พระอาจารย์
8/27 (550821C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
21 สิงหาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ทำไมท่านถึงบอกว่าพระโสดาบันหรือพระอริยะเบื้องต้นนี่
เป็นผู้ที่เข้าถึงศีล
ท่านไม่ใช่ว่าไม่ตบยุง ไม่โกหก
ไม่กินเหล้า ไม่พูดวาจาส่อเสียด หรือว่าวจีกรรม ๔ ...นี่
ท่านไม่ได้ว่าเข้าถึงศีลตรงนั้น ...ท่านเข้าถึงศีลคือปกติกายนี่แหละ
ท่านอยู่กับความปกติกายนี่ ค่อนข้างจะเป็นรูทีน
เข้าใจมั้ย ...หมายความว่าถ้าออกนอกนี้ไป ออกนอกกายนี้ ท่านก็รู้...ท่านรู้แล้วท่านกลับเลย
ไม่โอ้เอ้วิหารราย ไม่ลังเลสงสัย ไม่ปล่อยให้มันเนิ่นช้าเนิ่นนาน
แต่ไอ้การเผลอการเพลินนี่ยังมีอยู่บ้าง ...แต่ว่าเมื่อรู้ระลึกขึ้นมา ท่านกลับ ท่านอยู่ ท่านอยู่ที่กาย ท่านกลับแล้วก็รักษาความปกติกาย ...รักษาศีลยิ่งชีพ
นี่เป็นสันดานของพระโสดาบัน
มันเกิดสันดานนี้ขึ้นมา แทนสันดานหลงลืม เผลอเพลิน ออกนอก มันเป็นสันดานใหม่ ...เนี่ย
ถึงเรียกว่าพระโสดาเข้าถึงศีล มีศีลเป็นวิหารธรรม
เพราะนั้นคำว่าศีลหรือว่าปกติกาย ก็หมายความว่าเป็นเครื่องหมายของความเป็นคน ...ก็ถ้ารู้ว่านั่งมันก็ต้องรู้ว่าเป็นคนนั่ง
เป็นลักษณะของคนกำลังนั่งอย่างเนี้ย
ท่านก็รู้ตัวอยู่กับปกติกาย …ก็เป็นคนน่ะ ...ไม่ได้เป็นหมาใช่มั้ย ไม่ได้เป็นผีเป็นเปรต
ไม่ได้เป็นอสุรกาย ไม่ได้เป็นสัตว์นรก ไม่ได้เป็นวิญญาณเร่ร่อน
แต่ถ้าให้เราถามว่าตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้
พวกเรานี่...เป็นคนกี่นาที กี่ชั่วโมง หรือไม่ออกจากความเป็นคนเลย แน่ะ เห็นมั้ย ก็ส่วนมากจะตอบได้ว่าเป็นผีค่ะ อาจจะเป็นผีมากกว่าเป็นคน
เพราะนั้นในหนึ่งวัน...ถ้าดูดีๆ นี่ พวกเราเป็นคนไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์กันเลยนะ ...เห็นมั้ย พอไม่มีศีลนะ มันไม่มีเครื่องหมายแสดงความเป็นคนน่ะ
แล้วถ้ามันตายตอนนี้
ถ้ามันตายตอนที่ไม่ได้เป็นคนล่ะ ทั้งที่มันเป็นคนนะ เนี่ย มันจะเกิดเป็นคนรึเปล่า ...ไม่น่าใช่ เปอร์เซ็นต์ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ
เนี่ย จึงเป็นสาเหตุที่ท่านบอกว่า
พระโสดาบันท่านปิดอบาย ...เพราะท่านเป็นคนซะส่วนมาก...โดยตลอดอยู่กับภพปัจจุบัน
คือภพปัจจุบันท่านเป็นคน
ท่านก็รู้ว่าท่านเป็นคน เพราะท่านมีศีล อยู่กับปกติ ...แปลว่าถ้าตายตอนไหนก็เกิดเป็นคน
ไม่เกิดเป็นหมา ไม่เกิดเป็นสัตว์นรก
