พระอาจารย์
8/33 (add550520A)
20 พฤษภาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 8/33 ช่วง 1
คือวิถีแห่งการดำเนิน อบรม เพื่อให้เกิดการเข้าไปเรียนรู้ธรรมชาติ ...แล้วถ้าดำรงอยู่ในองค์มรรค หรือดำเนินอยู่ในวิถีแห่งมรรคด้วยความต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ขาดสาย จะเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นพร้อมทั้งยอมรับ
ไอ้จิตที่มันเคยดักดานนี่
ไอ้จิตที่มันเคยคิดเอาเอง มีความเห็นของมันเอง วิเคราะห์ของมันเอง ตัดสินของมันเอง
ว่าอันนี้ใช่ อันนั้นถูก อันนี้ผิด ...พวกนี้มันจะเปลี่ยน มันจะเปลี่ยนความเห็นต่างๆ
พวกนี้ไป
เนี่ย เรียกว่าปัญญา มันเกิดปัญญาขึ้น
...เพราะนั้นปัญญาไม่ใช่ว่าไปสร้างขึ้น
หรือไปคิดวิเคราะห์ให้เกิดปัญญาเหมือนกับอาจารย์สอนเด็กให้มีปัญญา ด้วยการท่องจำ
คิด วิเคราะห์
แต่ว่าปัญญานี่...ในทางพุทธศาสนา
ปัญญาที่พระพุทธเจ้าต้องการ คือการที่สอนให้จิตมันเรียนรู้สิ่งที่ปรากฏนี้
ด้วยสภาวะที่เป็นกลาง
ไม่เข้าไปหาเหตุหาผล
ไม่เข้าไปอ้างเหตุอ้างผล ไม่ต้องเข้าไปหาถูกหาผิด ไม่ต้องไปเอาถูกเอาผิด ...ให้จิตมันรับรู้รับทราบสภาวะต่างๆ
ที่ปรากฏนี้ด้วยความเป็นกลาง
ถ้าภาษาแบบฟังง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก็คือรู้เฉยๆ
ให้รู้เฉยๆ กับทุกสิ่งที่ปรากฏ ให้มากที่สุด ให้เฉยมากที่สุดไว้ก่อน ...เพราะแรกๆ
มันจะไม่เฉย...ไม่ยอมเฉย
มันมีความถือตัวมัน...จิตนี่
มันมีความถือตัวในความรู้ของมัน มันมีความถือตัว ถือดี อวดดี อยู่ในตัวของมันเอง ...มันไม่ใช่ยอมง่ายๆ
หรอก
เพราะนั้นการปฏิบัติ
เบื้องต้นนี่เราจะต้อง..ไม่ใช่ไปสู้รบตบมือกับใคร ตบมือสู้รบกับตัวเองนั่นแหละ
กับจิตเจ้าของนั่นแหละที่มันไม่ยอม
มันไม่ยอมที่จะหยุดคิด
มันไม่ยอมที่จะหยุดให้ความเห็น มันไม่ยอมที่จะหยุดหาเหตุหาผล
มันไม่ยอมที่จะหาความถูกต้องที่สุด ...ตรงเนี้ย มันยากตรงนี้
มันติดเหตุและผล
มันต้องมีอะไรมารองรับ มันต้องมีอะไรที่มันเป็นสมมุติฐานที่สามารถยืนยันได้
จะมาลอยๆ ไม่ได้ มันจะติดตรงนี้...ติดความรู้
มันจะติดความรู้ ในสิ่งที่มันรู้
แล้วมันอยากจะรู้ และมันจะให้รู้ยิ่งขึ้นไปอีก ...ถ้าพูดภาษาเราก็ว่า ขี้โลภ โลภมาก โลภมากในความรู้ ...ชื่อก็บอกแล้วว่าอยากรู้
ก็มันอยากรู้น่ะ มันอยากรู้โดยไม่มีเหตุผลน่ะ มันอยากรู้อ่ะ
