พระอาจารย์
8/3 (550519A)
19 พฤษภาคม 2555
พระอาจารย์ – ต้องเข้าใจหลักของไตรสิกขานี่ให้ดีๆ ไล่มาตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องเข้าใจว่าเมื่อมีศีล...สมาธิจึงจะเกิด มีสมาธิ...ปัญญาจึงจะเกิดตามมา จะไปเอาสมาธิ ปัญญาลอยๆ ไม่ได้ ...มันเลื่อนลอยเกินไป คือไม่มีรากฐาน
จะเอาปัญญาแบบเอารู้ล้วนๆ แล้วก็ "ละ" เลย ...มัน “ละ” เลย แล้วก็ “ละเลย” เนี่ย พอละตอนนั้นเดี๋ยวก็ “ละเลย” หมด ... มันไม่มีฐานแล้วมันจะลอย ลอยมันก็หลง โมหะเข้าแทรก มันก็ควาน มันก็สงสัย มันก็ตกอยู่ใต้อำนาจความสงสัยอย่างนั้น
ว่าทำยังไงมันถึงจะรู้อยู่ได้นานๆ ...ก็หาอยู่นั่น สงสัยอยู่นั่น
ตัณหาครอบงำ เพราะมันไม่เป็นไปตามองค์มรรคที่ประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญา
ศีลไม่มี ศีลบกพร่อง ศีลไม่ต่อเนื่อง ... ศีลนี่ไม่ใช่ศีลบัญญัติ ไม่ใช่ศีลสมมุติ
ศีลคือปกติกายใจ
ปกติกายท่านเรียกว่าศีล ... เพราะนั้นศีลนี่มันมีอยู่แล้ว
คือความเป็นปกติกายน่ะมันมี มันมีมาตั้งแต่เกิดเลย...ทุกคน...ไม่จำเพาะคนพุทธ
จะชาติศาสนาไหนมันก็มีความปกติกายน่ะ แต่มันไม่รักษา
ก็ต้องมารักษาศีลมากๆ คือการรู้ความเป็นปกติกาย เห็นความปกติกาย
ด้วยสติ...ให้ต่อเนื่อง เมื่อใดที่รู้กายต่อเนื่อง
เมื่อใดที่รู้กายได้มากในหนึ่งวัน เห็นกายได้มากในหนึ่งวัน ให้ดูเอาเหอะ จิตมันจะตั้งมั่น
จิตตั้งมั่นหมายความว่า รู้ก็ชัดขึ้น
กายก็ชัดขึ้นในของสองสิ่ง ... เบื้องต้นมันจะแยกออกเอง
แล้วมันก็จะอยู่ในความเป็นปกติ ใจก็เป็นกลางๆ จิตก็เป็นกลางๆ ปัญญามันก็เกิด
เพราะนั้นสิ่งที่ปัญญามันจะเกิด...เบื้องต้นเลย
มันต้องเห็นกายตามความเป็นจริง ไม่ใช่เห็นกายแบบผิดๆ มันต้องแก้ที่จุดนี้ก่อน แก้จิตรวมก่อน
ให้มันมารู้กาย เห็นกาย ด้วยความเป็นปกติกายนี่แหละ คือเห็นกายเป็นสิ่งที่จริง
ไม่ใช่เห็นกายเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่รู้กายเป็นอย่างอื่น
เพราะถ้าเราไม่อยู่ในองค์ศีลนี่
มันจะเห็นกายเป็นอย่างอื่น เข้าใจมั้ย
โยม –
