วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 8/4




พระอาจารย์

8/4 (550519B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

19 พฤษภาคม 2555




พระอาจารย์ –  เมื่อเห็นกายและรู้กายแล้ว ต่อไปนี่ไม่ต้องถามเลยว่าใจอยู่ไหน ไม่ต้องหาตัวผู้รู้อีกเลย   เพราะมันไม่หายไปไหนอยู่แล้ว มันก็อยู่ตรงนี้แหละ ... มันอยู่ตรงนี้แหละ  มัวแต่หาอะไรล่ะ   ถ้ายังหาก็แปลว่ามันออกนอกนี้

ถ้าอยู่ตรงนี้ไม่ต้องกลัวไม่เห็น ไม่ต้องกลัวว่ารู้ไม่ปรากฏ ... มันจะชัดในตัวของมันเองขึ้นมา  เพราะไม่มีจิตสังขาร จิตปรุงแต่ง จิตมีความเห็น จิตมีอดีต จิตมีอนาคต... มาปกคลุม มาครอบงำ 

มันก็เหมือนกับเปลือกไข่ที่มันฝักออกมาเป็นไก่ลูกเจี๊ยบ ... ถ้าตราบใดมันยังมีเปลือกห่อหุ้ม ลูกเจี๊ยบมันก็ไม่ได้โผล่ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันหรอก ... แต่ถ้าเปลือกไข่มันแตก ลูกเจี๊ยบยังไงมันก็ออกมา 

ออกมาแล้วยังไง ...มันก็โตขึ้น ... อะไรจะหล่อเลี้ยงให้มันโตล่ะ  ชัดเจน...ศีลสมาธิปัญญาเท่านั้นเป็นภักษาหาร ... ไม่ใช่ราคะ โทสะ โมหะ อันนั้นเปลือกไข่

เมื่อใดที่เราหล่อเลี้ยงด้วยราคะ โทสะ โมหะ ...สงสัย ลังเล  อดีต อนาคต  ความคิดอย่างนั้น ความเชื่ออย่างนี้  ทำแล้วได้ ทำแล้วเป็นคุณ ทำแล้วเป็นโทษ  มีค่า มีสูงมีต่ำ มีดำมีขาว มีถูกมีผิด ...พวกนี้มันเปลือกไข่ 

ต้องถามตัวเองว่าเราสร้างเปลือกไข่หรือเรากำลังเลี้ยงลูกเจี๊ยบ ... ไม่ต้องตอบ บอกให้ ...สร้างเปลือกไข่  คือภาวนาแบบหาอะไรมาห่อหุ้ม ... เพราะอะไร  เพราะภาวนาแล้วมันอยากได้ มันยังอยากได้น่ะ  ได้มาทำไม...เอามาห่อหุ้มไว้เป็นเปลือกไข่  

ได้แล้วก็ดีใจ  ทะนุถนอมสภาวะด้วยนะ ทะนุถนอมธรรมที่เห็นที่รู้ด้วยนะ  เก็บไว้ จำไว้  พูดกี่ครั้งๆ แล้วก็ยังจำอยู่นั่นแหละ เอาแต่ของเก่ามาเล่าใหม่ ... หุ้มมันเข้าไป  ลูกเจี๊ยบมันไม่ได้โผล่มาหาเดือนหาตะวันแล้ว 

แล้วขณะนั้นก็ยังหาอะไรมาห่อหุ้มอีกว่า...ทำยังไงถึงจะเกิดลูกเจี๊ยบ แล้วก็รอดูว่ามันจะเกิด หือ  
มันก็ยังอยากได้อะไร...อยากได้ผู้รู้อยู่น่ะ  ก็ไอ้ตัวที่อยากได้ผู้รู้นั่นก็คือการสร้างเปลือกไข่มาห่อหุ้มโดยปริยาย ... ยิ่งหายิ่งไม่เห็น ยิ่งทำยิ่งออกไปไกล