ทำไงล่ะ...พระพุทธเจ้าเลยบอก
อยากรู้ก็ไม่ต้องรู้ โง่เข้าไว้ ให้รู้โง่ๆ ให้รู้เฉยๆ ให้รู้แบบไม่เอาเหตุเอาผล
เพราะอะไร ...เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าธรรมชาตินี้เป็นสภาวะที่นอกเหตุเหนือผล
ไม่สามารถเอาเหตุเอาผลมายืนยันกับมันได้หรอก
อยู่ดีๆ ฝนมันตกลงมานี่ หาเหตุผลมาหน่อย
เอาให้ตรงนะ ไม่มีใครตอบได้ ...อยู่ดีๆ แผ่นดินไหว จะเอาเหตุเอาผลไหนมารองรับ
จะเอาหลักวิชาการไหนมามันก็แค่สุ่มๆ คะเนเอา
แต่ไม่มีทางหรอกที่จะเอาเหตุผลมารองรับมันได้ในสภาวะธรรมชาติ
เพราะมันขึ้นกับเหตุและปัจจัยที่นอกเหนือจากการควบคุม
นอกเหนือจากการที่จิตของมนุษย์ปุถุชนจะเข้าไปหยั่งถึง
นี่ ยกเว้นพุทธะ
ยกเว้นพระพุทธเจ้าองค์เดียว ...แต่พระพุทธเจ้ารู้แล้วท่านก็ยังบอกว่า ไม่จำเป็นต้องรู้เหมือนท่านรู้ ...เพราะไม่มีประโยชน์...มีแต่ความไม่จบสิ้น
เหมือนเขาถามกันว่าไก่กับไข่ใครเกิดก่อนกัน
ตอบไม่ได้หรอก หรือถามว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาอย่างไร มันก็ตอบไม่ได้
โลกนี้ตั้งมาอย่างไร มันก็ตอบไม่ได้
ถึงตอบได้ ถึงรู้ไป
ถามว่าแล้วมันได้อะไร ถ้าความรู้นี้มันเข้าไปสู่มรรคผลนิพพาน
หรือเข้าไปสู่ความดับโดยสิ้นเชิงไม่กลับมาเกิดอีก
พระพุทธเจ้าบอกว่าก็น่ารู้อยู่หรอก
แต่ถ้ารู้แล้วมันไม่ได้มรรคได้ผล
มันมีแต่ความสงสัยและลังเล ไม่แน่ใจ หาความแน่นอนไม่ได้ พระพุทธเจ้าบอกว่า
อย่าไปรู้ซะดีกว่า
ท่านเลยให้ละความสงสัยทั้งหลายทั้งปวงลงไป ให้กลับมาอยู่กับรู้...ให้มาอยู่แค่รู้ ไม่ออกนอกรู้นี้ไป
พูดง่าย ฟังก็ง่าย...ทำยาก ยากมาก
จนถึงที่สุด ...แต่ไม่เกินกำลังของมนุษย์ที่ตั้งใจ ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่มาตรัสรู้บนโลกมนุษย์หรอก ...เพราะท่านรู้แล้ว ดูแล้ว..ทำได้
ที่ไม่ได้คือจิตมันบอก
ที่ไม่ได้คือจิตมันห้าม ...จิตเราเองนั่นแหละเป็นตัวขัดขวางการปฏิบัติธรรม
ขัดขวางการเจริญขึ้นในองค์มรรค อย่าไปโทษคนอื่นเลย โทษจิตของเราเองนั่นแหละ
แล้วเราไม่ทันจิตของเราเอง
มัวแต่หลงคิดหลงปรุง สร้างเหตุและผล นั่น มันสร้างมาทำให้เกิดความท้อแท้อ่อนแอ ไม่สู้ ไม่เอา
ไม่ได้ ...นี่ มันจะสร้างขึ้นมาอย่างนี้
ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ให้เชื่อในมรรค
ให้เชื่อว่าเราทำได้ทุกคน ...อยู่ที่ความตั้งใจที่จะอยู่กับสติ