ไม่เกิดเป็นเปรต ไม่เกิดเป็นผี ไม่เกิดเป็นสัตว์อสุรกาย ...ส่วนจะเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมอะไรนั่นเป็นเจตจำนงส่วนตัว
ว่ากันไป
แต่ส่วนมากท่านจะไม่มีเจตนาเหล่านั้นหรอก
ก็จะตายปุ๊บก็เกิดปั๊บ ...เพราะว่างานยังไม่จบ จะมาเรียนรู้เรื่องขันธ์ต่อ
เพื่อทำความเป็นคนนี่ให้สมบูรณ์
เมื่อใดที่คนเป็นคน
รู้ว่าเป็นคนหรือว่าภพปัจจุบันโดยสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ด่างพร้อย ...นั่นน่ะเขาเรียกว่าเข้าสู่ความเป็นศีลวิสุทธิจริงๆ หรือกายวิสุทธิจริงๆ
จะถึงคำว่าจิตวิสุทธิ
จะถึงคำว่าวิมุติ นี่พระอรหันต์ พระอรหันต์นี่เป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์
ก่อนจะเป็นพระอรหันต์ต้องเป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน
เพราะนั้นการจะเป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์
ก็คือ...จริงๆ เป็นคนอยู่แล้ว แต่เป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์คือศีลนี่บริบูรณ์
สมาธิบูรณ์ ตั้งมั่นอยู่ที่กาย ไม่นอกปัจจุบันกายนี้
ปัญญานี่ มหาปัญญา
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในขันธ์ภายในกายนี้ ไม่มีที่ไม่รู้ ไม่มีที่ไม่เห็น ไม่มีที่ไม่ทัน
นั่น คำว่าเล็ดลอดออกไปโดยที่ไม่รู้ไม่เห็นนี่...ไม่มีเลย
ตัวสติก็จะเป็นมหาสติ
นั่นแหละคือความเต็ม เต็มเปี่ยม บริบูรณ์ ไพบูลย์ ...จิตก็เข้าสู่ความไพบูลย์
บริสุทธิ์ วิมุติ เป็นวิสุทธิจิต เพื่อความเข้าสู่วิมุติจิตและวิสุทธิจิต
เพราะนั้นถ้าต่ำกว่าพระอรหันต์ลงมานี่
ความเป็นคนนี่ ลดหลั่นกันไป ...พระอนาคาเหรอ 99.99 แล้ว เกือบเต็มแล้ว นอกนั้นน่ะเหลือประมาณซัก 80-70-40
อะไรอย่างนี้
ส่วนพวกเรานี่เหรอ (หัวเราะ) ...ต้องดูเอาเอง ...เพราะนั้นคติที่จะไปยังไม่แน่นอนเลย
แต่เมื่อใดที่เรารักษาศีลให้แนบแน่นขึ้น
แล้วจะชัดเจนเอง ตายตอนไหนเกิดตอนนั้น ไม่ไปค้างไม่ไปเติ่งอยู่ที่ไหนหรอก
แล้วมาทำงานต่อ...งานในมรรค ไม่ใช่งานหาเงิน ไม่ใช่งานสร้างชื่อเสียง
แต่เป็นงานในองค์มรรคคือเรียนรู้กาย ใจ
ขันธ์ เพื่อทำความเป็นคนให้สมบูรณ์ ...ชัดเจนในขันธ์ ๕
โดยไม่มีข้อแม้ข้อสงสัยในองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งในขันธ์ ๕ ทั้งรูปและนาม
นั่นแหละ แจ้งในขันธ์ ๕ ถ้าแจ้งเมื่อไหร่ก็จบเมื่อนั้นแหละ ...ซึ่งมันจะแจ้งต่อเมื่อเป็นมหาสมาธิ มหาปัญญา มหาสติ