แต่ถ้ายิ่งหยุดยิ่งชัด ยิ่งอยู่ตรงนี้ยิ่งชัด ยิ่งไม่เอาอะไรเลยยิ่งชัด ... มันตรงข้ามกันอย่างนี้ มรรคมันตรงข้ามกับโลกอย่างนี้  โลกมันต้องมีได้อะไร ... ภาวนาแล้วได้อะไร นี่คือโลก กิเลส  ต้องก้าวหน้า ต้องได้ผล อะไรอย่างนี้ ...มันติดนิสัยโลกมา  ทำแล้วต้องได้ ถ้าไม่ได้แล้วไม่รู้จะทำทำไม

แต่การอยู่ในองค์มรรค  รู้ทิ้งรู้ขว้าง รู้ไปงั้นๆ น่ะ ไม่เอาอะไรกับมัน ไม่เอาถูกเอาผิดด้วย ไม่เอาเหตุเอาผลด้วย ไม่เอาด้วยว่ารู้แล้วทำไม  รู้ทิ้งรู้ขว้าง รู้เปล่าๆ รู้ไปเรื่อยๆ ...แล้วไม่ต้องบอกว่าให้รู้อะไร  รู้กับความเป็นปกติกาย เวทนา จิต ธรรม นี่แหละ

แต่คราวนี้ว่า เวทนา จิต ธรรม นี่มันเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก  เพราะรู้แล้วสักพักหนึ่งจะหลงไปกับมัน ...ถึงไม่หลงกับมัน เดี๋ยวก็เลื่อนลอย ... อย่างทำงานอยู่นี่ ให้ไปนั่งดูจิต ได้ไม่เกินห้าวิ  ไปดูอารมณ์ไม่เกินหนึ่งเรื่อง ลอย หายไปทีห้าชั่วโมง กว่าจะมารู้ตัว เฮ้ย หายไปไหนแล้ว  กว่าจะรู้ตัว  มันไม่ใช่ของง่าย

มันเป็นของที่หลงได้ง่าย เวทนา จิต ธรรม นี่  ขนาดผู้มีปัญญาจริงๆ ท่านยังไม่ดูเลย ไว้ดูทีหลัง  ไม่อยากดูก็ต้องดู...ทีหลังนี่  เพราะอะไร  เพราะอยู่ในกายใจนี่ มันเห็นเองน่ะ  ไม่อยากเห็นมันก็ต้องเห็น ไม่ตั้งใจจะดูมันก็มาให้ดู  เพราะมันเป็นธรรมชาติที่ปรากฏโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

แล้วเวลามันเห็นในขณะที่อยู่ในกายใจนี่ มันจะเห็นเลยว่าไอ้นี่เป็นเหตุหนึ่ง ... มีแต่ว่าไม่เอาอะไรกับมัน   ยิ่งไม่เอาอะไรกับมันมากเท่าไหร่ ยิ่งหายไปเร็วขึ้นเท่านั้น ... มันจะเห็นตรงนี้ เวลาเป็นมรรค เห็นในองค์มรรค ละในองค์มรรค  ...ไม่ใช่ละนอกองค์มรรค

พอกายชัดเจนน่ะ รู้ชัดแล้วทุกอย่างน่ะง่าย ... แล้วมันจะรู้เลยว่า ไอ้ที่เกินจากสองตรงนี้ไป...ไม่เอาทั้งนั้นเลย ...ที่ว่าไม่เอาทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาทั้งนั้นเลยแล้วมันจะดับไปนะ ไม่ดับก็ไม่ดับ...แต่ไม่เอากับมัน  

จะเอาตรงนี้ จะรู้อยู่ตรงนี้ ... อยากมีความคิดก็คิดไป อยากมีอารมณ์ก็มีไป มันจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ มันจะขุ่น มันจะหมอง มันจะลังเล มันจะกังวล มันจะวิตก มันจะกลัว  ยังมีอยู่ ...ช่างหัวมัน