อาจจะเห็นเป็นนิมิตอะไรอย่างนั้นใช่มั้ยคะ
พระอาจารย์ – มันไม่ต้องนิมิตน่ะ ... เห็นกายเป็น
“เรา” เห็นกายเป็นชาย เห็นกายเป็นหญิง เห็นกายเป็นสวย เป็นไม่สวย เห็นกายเป็นชื่อนั้นชื่อนี้
เนี่ย มันเห็นกายเป็นอย่างอื่นในชีวิตประจำวัน มันไม่ได้เห็นปกติกาย
คือไม่ได้เห็นกายตามความเป็นจริง ไม่ได้เห็นกายที่เป็นศีล ในความเป็นปกติศีล
เพราะนั้นเมื่อเรารักษาศีลด้วยสติ
มันก็จะเห็นปกติกายเป็นกายจริงๆ เข้าใจมั้ย ... เข้าใจคำว่ากายจริงๆ มั้ย
โยม – คือร่างกายธรรมดา มีแขนขา
พระอาจารย์ – ไม่มีแขน ไม่มีขา แขนขามันเป็นสมมุติ ตัวมันบอกว่ามีแขนมั้ย
โยม – ไม่บอก
พระอาจารย์ – ตัวมันบอกมีขารึเปล่า
โยม – ไม่ได้บอก
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละ กายจริงๆ นั่นน่ะปกติกาย ...ตอนนี้ก็มีปกติกายนี่ ไม่ต้องไปพูดไปบอก
...ก็ถึงบอกให้รู้เฉยๆ ลมพัดนี่...เย็น อะไรเย็นไม่รู้ มันรู้สึกว่าเย็นพอแล้ว
จริงๆ น่ะคำว่าเย็นก็ไม่มี ก็เป็นแค่ความรู้สึกที่ปรากฏ นี่คือความปกติของกาย
ให้สติมาระลึกรู้บ่อยๆ
ในความเป็นปกติกาย ตึง แน่น ไหว นิ่ง แข็ง อ่อน เบา หนัก เคลื่อน เลื่อน พวกนี้ มันมีมั้ย
โยม – มี
พระอาจารย์ – มีทั้งวันเลยใช่มั้ย ... แต่มันดูไม่เห็น ดูไม่ตลอด ถึงบอกว่าศีลมันไม่ต่อเนื่อง
เมื่อศีลไม่ต่อเนื่องนี่
ความเห็นผิดในกายมันก็จะมีอยู่ตลอดเวลาที่มันไม่เห็นความเป็นปกติกาย มันก็จะมีการให้ค่าให้ความหมายตามบัญญัติ ตามสมมุติ
ตามมิจฉาทิฏฐิ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ว่าเป็นสัตว์บุคคล ว่าสวยว่าไม่สวย ว่าดีว่าไม่ดี ว่าเป็นคุณว่าเป็นโทษ
ตัวนี้มันเกิดจากจิตไม่รู้มันเข้ามาทาบมาทา
มาครอบมางำ ทำให้กายนี้มันบิดเบือนไป มันปกปิดกายตามความเป็นจริง … ต้องแก้ตรงนี้ก่อน
อันอื่นไว้ทีหลัง เอา “ตัวเรา” ก่อน
แก้ที่ “ตัวเรา” ก่อน มันยังเห็นกายเป็น “ตัวเรา” อยู่
มันยังเป็นกายเป็น “ของเรา” อยู่ ... แก้ปัญญาอะไรไม่ได้หรอก
ทุกเรื่องมันก็เป็นไปด้วย “เรา” หมด ใช่ป่าว ... การภาวนา ผลของการภาวนา ก็เพื่อ “เรา” หมด ...
