ถ้ากายจริงน่ะ ไม่มีชายจริงหญิงแท้ในกายจริง ...ถ้ากายไม่จริง จะมีชายจริงหญิงแท้ในกายไม่จริง แล้วตรงนั้นจะมีชายจริงหญิงแท้ที่สวยและไม่สวยในนั้นอีก

ทั้งหมดเป็นกายไม่จริงหมด ...แต่ถ้ากายจริงแล้วไม่มีชายไม่มีหญิง ไม่มีสัตว์ ไม่เป็นบุคคล...มีแค่แข็ง ตึง แน่น หนัก เบา มันเป็นแค่ก้อน กอง ...ดูดีๆ ตรงนี้ก็เห็น 

มันเป็นอะไรกองอยู่ตรงนี้กองนึง...ไม่ต้องไปพูดกับมัน ไม่ต้องไปสมมุติมัน ไม่ต้องไปบัญญัติมัน ไม่ต้องไปหาเหตุหาผล เอาถูกเอาผิดกับมัน ...อย่างนี้เรียกว่าไม่ออกนอกกายจริง กายแท้

กายศีล หรือปกติกายนี้ เป็นกำแพง ...เหมือนกำแพง เหมือนปริมณฑล เหมือนอาณาเขต เหมือนขอบเขต ขอบพัทธสีมา เป็นรั้ว เป็นอาราม เป็นวัด เป็นศาสนาแผ่นดิน

ถ้าจะบำเพ็ญเนกขัมมะ หรือเป็นนักบวช หรือบวชใจ ต้องไม่ออกนอกวัด ...ใจน่ะเขาไม่ไปไหน แต่จิตน่ะ มันชอบร่อนเร่ ไปหาที่เกิดที่ตาย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักเบื่อจักหน่าย

เพราะนั้นก็รวมเป็นหนึ่งอยู่ในกาย กายน่ะเหมือนกำแพง รั้วเป็นศีล กายก็เหมือนกำแพง อันเดียวกันนะ ...ถ้าออกนอกกายก็ออกนอกความเป็นคน ...เป็นคนรึเปล่า 


โยม –  เป็นคนค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ โดยสมมุติบัญญัติ โดยรูปขันธ์นามขันธ์ โดยขันธ์ห้า เหตุปัจจัยกรรมวิบากปรุงแต่ง สมมุติว่าเป็นคนอยู่ ไม่ใช่หมา ไม่ใช่ผี

แล้วตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้นี่ เป็นคนกี่นาที กี่ชั่วโมง หรือกี่วินาที ...เห็นมั้ย โดยภพปัจจุบันหรือภพตามความเป็นจริงเป็นคน...แต่ความจริงที่ดำเนินอยู่เป็นคนไม่จริง ไม่ถึงครึ่ง ไม่ถึงเสี้ยว ในหนึ่งวัน

พระพุทธเจ้าถึงบอกไงว่า...ศีลนี่คือเครื่องหมายของความเป็นคน ...ไม่ใช่ศีลวิรัติ ห้ามฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก ไม่กินเหล้า แล้วแสดงความเป็นคน ...นั่น ยังไม่เป็นคน

ถ้าเป็นคนต้องรู้ว่านั่ง เพราะคนกำลังนั่ง เป็นคนนั่ง ใช่มั้ย ไม่ใช่หมานั่งหรือผีนั่ง เป็นคนนั่ง ...เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นคนนั่งต้องรู้สึกว่าแข็งสิ นี่คือศีล...แสดงความเป็นคน

เมื่อรู้ว่านั่งแล้วแข็ง อยู่กับแข็ง แปลว่าอยู่ในศีล กำลังเป็นคนอยู่ ...แต่ส่วนมากมันเป็นผี ล่องลอย พเนจร  เวลาทำงานก็เป็นยักษ์  เป็นเทวดาเป็นพรหมไม่ค่อยมี น้อยหน่อย