ต่างคนต่างอยู่ เราก็อยู่ของเราไป ...งานของเราก็คือรู้กับความเป็นจริง สำเหนียกลงในกาย  อยู่กับกาย รู้อยู่กับกาย  อยู่กับรู้ ไม่อยู่กับกายก็อยู่กับรู้ อยู่อย่างนี้ ... พออยู่ได้สักพักหนึ่ง เดี๋ยวมันจะลอย มันจะหาย ก็กลับมารู้อยู่กับกาย อยู่อย่างนี้

วนเวียนซ้ำซากอยู่ที่นี้ เพื่อขัดเกลา ... เวลามันหยั่งลงที่กาย รู้อยู่กับกายนี่ มันเหมือนกับเป็นการขัดเกลา  เหมือนกระดาษทรายน่ะ เหมือนกระดาษทรายมันไปขัดเนื้อหนังมังสา อะไรที่มันห่อหุ้ม  มันขัดเกลาอะไรที่ห่อหุ้ม  ความคิด ความจำ ความเชื่อ สมมุติ บัญญัติ พวกนี้เป็นตัวที่ห่อหุ้ม  

ขณะที่หยั่งลงสู่ความปกติกายนี่ มันขัดเกลาความเห็นผิดในกายไปทีละเล็กละน้อย ... มันไม่ได้ผลวันนี้พรุ่งนี้หรอก มันไม่ได้ผลเดี๋ยวนี้ขณะนี้หรอก ...ดูไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นน่ะ  มันจางคลายออกไป มันก็เห็นเนื้อแท้ของมัน เนื้อแท้ของกาย

ตอนนี้พวกเรายังไม่เข้าถึงกาย เข้าไม่ถึงกาย เข้าไม่ถึงศีล...ที่แท้จริงของกาย  มันก็เลยอยู่กับเปลือกกาย  เพราะนั้นไอ้เปลือกกายที่มันห่อหุ้มเนื้อแท้ของกายนี่ เปลือกนี่มันมีหลายชุด มันมีหลากหลาย

เอาสีอะไรไปแต้มมันก็เปลี่ยน แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย หาความแน่นอนไม่ได้  วันหนึ่งดีวันหนึ่งร้าย วันหนึ่งชม วันหนึ่งก็ด่า วันหนึ่งก็เห็นดีเห็นงามกับ วันหนึ่งก็ไม่เอาเรื่องกับมันเลย  มันเปลือก มันอยู่กับเปลือก

แต่ถ้าเข้าไปเห็นเนื้อของกายที่เป็นธรรมแท้ๆ หรือว่าเนื้อกายที่เป็นธรรมชาติของกาย หรือว่าเนื้อกายที่เป็นธรรมดา ปกติธรรมดาของกาย  ภาษาเดียวกันหมดถ้าเป็นภาษา...คือเป็นธรรม เป็นธรรมชาติ เป็นอาการ เป็นสิ่งที่ปรากฏ เป็นกายแท้ เป็นกายธรรม เป็นธรรมกายคือกายที่เป็นธรรมชาติแท้ๆ ซึ่งมันมีอยู่แล้ว

แต่พวกเราละเลย มองข้าม ...ละเลยศีล  เรามองข้ามศีล เราทะลุศีล เรารักษาศีลยังไม่เต็ม ยังไม่บริบูรณ์  ยังบกพร่องในศีล ยังทะลุ ยังด่างพร้อย ยังแหว่งยังวิ่น ยังโหว่ยังเว้า  พวกนี้เปลือกตมมันก็จะมาห่อหุ้มกาย  ...อะไรที่เป็นเปลือกตมมาห่อหุ้มกาย ไอ้ตัวนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  เกิดความรัก เกิดความหวงแหน เกิดความอาลัยอาวรณ์ เกิดการยินดี เกิดการไม่ยินดี เกิดความพอใจ เกิดความไม่พอใจ