มันไม่หยุดหรอก มันจะไม่หยุดง่ายๆ หรอก ถ้ายังมี “เรา” อยู่ ถ้ายังมีอดีตของเรา อนาคตของเราอยู่
เมื่อใดที่เรามาเห็นความเป็นเราไม่มี
กายเราไม่มี ตัวเราไม่มี หรือน้อยลงไป กระบวนการของจิต
กระบวนการของกิเลสจะน้อยลง กระบวนการปรุงแต่ง
กระบวนการแสวงหา สร้างอดีต สร้างอนาคตน้อยลง เพราะไม่มีเรา เพราะเราน้อยลง
เพราะความเป็นของเราน้อยลง
มันต้องแก้ตรงนี้ก่อน ที่เหตุแรกก่อน ... พอมันเริ่มจางคลายไปปุ๊บนี่
ต่อจากนั้นอาการของจิต อาการทางนาม อาการทางกิเลส มันจะอยู่ในกำมือ หมายความว่ามันจะเกิดการรู้เท่าทันได้เร็ว
ได้ชัด ได้มากขึ้น แล้วก็รู้ทันขณะแรกเริ่มที่มันเกิด
ก็จะเห็นความดับไปชัดเจน ในนามทั้งสี่ หรือพูดโดยรวมก็คือจิตสังขารนั่นเอง
แต่ในขณะที่เรายังไม่มีรากไม่มีฐานที่เพียงพอนี่
ไปไล่ตามจิตน่ะไม่ทันหรอก แล้วจะไปรักษาตัวรู้ลอยๆ
ก็ไม่ได้ มันต้องกลับมาแก้ที่ “ตัวเรา”
ก่อน คือตัวสักกาย ...ไม่ใช่ว่าเห็นจิตเกิดดับแล้วมันจะละสักกายได้ มันละไม่ได้หรอก
มันยังไม่เข้าใจเรื่องของกายเลย ... ทุกอย่างมันทำปฏิบัติก็กลับมาสู่
“ตัวเรา..ของเรา” อยู่ดีแหละ ก็ยังมี
“เรา” เป็นผู้ปฏิบัติ แล้วก็ปฏิบัติเพื่อให้ “เรา” ได้ พอไม่ได้ก็เสียใจ พอได้ก็ดีใจ ใครดีใจล่ะ... “เรา” ใครเสียใจ...ก็ “เรา” อีกแหละ ใครสงสัย...
“เรา” ใช่มั้ย
ก็ถ้าไม่มีเราหรือเรามันน้อยลง
อาการพวกนี้ไม่มีหรอก ไม่ทุกข์กับการปฏิบัติหรอก ... ไม่มีเราหา ไม่มีเราทำ หรือความที่ “เรา” ไปหา “เรา” ไปทำ มันจะน้อยลง เมื่อมันน้อยลงมันจะไปไหน มันก็อยู่ตรงนี้ อยู่ในปัจจุบันกาย
อยู่ในปัจจุบันรู้ ไม่ไปไหน
เมื่อใดที่มันอยู่ในปัจจุบันกาย
ปัจจุบันรู้ แล้วมันจะอยู่ด้วยภาวะที่เท่าทันอาการจิต เพราะนั้นจิตนี่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ให้ดู
กิเลสไม่ใช่เป็นสิ่งที่ให้ดู ... แต่เป็นสิ่งที่ให้เห็นแล้วก็ละ ...ละโดยไม่มีเงื่อนไข เลย
แต่มันจะละเลยโดยไม่มีเงื่อนไขได้นี่
มันต้องอยู่ในองค์มรรคที่แท้จริง ... ถ้ายังหามรรคไม่เจอ
หรือยังไม่อยู่ในองค์มรรคนี่ มันยังละอะไรไม่ได้หรอก มันยังไม่เป็นปหานตัพพธรรม การที่จะเป็นปหานตัพพธรรมได้ ต้องปหานในองค์มรรค
ถ้าอยากรู้ว่ามรรคคืออะไร...รู้กายรู้ใจ
อยู่ที่กายปัจจุบันกับรู้เห็นกายปัจจุบัน อยู่ตรงนี้ แล้วมรรคมันจะชัดเจนขึ้น...ว่านี่เป็นทาง
ว่ากายใจนี่เป็นทาง ถ้าออกนอกกายใจนี้ คือออกนอกองค์มรรค
ถ้าลืมออกไปนี่ ขาดศีล...สมาธิไม่เกิด