มันเป็นผีซะเยอะ ลอยไปลอยมา หลง เผลอ เพลิน หายเห็นมั้ยว่า ถ้าคิดแบบไม่เข้าข้างตัวเองนะ ในหนึ่งวันนี่ เป็นคนกี่เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไร ศีลนี่หลุดลุ่ยเลยแหละ ไม่ดำรงอยู่ในองค์ศีลเลยแหละ

คือไม่ดำรงอยู่ในความเป็นคนที่แท้จริง ...เพราะภพปัจจุบันเป็นคน ไม่ใช่หมา ไม่ใช่ผี ...โดยขันธ์ห้ามันเป็นคนนี่ โดยสมมุติบัญญัตินะ นี่คือความจริงนะ

เพราะนั้น เมื่อใดที่เราอยู่ในศีล อยู่ในกรอบของศีล คือกรอบกายนี่ ...ศีลก็เป็นรั้ว เป็นกำแพง...ที่จะแสดงความเป็นคน อยู่ในความเป็นคน

จิตที่อยู่ภายใน ที่มันโลดแล่นกระโดกกระเดกไปมา แต่มันไปไม่ได้ เพราะมันติดกรอบกายอยู่ เหมือนรั้ว ...ถึงบอก กายเป็นศีล ศีลเป็นรั้ว มันจะไปก็ติดกายซะ ไปไม่ได้

มันก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในกายนี้ เห็นมั้ยว่ากายนี่ ปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ มันเหมือนเป็นกำแพง จิตที่อยู่ในกำแพงนี่ มันออกนอกกำแพงไม่ได้

เมื่อจิตนี่ มันออกนอกกำแพงนี้ไม่ได้ ...มันมีแรงนะจิตน่ะ มันมีกระแส ...แต่ถ้ามันออกไปไม่ได้ กระแสจิตนี่ ถ้าเราให้เปรียบนี่ เหมือนกับสายฉีดน้ำน่ะ มันฉีดอยู่ข้างในนี่ มันไม่มีรูออกน่ะ

คือถ้าว่ามีอยู่หกรูนี่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ..หกรู ...ถ้ามันออกได้รูนั้นรู้นี้ ออกทีพร้อมกันหกรูเลย น้ำมันก็แผ่กระสานซ่านกระเซ็นไปไม่มีสาระแก่นสาร

แต่ถ้ามันออกไปไม่ได้ล่ะ เพราะสติมันควบคุมไม่ให้ออกนอกกาย..คือออกนอกศีลนี้ ...จิตมันก็ไปไหนไม่ได้ แต่มันก็ไม่หยุด มันก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่ภายในกายนี้ ด้วยอำนาจของสติ ที่รักษาศีลอยู่

แต่จิตมันไม่หยุด มันก็วิ่งชนผนังนี่แหละ ไม่ไปไหน ชนแขนบ้าง ชนความรู้สึกที่ขาบ้าง ชนที่หัว ที่หน้า ที่หลัง ที่เอว ที่ไหล่ ที่ตีนที่มือที่นิ้ว  มันไปไหนไม่ได้ ชนไปชนมาอยู่ในนี้

เหมือนเอาน้ำไปฉีดกำแพง รู้จักกำแพงมั้ย ...แต่เผอิญกำแพงนั้นน่ะ มีแต่ตะไคร่ แล้วก็มีอันธพาลนี่มาเขียนด่าพ่อล่อแม่ ป้ายสีสัน วาดภาพสวยบ้าง วาดภาพลามกจกเปรตบ้าง

มันวาดอะไรไว้เยอะแยะเต็มไปหมดหน้ากำแพง จึงไม่เคยเห็นกำแพงจริงเลย ...แล้วมันจะเชื่อไหมว่าไอ้นี่คือกำแพง ตามที่เขาป้ายสีไว้ หรือเราป้ายสีไว้เองนั่นแหละ 