แต่ถ้าเข้าไปถึงเนื้อแท้เนื้อธรรม...ที่เห็นกายเป็นธรรม เห็นธรรมเป็นกาย ไม่ได้แยกจากกันเลย  มันก็จะเข้าใจ...กายเป็นธรรมชาติ เป็นแค่สักแต่ว่าธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏ ... ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ภาระของใคร
เหมือนก้อนดิน เหมือนต้นไม้ มันเป็นสมบัติของใครมั้ยล่ะ  มันมีอยู่ดาษดื่น เราก็เดินผ่านไปผ่านมา  เวลามันแตก เวลามันสลาย เราก็รู้สึกเฉยๆ  เพราะอะไร  เพราะมันไม่ได้เป็นของเรา

มันก็จะเห็นว่ากายนี่จริงๆ ก็คือธรรมชาติของเขาเอง  เนี่ย เมื่อใดที่เข้าไปหยั่งเข้าไปถึงแล้วลบล้างเปลือกที่มันมาบิดเบือนธรรม หรือว่าครอบงำธรรมชาติของกาย หรือว่าธรรมชาติของขันธ์ที่แท้จริง  ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้ จะปลาสนาการหายไป  เหลือแต่ทุกข์แท้ๆ คือทุกขสัจ

หรือว่าทุกข์ประจำขันธ์ แก่ เหี่ยว ย่น เปื่อย ปวด เมื่อย เสียหาย ชำรุด ทรุดโทรม หมดสภาพ  พวกนี้เป็นทุกขสัจ ทุกข์โดยเนื้อแท้ โดยเนื้อธรรม  มันจะมีทุกข์อันนี้ ความเป็นจริงโดยสัจจะที่มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว

แต่ไอ้การเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว...มันไม่ได้เป็นของใครนี่  ในการเสื่อมไปนี่มันไม่มีใครเป็นเจ้าของความเสื่อมนี้นี่  มันเข้าใจแล้วว่ามันเป็นธรรมชาติที่มันต้องเสื่อม เป็นธรรมดา  เป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถดำรงความเที่ยงตรงคงที่ได้ชั่วกัลปาวสาน

แต่ถ้าเข้าไม่ถึงธรรมชาติของไตรลักษณ์หรือธรรมชาติของกาย จิตมันยังมีความหมายมั่น  มันจะเข้ามาหมายมั่นในธรรมชาตินี้ว่าเป็นของเรา ... ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่ธรรมชาติ แต่มันมาหมายว่าธรรมชาตินี้เป็นของเรา  โดยใส่ชื่อใส่ความเห็นลงไป ตามที่โลกเขาบอก ตามที่สมมุติบัญญัติเขาตราไว้กฎเกณฑ์ไว้  ก็เป็นสีลัพพตปรามาส

เราก็เชื่อตามสีลัพพตปรามาสที่เขาให้ค่าไว้  แล้วเราก็ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่พี่น้องคนรอบข้าง มันก็ยึดถือสีลัพพตะกันทุกคนน่ะ ...ไม่ได้เกิดเป็นพระอรหันต์ ไม่ได้อยู่ในแวดวงพระอรหันต์นี่  มันก็มีกัมมพันธุ กัมมทายาโท เรียนรู้ผิดๆ สร้างความเห็นผิดๆ โดยปริยาย  มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ก็ให้มาแก้เอาทีหลัง  เพราะมันเป็นกฎของการเกิดมาเป็นคน ยังไงก็ต้องสะสมแล้วก็มาสานต่อกับสิ่งที่มันเคยเชื่อ  ไม่งั้นวัฏสงสารก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ มันก็ขาดสูญไปสิ ถ้าเกิดมาแล้วรู้ความเป็นจริงว่ากายใจเป็นธรรมชาติหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์บุคคลหรือใคร ... มันก็ค่อยมาเรียนรู้เอาทีหลังด้วยการภาวนา

เพราะนั้นการภาวนานี่มันก็ต้องอาศัยความพากเพียร ต่อเนื่อง  เพราะนั้นในการที่เราหยั่งลงในกายปัจจุบัน ไม่ต้องคิด ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องหาเหตุหาผลกับมัน  ร้อนก็ร้อน หนาวก็หนาว รู้อย่างเดียว ตึง ไหว...รู้ นิ่ง...รู้ ขยับ...รู้ เคลื่อน...รู้  รู้อย่างเดียว หยั่งลงไปในความรู้สึกที่ปรากฏ