ปัญญาไม่เกิด
คนทั่วไปละเลยกาย ใครละเลยกายคือละเลยศีล ศีลไม่รักษา จะเอาแต่ปัญญา จะเอาแต่สมาธิ
ลืมไปเลยว่ามันออกนอกกรอบ ออกนอกกรอบมรรค
กายนี่เหมือนกับเฟรมรูปภาพ อย่าให้มันล้น อย่าให้มันล้นกรอบรูปนี้ เพราะถือว่ากรอบรูปหรือเฟรมรูปภาพนี่คือขันธ์ห้า
มันรวมอยู่ในนี้ ... ถ้าออกนอกนี้มันเกินขันธ์ห้าหมดเลย
อดีตอนาคตก็ไม่ใช่ ธรรมที่ละเอียด ธรรมที่ประณีตก็ไม่ใช่ สภาวธรรม มรรคผลนิพพานก็ไม่ใช่ มันออกนอกเฟรมนี่ ล้น เกินหมด ออกนอกมรรคหมดเลย
ถึงบอกว่าศีลนี่เป็นรั้ว เหมือนรั้ว ท่านเปรียบว่าศีลเป็นรั้ว...ไว้กางกั้น
กางกั้นอะไร...จิตที่จะไปข้างนอก กางกั้นอะไร...จิตที่จะมาจากข้างนอก คนอื่น รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มันจะผ่านเข้ามาทางอายตนะ เห็นมั้ย มันเป็นรั้วที่กรอง ถ้าไม่มีรั้วนี่ มันเปิดช่อง มันทะลุออกหมด
เพราะนั้นศีลเป็นรากฐานของธรรม ...ศีลก็มาจากคำว่าศิลา ศิลาก็มาจากแผ่นดิน ศิลากับหินก็หมายความว่าเป็นที่รองรับของธรรมทั้งหลายทั้งปวง ... ถ้าไม่มีแผ่นดินยืน มันก็ลอยอยู่ในอากาศ
เคว้งคว้าง เลื่อนลอย จับอะไรไม่ถูก
นึกอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่เป็น
หาอะไรอยู่...เลิก สลัดทิ้งซะ รู้ตัว...กลับมารู้ลงที่ตัว
กลับมารักษาศีล กลับมารู้ความปกติกาย กลับมาเห็นความปกติกาย...เพื่อแยบคาย
เพื่อให้เกิดปัญญาที่แยบคายในกาย ว่านี้เป็นเราหรือไม่ใช่เรา
ว่านี้เป็นของเราหรือไม่ใช่ของเรา
ทำอันนี้อย่างเดียวน่ะ
อย่างอื่นไม่ต้องทำหรอก สภาวะละเอียดประณีตขนาดไหนไม่สนน่ะ
ถ้ายังไม่หมดจากความเป็นเราหรือว่าเห็นความเป็นจริงว่ากายนี้ไม่ใช่เรานี่
ไม่ต้องสนใจงานอื่น งานอื่นไว้ที่หลัง
เอางานหลักก่อน
สังโยชน์เบื้องต้นน่ะ พระพุทธเจ้าก็บอกไว้แล้วตามขั้นตอน ใช่มั้ย รู้จักมั้ยสังโยชน์เบื้องต้น สักกายทิฏฐิ เห็นกายนี้ผิดๆ
นั่นล่ะสักกายทิฏฐิ เห็นกายนี้ว่าเป็นเรา เห็นกายนี้ว่าเป็นตัวเรา เห็นกายเห็นจิตนี้เป็นเรา เป็นของเรา นี่เป็นเบื้องต้น
สังโยชน์เบื้องต้น มีสามตัว
คือมีสักกายตัวนึง แล้วก็วิจิกิจฉา สงสัย ... ใครสงสัย ก็'เรา'สงสัยอีกนั่นแหละ ก็'เรา'มาจากไหน ดูสิ ต้องแก้ตรงนี้ ... เมื่อมีสักกายทิฏฐิ
มีวิจิกิจฉา แล้วมันก็ต้องมีสีลัพพตปรามาส รู้จักมั้ย สีลัพพตปรามาส ลูบคลำในวัตรและศีล รู้จักคำว่าลูบคลำมั้ย ในวัตรและศีล
เคยเห็นคนตาบอดมั้ย