แต่ทีนี้ไอ้จิตที่มันไปไหนไม่ได้ มันก็จ้องจะชนอยู่กับกำแพงนี้ มันก็ฉีดน้ำอยู่รอบกำแพงนี้ มันออกไม่ได้ ...ตรงนี้เรียกว่าอำนาจของสมาธิ มันรวมอยู่ภายในนี้ เป็นหนึ่ง

เพราะนั้นตัวกำลังของจิต แทนที่มันจะส่ายแส่ออกไปโดยไร้สภาพไร้อำนาจ มีแต่ความลุ่มหลงมัวเมา มีแต่สุขมีแต่ทุกข์ ...มันก็กลับมีประโยชน์ขึ้นมาแล้ว นี่

จิตเหมือนกัน แต่เป็นจิตมีสมาธิ อยู่กับกาย ในกาย ...มันก็ชะล้างฉีดอยู่ที่กำแพงนี้  ฉีดไปฉีดมา มันก็กะเทาะออก ไอ้ตะไคร่ ไอ้สีสันวรรณะ รูปภาพ ภาษาที่เขียนไว้ 

มันก็เขียนชื่อตัวเองนั่นแหละ ส่วนมากจะเป็นเรื่องตัวเอง แล้วก็รูปผู้ชายรูปผู้หญิงของตัวเอง ...มันก็ฉีดออก ก็เห็น..อ้อ ไอ้พวกนี้มันเป็นแค่สีสันนี่หว่า ...ไม่ใช่กำแพง

มันเห็นเนื้อกำแพงแล้ว มันเป็นอิฐนี่หว่า ...เกิดมาแสนล้านโกฎิชาติยังไม่เคยเห็นกำแพงเลยว่ะ ว่าอะไรคือกำแพง หลงเข้าใจว่าไอ้ที่เขาเขียนชื่อนั้นน่ะคือกำแพง เนี่ย เรียกว่าเห็นกายตามความเป็นจริง

เราเกิดมายังไม่เคยเห็นกายตามความเป็นจริงเลย เห็นแต่กายตามสมมุติ เห็นกายตามคนที่เขาบอก พ่อแม่ตั้งชื่อให้ก็เชื่อเลย เราไม่ได้ตั้งเองหรอก แต่ก็เชื่อเลยว่าเราชื่อนี้

เห็นมั้ย เขาทาสีให้ เขามาเขียนติดไว้ที่ผนัง หนังเนื้อหนังหน้า  ก็เชื่อเป็นวรรคเป็นเวรเลยว่าจริง คนในโลกเขาก็บอกว่า เนี่ยเป็นผู้หญิง นี่เป็นผู้ชาย...ก็เชื่อจริงๆ

เห็นมั้ยว่าความเชื่อนี้ท่านเรียกว่า สีลัพพตปรามาส เขาบอกให้เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะทุกคนเชื่อกันอย่างนี้นี่ มันจะไม่จริงอย่างไร ใครไม่เชื่ออย่างนี้มันว่าไอ้นี่บ้า เห็นมั้ย ความที่มันพูดไม่ได้ ต้องนิ่งอย่างเดียวนะ

แต่ตัวเองน่ะต้องมาทำความเข้าใจในตัวเอง ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ ...เพราะนั้นตัวที่จะเข้าใจตามความเป็นจริง เห็นตามความเป็นจริง ไม่มีทางอื่นนอกจากศีลกับสมาธิ

ศีลคือปกติกาย สมาธิคือจิตตั้งมั่นไม่ออกนอกกาย ...มันจึงจะชำระมลทินในกาย ที่ไม่ใช่กายจริง ...กายที่เป็นมลทินคือกายสักกาย หรือกายสังขาร หรือกายปรุงแต่ง

“กายเรา” นี่ก็คือสักกาย  สักกายหรือกายเรานี่...ก็คือกายสังขารอันหนึ่งที่จิตมันสร้างขึ้นมาบัง มาคลุม มาปกปิดไว้ ...ตัวนี้ กายสังขารตัวนี้ เป็นตัวสำคัญที่สุด