มันก็เหมือนเอาน้ำใสหยดลงไปในบ่อน้ำครำที่มืดดำสกปรก ... น้ำใสยังไง คือรู้แต่ละครั้งนี่เหมือนหยดน้ำใสสะอาดลงไป  ถ้ามัวแต่มานั่งถามว่าใสรึยัง ก็ต้องดูว่าวันนึงกี่หยดล่ะ  ถ้าไม่ต้องถาม ไม่ต้องหามันน่ะ หยดอย่างเดียว แล้วมันเห็นเองน่ะ เออ ใสขึ้นว่ะ

แต่ถ้าหาแล้วมันท้อนะ ไม่เห็นมันใสสักที มีวิธีอื่นมั้ย เริ่มแล้ว เริ่มเคลื่อนที่แล้วนะ เริ่มเคลื่อนออกไปหาแล้ว  จิตมันเริ่มปรุง เริ่มเกิดความสงสัย สร้างความเป็นเราข้างหน้าขึ้นมา สร้างตัวของเราข้างหน้า สร้างธรรมที่จะได้ข้างหน้า จิตมันสร้าง

ขณะที่มันสร้างอย่างนี้ มันเลิกหยดแล้ว ...เลยแทนที่มันจะใสขึ้นๆ ก็กลับมืดต่อ  กลับไปหาขยะ หาขี้ผง หาของโสโครกโสมมเน่าเหม็น เอามาทับถม ... พอมันรู้ได้นิดๆ หน่อยๆ ก็นี่ ไม่เอาแล้ว  เพราะมันไม่เห็นผลสักที มันช้า

เรทของมันน่ะ คือเรทของความธรรมดา ปกติ  เหมือนรถที่ไม่ได้เหยียบคันเร่งแล้วก็ปล่อยให้มันไหลไป มันเป็นอย่างนั้น  เพราะนั้นหน้าที่ของเราคือจับพวงมาลัยให้ตรงทาง ... มันจับของมันเองน่ะ ในเรทปกติ ธรรมดา จืดๆ

ไม่เร่งเร้า ไม่เร่งร้อนด้วยความโลภ ด้วยโทสะ ด้วยความอยากที่มันจะไปเผารน ที่มันคอยจะเหยียบคันเร่งอยู่เรื่อย เมื่อไหร่จะถึงวะ’ ... ขณะที่มันเหยียบคันเร่งน่ะ มันไม่ชำนาญหรอก พวงมาลัยก็ทิ้ง ออกนอกลู่นอกทาง หลง

เพราะนั้น กลับมารู้แค่นี้ พอแล้วๆ  รู้ความเป็นปกติ ดูความเป็นปกติของกายนี่ พอแล้ว  ให้มันรู้จักคำว่า “พอ” ซะมั่ง  ให้จิตที่ไม่รู้มันมาเรียนรู้จักคำว่าพอซะบ้าง ให้จิตที่ไม่รู้มันมาเรียนรู้จักคำว่า  “ไม่เอา”  ไม่เอาอดีต ไม่เอาอนาคต 

ให้มันมาเรียนรู้มั่ง ว่าเมื่อใดที่มันอยู่กับความไม่เอา  แรกๆ มันทรมาน แรกๆ มันไม่ค่อยได้ดั่งใจ ...แล้วมันก็จะค่อยๆ หมดกำลังลงไป ไอ้จิตที่มันคอยแทรกแซงขึ้นมาเสนอแนะ ... เพราะอะไร  เพราะเราหูหนัก ใจหนักขึ้น  

แต่ก่อนมันหูเบาใจเบา เป็นคนหูเบาใจเบา อะไรมากระทบ อะไรคิดขึ้นมา อะไรจำขึ้นมา เห็นอะไร ได้ยินใครพูดเรื่องอะไร ธรรมะแง่มุมไหนนี่ หูเบา  ฟังแล้วก็หูเบาใจเบา...เริ่มคล้อยตาม เริ่มตาม เริ่มออกนอกปัจจุบัน  เริ่มสร้างวิมานว่าเราทำแล้วเราจะได้อย่างนั้น สว่างไสวอย่างนี้ ...จิตมันหลอก หูเบาใจเบา