แล้วถ้ามีคนบอกว่าไปทางนั้นดี ทางนี้ดี...ก็ไป แต่มันไปด้วยความไม่เห็นอะไรเลย ...นี่ลูบคลำ การปฏิบัติทั้งหมดจึงเป็นการลูบคลำ เข้าใจมั้ย ที่เคยถือ ที่เคยเข้าใจเอาเอง
ที่เคยฟังเขาบอกว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้
ก็กลายเป็นลูบคลำในการปฏิบัติ
แล้วไอ้ตัวที่ลูบคลำในการปฏิบัตินี่
มันจะมาสงเคราะห์ให้เกิดความสงสัยลังเล เมื่อเกิดความสงสัยลังเลปุ๊บ
มันก็จะเกิดความเป็นเรา ตัวเรา ที่จะต้องทำอะไรให้มากขึ้นกว่านี้อีก เห็นมั้ย
มันเป็นกิเลสร้อยรัดเบื้องต้นเลยของนักปฏิบัติ มันจะต้องเจอสามตัวนี้ก่อน
พอเริ่มปฏิบัติปุ๊บมันก็เอาสักกายนี่ไปปฏิบัติ
คือเอา “เรา” เข้าไปปฏิบัติ ... แล้วเคยได้ยินมาอ่านตำรามาก็ทำตามนั้น
แล้วก็รอรับผล ได้บ้างไม่ได้บ้าง สงสัยใหม่
ได้บ้างไม่ได้บ้าง สงสัยอีก ได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็สงสัยแล้วทำใหม่อีก นั่นแหละเขาวงกต
ยังไม่รู้จักเลยว่ามรรคอยู่ไหน ไม่รู้จักด้วยว่าศีลอยู่ไหน สมาธิคืออะไร
จะเอาแต่สงบอย่างเดียว ปัญญาก็จะเอาแต่เกิดการละการวางอย่างเดียว
มันจะละวางได้ยังไง “เรา” ยังอยู่ทั้งแท่ง ยังจะเอาอยู่นั่น “เรา” จะเอาการละ “เรา” จะเอาการวาง ยังมี “เรา” อยู่ตรงนั้นน่ะ เพราะนั้นการละการวางมันเลยกลายเป็นแค่หลอกๆ
เขาเรียกว่าเป็นชั่วคราว มันแก้อะไรไม่ได้จริงหรอก มันต้องแก้ที่ “ตัวเรา”
พอพูดว่า “ตัวเรา” มันมาที่ไหนก่อน
หือ พื้นๆ เลย มาที่ตัวก้อนธาตุนี่ก่อนเลย
หน้าตาตัวตนนี้แหละ มันจดจำไว้เลยว่านี่
“ตัวเรา” ถ้าไม่ใช่รูปอย่างนี้
มันว่าไม่ใช่ตัวเรา มันก็ว่าตัวเราคือตัวกายนี้เป็นหลัก
ทำยังไงล่ะถึงจะแก้ “ตัวเรา” ...
ก็ต้องเห็นกายตามความเป็นจริง ...ด้วยศีล กายที่เป็นศีล กายที่เป็นปกติ ...แข็งมั้ย
นั่ง รู้สึกมั้ย
โยม – ตึง
พระอาจารย์ – ตึง...นั่นน่ะกายมันแสดงอาการ
แล้วตึงเป็นเรามั้ย
โยม – ไม่ใช่
พระอาจารย์ – ตึงเป็นชายมั้ย
โยม – ไม่ใช่
พระอาจารย์ – เป็นหญิงมั้ย
โยม – ไม่ใช่
พระอาจารย์ – เป็นของเรารึเปล่า มันบอกมั้ย
โยม – ไม่บอก
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละ ดูกาย...ที่เขามีอยู่แล้ว ใช่มั้ย ต้องไปหามั้ย
โยม – ไม่ต้อง
พระอาจารย์ – ต้องไปค้น ต้องไปคิดมั้ย
โยม – ไม่ต้องคิด ไม่ต้องค้น
อยู่กับเราตลอดเวลา
พระอาจารย์ – เออ ทำไมไม่ดู ทำไมไม่รักษาศีล เห็นมั้ย แค่รักษาศีลแค่นี้ปัญญาเกิดแล้ว ... แต่มันเกิดแค่ขณะเดียว
โยม – ไม่ต่อเนื่อง