ที่จะอยู่กับการรู้ตัวเสมอ ไม่ไปรู้ที่อื่น ไม่พยายามแส่ส่ายออกไปหาอะไรรู้
เพราะไอ้ที่รู้ ไอ้ที่เคยรู้น่ะ
มันมากเกินไปแล้ว มากจนสับสนแล้ว ...ไม่สังเกตเหรอ เริ่มลงมือปฏิบัตินี่
มันยังลงมือปฏิบัติไม่ได้เลย เพราะติดที่ไม่รู้จะเอาอะไรมาปฏิบัติ
เพราะมันรู้มากเกินไป จนงง
จนสับสนไปหมดว่า วิธีการไหนดีที่สุดวะ …เพราะนั้นการปฏิบัตินี่
ไม่ต้องคิดมากๆ อย่าคิดมาก ให้คิดให้น้อย ทำให้เยอะ
คือรู้ลงไปเลย รู้ตรงนี้เลย
ไม่ต้องคิด ...ถ้าคิดล่ะไม่ได้ทำ จนตายนู่น ใกล้ตายแล้วถึงเริ่มคิดจะทำ
เพราะมันหมดเวลาจะทำแล้วมันถึงคิดได้ว่า เออ ต้องทำแล้วโว้ย
ถ้าคิดล่ะไม่ได้ทำแน่ๆ
ถ้าคิดแล้วจะยาก ถ้าคิดแล้วก็จะทำไม่ได้ ...แต่ถ้าไม่คิดแล้วก็รู้มันตรงนั้นน่ะ ทำได้เลย
เพราะการปฏิบัติมันไม่ได้ขึ้นกับอะไร
ไม่ได้ขึ้นกับเวลา สถานที่
สิ่งแวดล้อม กรรมวิบาก ความน่าจะเป็น ความไม่น่าจะเป็น ไม่มีอ่ะ ...มันขึ้นอยู่กับสติ
มีสติเดี๋ยวนี้มั้ย รู้ตัวมั้ย รู้มั้ยเดี๋ยวนี้กำลังมีอะไรปรากฏอยู่ในขณะนี้
ถ้าคิดน่ะมันไม่เห็นหรอกว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร
มันก็จะมีแต่ในความคิดที่มันคิดไปเรื่อยเปื่อย ...แต่มันจะไม่เห็นเลยว่า เดี๋ยวนี้
ตามความเป็นจริงแล้วมีอะไรปรากฏอยู่นี่
นี่คือหน้าที่ของสตินะ
เพื่อให้มันเกิดการระลึกแล้วกลับมารู้ลงในปัจจุบัน …ทำไมต้องรู้อยู่ในปัจจุบัน ทำไมต้องรู้ลงกับปัจจุบัน
เพราะความเป็นจริงนั้นมีอยู่ในปัจจุบัน
ความเป็นจริงไม่ได้มีในอดีต
ความเป็นจริงไม่ได้มีในอนาคต ความเป็นจริงไม่ได้มีในความคิด
ความเป็นจริงไม่มีในความเห็น
ทุกอย่างที่เป็นอดีตอนาคต
ความคิดและความเห็น นั่นคือการปรุงแต่งขึ้นของจิตที่ไม่รู้ …เพราะไม่รู้ มันจึงหา เพราะไม่รู้ มันจึงสร้างอะไรๆ
ขึ้นมา
เพราะมันสงสัย มันจึงสร้าง มันจึงค้น
มันจึงไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักคำว่าพอดี ...เพราะมันไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันจะได้อะไร
ไม่รู้ว่ามันจะเจออะไร ไม่รู้ว่ามันจะได้อย่างนั้นไหม
ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไหม
นั่น จิตมันจึงเกิดขึ้นเพราะมันไม่รู้
มันจึงไม่จริง …แล้วอะไรจริง ...ก็บอกว่าอยู่ในปัจจุบัน
ได้ยินเสียงเรานี่จริง เสียงนี้จริง ตาเห็นรูปนี่ กระทบอยู่ตอนนี้ นี่จริง
ปัจจุบัน นั่งอยู่นี่