แต่เมื่อใดที่เรากลับมาหยั่งรู้ เห็นภายในกายปัจจุบันเสมอ มันจะหนักขึ้น หนักขึ้นถึงขนาดว่าเป็นศิลา  จิตมันจะหนักแน่น แน่วแน่อยู่ในปัจจุบัน  ไม่หือไม่อือกับภายนอก ไม่หือไม่อือกับรูปกับเสียงกับกลิ่น ไม่หือไม่อือกับความคิดความเห็นของเจ้าของ  มันก็ทิ้งดิ่งลงในกายที่เดียว  

มันก็สะสมน่ะ ...ไม่ได้สะสมกิเลส แต่สะสมความหนักแน่นมั่นคง เหมือนแผ่นดิน เหมือนหลัก เหมือนเสาอินทขิลที่เป็นเสาหลักบ้านเมือง

แต่ไอ้ตอนนี้หลักก็ไม่มี เลื่อนลอย ไหล หลง  แล้วยังเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติ  แล้วมันไม่ให้ออกจากการปฏิบัติในแง่มุมนี้เลย  กลัว กลัวไม่ได้อะไรถ้าเลิกทำอย่างนั้น  เคยทำอย่างนั้น แล้วคนปฏิบัติเขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น  มันก็เชื่อ แล้วมันสร้างให้อยู่ด้วยการละเมิดศีลอยู่ตลอด

เพื่ออะไร เพื่อปิดบังสมาธิ เพื่อปิดบังปัญญาที่เป็นสัมมาญาณที่แท้จริง  เพื่อปิดบัง “ตัวเรา”...ตัวเราจะได้อยู่นานๆ ตัวเราจะได้ใช้ประโยชน์ต่อไปภายภาคหน้า  เห็นมั้ย มันหวงแหนตัวมันเองนะจิต  แล้วก็ปิดบัง ... มันไม่ตรงลงไป

การคิดการทำทั้งหมด มันมาสนองอะไรล่ะ  กิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่มันสร้างขึ้นมา มันสนองอะไร มันกลับมาเพื่อใครล่ะ...“เรา” ทั้งนั้นน่ะ ไม่มีเพื่อเขาหรอก ...ไอ้เพื่อเขาน่ะมันเป็นคำพูดแอบอ้าง  โกรธ ดีใจ ไม่พอใจ เพื่ออะไรล่ะ 

“เรา” เป็นโคตรเหง้ามัน ... ถ้าเอาโคตรเหง้านี้ออก หรือทำให้โคตรเหง้านี้เดี้ยง หรือทำให้มันทุพพลภาพซะ ...เบื้องต้นต้องเอาอย่างนี้ก่อน เพราะมันแข็งแรงมาก จะไปหักหาญกันตรงๆ เดี๋ยวมันแว้งกัด  

ก็ไปแบบเนิบๆ ช้าๆ ธรรมดานี่แหละ  รู้ธรรมดา เห็นธรรมดา ยืนเดินนั่งนอนธรรมดา  กายธรรมดา ...ไม่ต้องไปเจาะถึงกระดูกหรอก ไม่ต้องไปเจาะถึงเน่าเปื่อยผุพังสูญสลายกลายเป็นอากาศธาตุ แล้วให้เป็นนิมิตติดตาตรึงใจน่ะ...พอดีตายก่อน ยังไม่เห็นกระดูกเลย

มันเห็นแต่หนังเห็นแต่เนื้อตัวเองน่ะ ส่องกระจกทุกวันก็เห็น  เนี่ย คือเป็นธรรมดาที่มันปรากฏอยู่ตามธรรมดานี่แหละ  ให้รู้ตรงนั้น ให้รู้กับมัน ... แล้วไม่ต้องไปหาเหตุหาผล เอาถูกเอาผิดอะไรกับมัน  คือไม่เอาจิตมาทาบทับอีก  รู้ไป ดูไป เห็นไป ในกายที่มันปรากฏอาการขึ้นมา เป็นเหตุแห่งกายที่ปรากฏ ...ไหว นิ่ง ติง ขยับ