พระอาจารย์ – เพราะอะไร ...ไม่มีสติ เห็นมั้ย สติจึงเป็นธรรมที่จะมาประคับประคองหรือเป็นพี่เลี้ยง
ให้ศีลสมาธิปัญญานี่ต่อเนื่อง
ถ้าทำอย่างนี้ไม่ต้องถามหาสมาธิเลย ไม่ต้องถามหาปัญญาด้วยว่าจะรู้อะไร จะได้อะไร
มันไม่ได้อะไรหรอก แต่มันเข้าใจ ว่า ‘อ๋อ นี่เป็นยังงี้เอง กายเป็นอย่างนี้’ แค่นั้นแหละปัญญา ... เดี๋ยวดูไปดูมามันก็หาเราไม่เจอเอง หา “เรา” ในกายไม่เจอ...มีแต่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว นิ่ง ตึง ขยับ แน่น
ก้อน แท่ง ... เป็น “เรา” ตรงไหน ฮึ
แต่ถ้าไม่อยู่กับความปกตินี้ “เรา”
เกิดเลย ... “เรา” มันเกิดจากจิตไม่รู้ จิตมันหมาย จิตมันให้ค่า จิตมันมีความเห็น
ถ้าเผลอเมื่อไหร่ ถ้าหลุดจากสติที่อยู่กับกายปกติ
ขณะที่อยู่กับกายปกตินี่
รู้ก็หยั่งลงมารู้กับแข็ง รู้กับอ่อน รู้ว่าลมพัดเย็น ตรงที่รู้ว่าแข็งว่าอ่อนนี่ ไม่มี “เรา” ตรงไหน ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น “เรา” เลย
ในขณะที่รู้ขณะนั้น เพราะไม่มีจิตทำงาน จิตมันไม่ทำงาน จิตสังขารไม่ทำงาน
ทำไมถึงจิตสังขารไม่ทำงาน เพราะจิตมันรวมเป็นหนึ่งในปัจจุบัน
เรียกว่าเป็นขณะ แม้จะเป็นสมาธิขณะนึง
ขณิกะนึง มันก็หยุดการปรุงแต่ง
เพราะนั้นขณะที่มันรู้อยู่อย่างนี้ มันหยุดการปรุงแต่ง เป็นสมาธิปุ๊บ
จิตมันตั้งมั่น พอมันตั้งมั่นปุ๊บ
มันก็ไม่รู้สึกว่าอะไรเป็นเราหรือของเรา
แต่ถ้าไม่ตั้งมั่น มันแส่มันส่ายออกมาเมื่อไหร่
มันจะปรุงเป็นความเห็นขึ้น โดยอัตโนมัติ
โยม – เป็นความเคยชินเดิมๆ
พระอาจารย์ – สันดาน อนุสัย มันหมักหมม หมักดอง เป็นอาสวะ เพราะนั้นเผลอเพลินเมื่อไหร่มันก็สะสมอีก ความเป็นเราก็เกิดขึ้น หนาแน่นขึ้น แล้วเอาเราไปกระทำ แล้วเอาเราไปได้ผลอะไรขึ้นมา
มันยิ่งไปหมักหมมความเป็นเรา ความเห็นผิด ความหลงผิด ความหลงตัวตน มากขึ้น
แต่เมื่อใดที่เรารู้อยู่ตรงนี้บ่อยๆ
มันจะตรงข้ามกัน ... เราไม่รู้หรอกว่ามันละสักกายตอนไหน
เราไม่รู้หรอกว่าขณะมันละสักกายได้อย่างไร แต่มันน้อยลงไปเอง ... พอมันเห็นกายตามความเป็นจริงแล้วก็ปกติกายมันเป็นอย่างนี้
จิตมันรู้อยู่ มันเห็นอยู่ ... อาศัยจิตที่รู้
คอยสอนจิตที่ไม่รู้
ตอนนี้ที่รู้อยู่อย่างนี้ว่านั่ง แล้วก็มีแค่นั่งกับรู้เฉยๆ นี่คือจิตรู้
เวลาถ้าเราไม่รู้อย่างนี้ มันลอย
แล้วก็ปรุงแต่งไป นั่นน่ะจิตไม่รู้ มันสร้างเรื่อง เมื่อใดที่เราอยู่กับจิตรู้
หรือว่าให้จิตรู้มันมากกว่าจิตไม่รู้นี่ จิตที่รู้มันจะเข้าไปสอนจิตที่ไม่รู้