มีกายนั่งอยู่นี่ แล้วรู้สึกว่าลมพัดเย็นนี่ กายนี้จริง เย็นนี้จริง ตึงๆ แข็งๆ
อยู่ตรงนี้จริง ...ไอ้กายที่อยู่ที่บ้านนี่ไม่จริงแล้ว มันดับไปแล้ว
มันจะมีขึ้นเมื่อคิดถึง
เมื่อคิดแล้วมันจะมีรูปกายที่อยู่ที่บ้านเกิดขึ้น แต่รูปนั้นไม่จริง ดับไปแล้ว...ไม่เอา
อะไรที่ไม่จริง..ไม่เอา ...นี่ เบื้องต้นนี่ละไว้ก่อน
พยายามทวน
ให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ให้มารู้ความเป็นจริงในปัจจุบัน ...ยังไม่รู้อะไรหรอก
ให้มันมาอยู่กับปัจจุบันก่อน
ยังไม่เกิดปัญญาหรอก
แต่มันเป็นการกรุยทางวางรากฐาน เพื่อจะมาสืบค้นความเป็นจริงต่อไป …ไม่ใช่ว่ากลับมาอยู่ตรงนี้แล้วจะเกิดปัญญาทันทีเลย
ปล่อยวางได้เลย เข้าใจทุกอย่างเลย...ยัง
มันยังอยู่ไม่จริง
มันยังตั้งลงไม่จริงในปัจจุบัน
มันยังไม่มีกำลังพอที่จะไปสืบค้นความเป็นจริงในปัจจุบัน ...อยู่ได้ปล้อบๆ แปล้บๆ
ไปแล้ว อยู่ได้แป๊บนึง ไปแล้ว
แล้วมันจะเอากำลังที่ไหนล่ะมาสืบหาความเป็นจริงนี่ในปัจจุบัน ...อยู่ได้ขณะนึงแป๊บนึง
ไปแล้ว ร่อนเร่พเนจรตามอาการของจิต ที่ใฝ่รู้ ค้นหา
หรือเผลอเพลินไปกับเรื่องราวของสัตว์บุคคลอื่น
รวมถึงตัวเองด้วยที่อยู่ในอดีตอนาคต มันไปอยู่กับความไม่จริงทั้งวันเลย
ทั้งวันนี่อยู่กับสิ่งที่ไม่จริงเลย ทั้งวันนี่อยู่กับอะไรที่ไม่มีสาระเลย
แต่พอบอกให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
มันเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่เป็นยาขมน่ะ เป็นสิ่งที่ฝืดฝืนเหลือเกิน
เป็นสิ่งที่ไม่สนุก ไม่น่าเพลิดเพลิน เป็นของยากไปสำหรับจิต...จิตเรานะ
เนี่ย
มันถึงไปมรรคผลนิพพานไม่ได้สักคนน่ะ เพราะมันไม่สามารถจะทานอำนาจของความอยาก...ที่มันจะให้ออกนอกปัจจุบันไปได้
พอตั้งอกตั้งใจทำได้สักระยะนึง
ห้านาทีสิบนาที เดี๋ยวมันก็มีความคิดขึ้นมาว่า ถ้าอยู่อย่างนี้เดี๋ยวทำงานไม่ได้นะ
เดี๋ยวสอนหนังสือไม่รู้เรื่อง
เดี๋ยวคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
เดี๋ยวคนอื่นเขาจะไม่เข้าใจเรา
เดี๋ยวจะอยู่ในสังคมนี้ไม่ได้ ...ไม่เอาแล้ว กลับไปบ้าเหมือนเดิม
กลับไปไร้สาระเหมือนเดิม
เพราะเวลาที่อยู่แบบไร้สาระ ไม่มีสาระ
แล้วรู้สึกว่ามันกลมกลืนกับโลกดี เหมือนโลกนี้เป็นที่เกิดที่ตายของมัน...กูไม่ยอมไปอ่ะ
คือผูกขาดจองเลย
(ต่อแทร็ก 8/34)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น