อย่าเบื่อ อย่าหนีออกจากกาย  อย่าทิ้งกาย อย่าทิ้งศีล อย่าทิ้งความปกติกาย  อย่าหยุดในการสำเหนียกในความเป็นปกติกาย อย่าหยุดในการแยบคายในความปกติของกาย อย่าหยุดในการโยนิโสมนสิการในกาย  อยู่กับมัน อยู่กับความปกติของมันด้วยความแยบคายเสมอ  เพื่ออะไร...เป็นพลังให้เกิดปัญญาญาณ

ปัญญาญาณที่เกิดขึ้น ...ไม่ใช่มานั่งคิดๆ นึกๆ อยากๆ อะไรกับมัน  เอาตำรามาวิเคราะห์วิจารณ์แล้วมันจะเกิดความเชื่อความเห็นอย่างนี้ขึ้น...ปัญญาหลอกเด็ก ... นี่แก่แล้ว ไม่ใช่เด็กให้เขามาหลอก ใช่มั้ย  ปัญญามันต้องเกิดด้วยความรู้เห็นตามความเป็นจริง ปัญญาจะต้องเกิดด้วยความที่ว่าเป็นสันทิฏฐิโก รู้เองเห็นเอง

ถ้ามันไม่รู้เองเห็นเอง มันไม่เชื่อหรอก ไอ้จิตโคตรโง่หรือจิตไม่รู้นี่ มันเป็นโคตรเหง้าเลยแหละ  ถ้าไม่สันทิฏฐิโก ด้วยจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง มาก...จนท่วมท้นน่ะ มันมากถึงขั้นท่วมท้นมันน่ะ มันไม่มียอมหรอกที่จะละความเห็นว่านี้เป็น “เรา”  ...ยังเป็นเราอยู่วันยังค่ำ แล้วจะเป็นต่อไปจนตาย แล้วยังเป็นต่อไปเมื่อเกิดขึ้นมาอีก ... มันถึงขนาดนี้

แล้วยังอาศัย “เรา” เป็นผู้ปฏิบัติ  ยังอาศัย “เรา” ทำเพื่อให้ได้ผลอะไรขึ้นมา เห็นมั้ย มันเนียน  แล้วก็ยังบอกว่า “เรา” เป็นผู้ปฏิบัติอยู่อีก  ยังมี “เรา” ติดอยู่ตรงนั้นด้วยนะ ทุกครั้งไปที่พูด  เราได้อะไร เราเห็นอะไร เรานั่งตรงนั้น เราภาวนาอย่างนี้ เดี๋ยวเราจะได้อย่างนั้น เดี๋ยวเราจะเป็นอย่างนี้

เอาอะไรมาพูดกัน ฮึ  เอา “เรา” มาพูดกันอยู่นั่น  เอา “เรา” มาเป็นตัวตั้งโจทย์ขึ้นมา  มันเป็นมรรคหรือ  มันจะได้เข้าถึงองค์มรรคมั้ย มันจะได้เข้าถึงที่สุดขององค์มรรคมั้ย ถ้ายังเอา “เรา” เป็นตัวนำ ไม่เอา “รู้” เป็นตัวนำ

เพราะนั้น การที่จะเอา “รู้” เป็นตัวนำได้ มันต้องฝึกอบรมด้วยสติปัฏฐาน  สติปัฏฐานต้องมารักษาศีล  ... อย่ามักง่าย อย่าคิดว่ามีปัญญาแล้วจะเอาปัญญาล้วนๆ เลย  เขาเรียกว่าตายทั้งกลม ไม่ได้คลอด มันตายทั้งกลม ไม่ถึงเก้าเดือนตาย...ตาย

(ต่อ แทร็ก 8/5)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น