ว่าไม่จริง ...ไอ้ที่จิตไม่รู้มันคิดนึก หา ทำอะไร อยากได้อะไร มันไม่จริง
เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงเลย ใช่มั้ย ปกติกายนี่จริง
โยม – ที่นั่งอยู่ตรงนี้จริงค่ะ ที่คิดปรุงไปไม่จริง
พระอาจารย์ – เออ
จิตที่รู้จริงอย่างนี้ รู้กับความเป็นจริงอย่างนี้ มันจะเข้าไปสอนว่าอันนี้จริง
อันนั้นน่ะไม่จริง แล้วมันจะเชื่อตรงนี้มากขึ้นๆ นี่คือสัมมาทิฏฐิ ...มันจะไปสร้างสัมมาทิฏฐิขึ้น
ไม่ไปอยู่กับมิจฉาทิฏฐิ หรือมิจฉาจิต ที่ปรุงออกไปด้วยความไม่รู้
เพราะไม่รู้มันจึงปรุง
เพราะไม่รู้มันจึงหา เพราะไม่รู้มันจึงอยาก เพราะไม่รู้มันจึงไม่อยาก
เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้ไหม มันก็หา ...มันเกิดขึ้นเพราะไม่รู้
เข้าใจมั้ย
ก็ถ้ามันรู้อยู่ว่าความเป็นจริงมีเท่านี้
มันไม่เอาหรอกไอ้ที่ไม่รู้น่ะ
นี่จิตมันสอนจิตอย่างนี้ เอาจิตที่รู้นี่ไปเห็นจิตที่ไม่รู้แล้วก็ละจิตที่ไม่รู้ซะ
...ไม่เอาตามที่มันอยากได้
ไม่เอาตามที่มันอยากหา ไม่เอาตามที่มันจดจำมา ไม่เอาตามที่มันได้ยินได้ฟังมา
ไม่เอาตามที่มันวิเคราะห์เอาแล้วได้ผลว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เอา เอาความเป็นจริงในปัจจุบัน
ก็เหลือจิตหนึ่งจิตเดียว
เป็นจิตที่รู้อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน...คือกาย แล้วก็จะเห็นเองว่าจิตน่ะไม่จริง ... เมื่อเห็นว่าจิตไม่จริงน่ะ
มันไม่ได้เข้าไปใยดีในจิตเลย มันละโดยปริยาย
ไม่ใยดี ไม่สนใจ จดจ่ออยู่ที่นี้
จิตมันจะค่อยๆ น้อยลงๆ ความเห็นบ้าบอคอแตกต่างๆ
ก็จะน้อยลง ความอยาก ความหมายมั่น อุปาทาน
ที่มันจะไปหมายให้ได้อะไรก็น้อยลงๆ จางคลายลง เพราะมันจะอยู่กับความจริงตรงนี้ ... ในขณะที่มันอยู่กับความเป็นจริงตรงนี้
มันก็สอดส่องความจริงตรงนี้ ว่าเป็นอะไร ว่าเป็นของใคร ยิ่งเห็นความเป็นจริงตรงนี้ว่าไม่เป็นอะไร
ของใครเท่าไหร่ ไอ้ตัวนี้ยิ่งน้อยลง
พวกเราน่ะอยากจะชนะจิต อยากชนะกิเลส
อยากจะควบคุมให้มันได้อยู่ในกำมือ ทำยังไงก็ไม่ได้สักที ... แต่ถ้าเราทำอยู่แค่นี้ จะรู้สึกเลยว่ากิเลสนี่เหมือนลูกไก่ในกำมือ
ไม่ได้มีกำลังที่จะมาทำอะไรได้เลย บอกให้ ดีดทิ้งได้เหมือนเราดีดนิ้วทิ้ง
ไม่ใช่เรื่องที่ โหย เอาเป็นเอาตาย
ทะเลาะเบาะแว้งกับมัน นั่งทะเลาะกับกิเลสทั้งวัน
นั่งทะเลาะกับจิต นั่งทะเลาะกับความคิด เอาชนะมันไม่ได้สักที ยิ่งห้ามยิ่งเยอะ
ยิ่งละมันยิ่งเกิด ยิ่งแตกแขนงออกไป เคยเห็นมั้ยล่ะ