มหาศีล...ศีลใหญ่ ศีลครอบโลกครอบจักรวาล ครอบอนันตาจักรวาล ถึงจะแจ้งกัน
แต่ตอนนี้มันยังไม่แจ้ง ก็ยังเป็นแบบ... 'ไอ้นี่เกิดขึ้น...อะไรหว่า ไอ้นี่มายังไงวะ อื๊อ ทำไมมันมาได้ ทำไมยังมาอีก
ทำไมยังไม่หายไปซะทีวะ' ...เนี่ย มันก็ไม่แจ้งน่ะสิ
มันยังไม่แจ้ง มันยังรู้ไม่จริง
มันยังเห็นไม่จริง มันยังเห็นไม่ตลอด มันยังเห็นไม่รอบ มันก็เกิดความลังเล
ไม่แน่ใจในขันธ์ ...'อะไร มันยังไง ของใครวะ' เนี่ย
แต่ก็ไม่หนีออกนอกนี้ ก็ดูไป รู้ไป
ดูไป ทำความสันทิฏฐิโก คือรู้เองเห็นเองไป เรื่อยๆ ด้วยความบากบั่น ไม่ท้อถอย ...นี่ มันเป็นวิสัยของอริยบุคคล จะอยู่ในวิสัยนี้
แล้วมันจะเงียบลงเรื่อยๆ
ภายนอกก็เงียบ ภายในก็เงียบ เงียบๆๆ เงียบจนถึงที่สุด ...ที่สุดคือมันหมดสิ้นซึ่งวจีสังขารน่ะ
คำว่าวจีสังขารนี่ ไม่ใช่แค่คำพูดที่ออกมานี้อย่างเดียวนะ แต่เวลาเรานึกแล้วเป็นภาษาขึ้นมานี่ นั่นแหละคือวจีสังขาร มันก็มีอาการ...ปากมาก
ข้างนอกอาจดูสงบ แต่ข้างในนี่ แจ๊ดๆๆๆๆ
วิพากษ์วิจารณ์พูดคุยของมันเองเรื่อย …นั่นน่ะเป็นวจีนะ เป็นวจีโดยมีภาษาสมมุติบัญญัติอยู่ข้างในนั้นน่ะ เหล่านี้
เพราะนั้น การดำเนินไปในมรรค จิตจะว่าง..จะเงียบ..จะเบาๆ ...จะว่างๆๆๆ …สันดานพระอริยะจริงๆ นะ ไม่พูดมาก ข้างใน...พอมันจะพูด...ไม่พูด ...ทันปั๊บ...ดับๆๆ
สมมุติจะเกิด บังเกิดขึ้น แล้วมีความหมายมั่นตามบัญญัติสมมุติ...จะทัน รู้ปั๊บ...ดับ สัญญาอารมณ์เกิดขึ้น...ทัน..ดับๆๆ ...มันจะว่าง จิตจะว่าง
ก็คงเหลือแค่กายกับใจ โด่เด่ๆ สองอัน ...ซึ่งต่อไปกายก็ไม่เป็นกายแล้ว
เห็นกายไม่เป็นกายแล้ว เป็นแค่กลุ่มก้อน ไม่มีทรวดทรงลักษณะ
ก็เย็นร้อนอ่อนแข็งน่ะ มันมีทรวดทรงมั้ย
นั่น ...แต่ว่ามันยังเห็นอยู่ที่ขา ที่แขน ที่มือ เหล่านี้ มันยังมีรูปมาประกบ เห็นมั้ย มันมาครอบลักษณะกายที่ปรากฏ
ต่อไปนี่ รูปพวกนี้แตกหมด
ไม่มีทรวดทรงแล้ว ...กายไม่มีทรวดทรง ไม่มีสัณฐานแล้ว ไม่มีทรวดทรง ไม่มีสัณฐาน
ไม่มีที่ตั้ง
มันเป็นอะไรลอยๆ จางๆ
เหมือนฝุ่นเกาะกลุ่มกัน ...นี่ไม่ใช่คิดไม่ใช่นึกนะ มันเห็นน่ะ มันเห็นอย่างนี้
มันเห็นขึ้นมาของมันเองอย่างนั้น
ไปหาความเป็นกายไม่ได้เลย เป็นก้อน
เป็นละออง เป็นอะไรจางๆ ความรู้สึกจางๆ ...ไม่มีบัญญัติสมมุติ มันทันหมดน่ะ มันเห็น...แล้วก็ไม่ว่า ไม่ว่าอะไร ไม่เข้าไปว่าอะไร
อวิชชา ปัจยา สังขารทั้งหลาย