สำคัญยังไง ...ก็มันใช้ตัวนี้มาบังกายนี่แสนล้านโกฏิชาติ จนเรานี่เชื่อแบบหัวยันตีนเลยว่าเป็นตัวเรา ...เกิดกี่ภพกี่ชาติๆ จิตนี่มันจะสร้างตัวนี้มาก่อนเลย แล้วหญิง-ชาย สวย-ไม่สวย  กายอดีต-อนาคตนี่ตามมา

แต่เบื้องต้นนี่มันสร้างกายสังขารก่อนแรกเลยคือ “ตัวเรา” ...แล้วเราจะเชื่อกายเรามากกว่า มหาภูตรูป ๔ ...กายที่เป็นมหาภูตรูป ๔ รู้จักรึเปล่า ดินน้ำไฟลม คือมหาภูตรูป ๔

หรือพูดง่ายๆ ภาษาวิทยาศาสตร์คือสสาร การประกอบขึ้นของสสาร ...คือภาษาพระ พระพุทธเจ้าท่านเรียก มหาภูตรูป ๔ คือดินน้ำไฟลม นี่มันเชื่อไอ้ “กายเรา” มากกว่า มหาภูตรูป ๔

แต่ว่าความเป็นมหาภูตรูป ๔ นี่ เขาแสดงโดยปกติวิสัยอยู่แล้ว ...จะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม เขาก็แสดงความเป็นลักษณะของสสารนั้นๆ ตามสภาพนั้นๆ เมื่อมีเหตุปัจจัยมากระทบมันอย่างนั้น

เช่น แข็งนี่ อยู่ดีๆ มันจะแข็งไม่ได้ ต้องมีการกระทบ มันจึงแข็ง...แข็งเจอแข็ง รู้สึกเวทนาเกิด ...นี้คือความเป็นจริงของกาย หรือความเป็นจริงของมหาภูตรูป...ซึ่งเป็นกายจริง ไม่ใช่กายหลอก

แต่เห็นตอนนี้ เห็นแค่นี้ ยังไม่เชื่อ...ว่ามันเป็นมหาภูตรูป หรือเป็นกายสักแต่ว่ากาย ...เพราะอะไร ...คือเราเชื่อ “กายเรา” มาแสนล้านชาติน่ะ จะมาเชื่ออย่างนี้ง่ายๆ ได้อย่างไร

มันจะเชื่อง่ายๆ ก็สบายไปแล้ว มันไม่ยอมง่ายๆ หรอก ...นี้คือความหมายมั่น นี้คือความยึดมั่นถือมั่น ยึดหน้า ยึดตัวถือตน ยึดเรายึดเขา ...มันยึดนะ มันเชื่อจนถึงขั้นยึด

ถ้าไม่มีอิทธิบาท ความพากเพียร ที่จะชะล้าง ...ก็บอกแล้วว่า เวลาฉีดน้ำในกำแพงนี่ มันไม่ได้เห็นตลอดหรอก  ด้วยอำนาจของสติสมาธิปัญญาเบื้องต้นนี่ มันเห็นแค่รอยกะเทาะแค่นิดหนึ่ง

มันก็เห็นแค่ ตรงนั้นจุดนึง..ตรงนี้จุดนึงๆ ...แล้วเดี๋ยวไอ้ตรงนั้น ถ้าไม่ได้ชำระต่อเนื่องนะ ก็ตะไคร่ขึ้นอีกแล้ว พอมาเริ่มทำใหม่ก็ต้องกะเทาะอีก..ทีละจุดๆๆ

แล้วพอทำไปได้หน่อย มันก็ว่า...“เหนื่อย เบื่อแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย” ...ก็หาช่องรอยแตกของกำแพง ออกทัวร์ จะออกทัวร์ซะหน่อย เปิดช่องให้จิต …นี่ ต้องปิดนะ


(ต่อแทร็ก 8/30  ช่วง 2)