เคยเห็นกิเลส เคยเห็นจิตที่มันแตกแขนงไหม
จะไปดูมันทำไม ... ของมีให้ดูไม่ดู ของจริงมีไม่ดู
ชอบไปดูของไม่จริง ใช่มั้ย จิตมันดับแล้วมันก็เกิดใหม่ ดับแล้วก็เกิดใหม่ๆ ... อยากดูอะไรล่ะ อยากดูอะไรมันก็เอามาให้ดู ใช่มั้ย เพราะโคตรพ่อโคตรแม่มันยังมี ...อยากเห็นอะไร
เดี๋ยวสักพักมันก็สร้างให้ดู อยากได้สภาวะอะไรเดี๋ยวมันก็จัดให้
นั่นน่ะจิต มันหลอก ...แล้วจิตมันก็เกิดขึ้นจาก “เรา”
นั่นแหละ มันสร้างเป็นเราขึ้นมา
แล้วเราก็เป็นคนดูจิต แล้วเราก็เป็นคนหาอะไรที่จะได้จากการดูจิต ไปๆ มาๆ เขาเรียกว่า อัฐยายซื้อขนมยาย
ภาวนาไปก็เหมือนกับเดินวน แล้วก็กลับมาที่เก่า ... ไม่เห็นได้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย
ละอะไรก็ไม่ขาดสักอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่ามันเบาบางน้อยลงเลย
มีแต่ว่าสร้างตัวเองหลอกๆ ขึ้นมาว่าเป็นผู้ปฏิบัติ แล้วก็เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม
มันอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ มันหลอกตัวเอง ...จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย
ยังไม่เข้าถึงว่าอะไรเป็นอะไร ยังไม่เข้าถึงศีล
ยังไม่เข้าถึงสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ ยังไม่เข้าถึงปัญญาญาณ ที่เป็นญาณหยั่งด้วยความที่เป็นทัสสนะที่วิสุทธิ
เป็นกลาง
เพราะนั้นการที่เห็นนี่มันแอบอยาก
มันแอบคาด มันแอบหวัง ... ทำไมไม่กล้ากระชากหน้ากาก คือตัวที่อยู่หลังหน้ากากที่มันเป็นเรานี่ มันไม่เห็น ไม่กล้าละ “เรา” ...ทะนุถนอมมันไว้
กลับมารู้พื้นๆ นี่แหละ ยืนรู้
เดินรู้ นอนรู้ นั่งรู้ รู้ตัวง่ายๆ
ธรรมดา กายเป็นเรื่องธรรมดา คอมมอนๆ ...ไม่ต้องพิสดาร ไม่มีคำว่าพิสดาร ไม่ต้องไปเห็นถึงกระดูก ไม่ต้องไปเห็นอสุภะด้วย เนี่ย มันเห็นยังไงตรงนี้ ดูดิ
เท่าที่มันปรากฏตรงนี้ แค่นี้ ธรรมดานี่แหละ ไม่ต้องไปให้มันเห็นมากกว่านี้
ไม่ต้องไปให้มันเห็นลึกซึ้งกว่านี้
เห็นแค่ธรรมดา รู้แค่ธรรมดากับมัน นี่ เอาให้มันต่อเนื่อง พอมันอยากได้อะไร...ทัน พอมันอยากไปทำอะไรใหม่...ทัน
ไม่เอา ไม่ทำ ละซะ
จิตน่ะเขามีไว้ให้ละ
ไม่ใช่ให้ทำตาม ถ้าดูเดี๋ยวก็ตาม
ถ้าดูเห็นเดี๋ยวก็ตาม ถ้าดูแล้วมันจะมีเมสเสจ
มันจะส่งข้อความมาให้ แล้วพอส่งข้อความมาให้
ตอนแรกก็ไม่เอาหรอก แต่มันเก็บไว้ ... พอได้ช่อง...กูก็เอา
(ต่อ แทร็ก 8/4)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น