ก็เริ่มน้อยๆๆๆ ลงไป ...ความหลงความเพลินไปตามสังขารปรุงแต่ง หรือว่าสังขารจิต
สังขารกาย สังขารขันธ์ทั้งหลายทั้งปวงก็ค่อยๆ หมดราคาไปตามลำดับ
จึงอยู่ด้วยความว่างเบาและจางคลาย
แล้วก็อยู่อย่างนี้ เห็นกระบวนการของมันเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ธุระของใคร ...ไอ้กลุ่มนี้
มันก็เห็น แรกๆ มันก็เห็นแค่นี้ พอเห็นอีกเดี๋ยวมันก็พลิกลงพลิกขึ้นๆ
พอมันเห็นบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ มันก็เริ่มอยู่เหนือขึ้นๆๆ
แล้วก็เห็นกลุ่มก้อนของขันธ์ ๕ เขาเรียกว่าเห็นรอบ ตลอดของขันธ์ ๕ ในก้อนนี้
มีทรวดทรงมีขอบเขต
แล้วก็ในทรวดทรงขอบเขตของกาย
มันมีไอ้นู่นวาบ ไอ้นี่วาบ ทั้งรูปทั้งนาม รูปก็วาบ นามก็วาบขึ้นๆๆ ...ก็ไม่สนใจ นี่ ไอ้ตัวเรามันกลายเป็นตัวรู้เห็น ...นี่ญาณ
มันก็เห็นกาย...เหมือนกับฝุ่นละอองในอวกาศอย่างเนี้ย
เหมือนก้อนอุกกาบาตลอยไปลอยมาในอวกาศ มันเป็นใคร ของใครวะ นี่ ไม่ใช่ของใคร ...มันก็คลายก็ถอย
เอ้า มีบางเรื่องโว้ย มันยังส่งมาแล้วยึดอยู่ ก็...เฮ้ย มันมีการให้ค่าให้ราคาแล้วยังทุกข์อยู่ ยังเป็นเรา มันก็จะยังแอบมามีโยงใย ...ก็ดูไปอย่างนั้น มันเห็น นี่ อดทนนะ
ช่างหัวมัน ...มันจะเป็นยังไง
มันจะไม่ไปไหน มันจะอยู่ มันจะเกิดแล้วไม่ดับ หรือจะดับแล้วไม่เกิด ก็ไม่สนใจ ...นี่ มันก็ค่อยๆ
เลาะพังผืดที่มันยืดยึดอยู่ออก มันก็ลอยสูงขึ้นๆ
วันก่อนญาติโยมเขาใส่เสื้อมามีเขียนว่า "จิตหลุดพ้น" นี่มีแต่ชื่อ รู้จักคำว่าจิตหลุดพ้นรึยัง ...มันหลุดพ้นอย่างนี้ มันก็หลุดๆๆ มันพ้นออกมา
เหนือขันธ์ เหนือโลกอย่างนี้ ...แต่มันยังไม่ขาด
แล้วพอออกมา...มันไม่เอา มันก็เริ่มห่างๆๆ ...ห่างพอถึงที่สุดมันก็ขาดผึง เป็นอิสระ ... คราวนี้ รู้เห็น..ใจรู้ใจเห็นมันก็ขาดโยงใย
เป็นสมุจเฉท …ทีนี้มันไม่พลิกขึ้นพลิกลงแล้ว
มันก็ต่างอันต่างอยู่
ท่ามกลางความว่าง สุญญตา ...เหมือนกับโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ แล้วก็มีก้อนอุกกาบาต
มีฝุ่นละออง มีดาวเคราะห์น้อยใหญ่หมุนวน ท่ามกลางอวกาศ
มันเป็นธุระของใครล่ะ โลกนี่ เป็นของใคร ...ก็เป็นก้อนลอยไป สวะลอยไปลอยมา ที่ชนกันไปชนกันมาในอวกาศ เป็นใครล่ะฮึ...ก็ไม่เป็น
เนี่ย
แล้วความจริงที่สุดคืออะไร ...ก็มันตั้งอยู่บนอะไรล่ะ มีอะไรล่ะ ...ขอบเขตไม่มี ไม่มีขอบเขตนะ...อนันตมหาสุญญตานี่
(ต่อแทร็ก 8/27 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น