พระอาจารย์
8/5 (550519C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 พฤษภาคม 2555
พระอาจารย์ – อย่าคิดว่ากายเป็นของหยาบ อย่าคิดว่ากายเป็นของง่ายๆ ถ้าละของยากแล้วจะละนี่ได้เอง ...ไม่เห็นมันละได้สักคน ... ไม่มีพระอริยะ พระอรหันต์
ที่ไม่พิจารณากายซะก่อน
เพราะนั้นการเจริญสติในกาย รู้อยู่เห็นอยู่กับกาย...ปกติกายนี่ ท่านเรียกว่ากายคตาสติ กายคตาสติไม่ใช่กายคตาจินตา
ด้วยการนึกและคิด แต่เป็นกายคตาสติ เอาสติเข้าไปพิจารณากาย เข้าใจมั้ย ไม่ใช่เอาความคิดไปพิจารณากาย
อันนั้นอีกแง่มุมหนึ่ง อุบายหนึ่ง
แต่ถ้าโดยหลักของสติ
เรียกว่ากายคตาสติ เอาสติเข้าไปพิจารณากาย ด้วยการหยั่งลง
ระลึกรู้อยู่กับปกติของมันต่อเนื่องไป ด้วยสติไม่ใช่ด้วยความคิด นี่คือหลักของปัญญาวิมุติ ... อยู่กับมันโดยไม่ต้องหาเหตุหาผล
อยู่กับมันโดยที่ไม่ต้องเอาผิดเอาถูก อยู่กับมันโดยที่ไม่ต้องแอบอิงตำรา
อยู่กับมันโดยที่ไม่ต้องแอบอิงความคิดเห็นผู้อื่น ความเชื่อผู้อื่น
กลัวนะ ...นักภาวนานี่กลัวคนทัก กลัวคนบอกว่าไม่ใช่
กลัวคนบอกว่าไม่ได้ กลัวคนบอกว่าผิด กลัวนะ
ยิ่งถ้าเป็นคนที่เรานับถือ
ครูบาอาจารย์ที่นับถือ ผู้ปฏิบัติที่ดูน่านับถือพูด นี่กลัว ... เสียศูนย์หมดเลย เสียหาย ไม่กล้าทิ้ง ไม่กล้าที่จะมารู้ตรงๆ
โดยที่ไม่ทำอะไร ไม่กล้าที่จะรู้โดยที่ไม่ต้องเทียบเคียง
ไม่กล้าที่จะรู้โดยที่ไม่มีตำรามารองรับ
แค่มาเริ่มรู้กายตามปกตินี่
มันก็ละกิเลสเบื้องต้นหยาบๆ เป็นกระบุงแล้ว ละอดีตละอนาคตได้อย่างแรกเลย ละความเชื่อที่เคยเชื่อ
ละการกระทำที่หวังผล...จะได้ในข้างหน้า ไม่เอาแล้ว ไม่มีแล้ว มีแต่ผลปัจจุบัน รู้ยังไง เห็นยังไง รู้สึกยังไง
อยู่อย่างเนี้ย
รู้ว่าปกติกายนั่ง แล้วก็นั่ง
แล้วก็เฉยๆ หรือไม่เฉย หรือว่ามีความอยากอยู่ในความรู้ปกตินี้ มันก็เห็นอยู่ตรงนี้ เห็นผลปัจจุบันว่า
เมื่อรู้อย่างนี้เห็นอย่างนี้แล้วมันมีผลอะไรปรากฏขึ้น เสวยผลนั้นทันที
ผลนี่ไม่ได้ว่ามรรคผลนิพพานนะ ... อะไรที่มันปรากฏผลจากกิเลสก็ตาม ก็รู้เฉยๆ
กับผลที่ปรากฏ แล้วก็ละ ไม่ต่อ
ไม่ถือไว้ ... ก็สบาย ถ้าอยู่ในหลักนี้สบาย
สบายคืออะไร ก็จะเห็นแค่กายใจนี้เป็นแค่ทางผ่าน ไม่ใช่ตู้เซฟ ไม่ใช่ที่เก็บ เพราะมันไม่มีที่ให้เก็บ มันเก็บไม่ได้ ... ตาเห็นรูป รูปมันดับ เห็นคนเดินมาแล้วก็ผ่านไปแล้วนี่
รูปดับใช่มั้ย มันเก็บไว้มั้ยลูกกะตานี่
มันเก็บได้มั้ย ...ไม่ได้
ใจล่ะเก็บได้มั้ย ... ก็แค่รู้แค่เห็น...ใจน่ะ รู้ว่าเห็นรูปดับไป
มันก็ไม่ได้เก็บไว้ตรงไหนในรูปที่ดับ ... เห็นมั้ยว่ากายใจนี่เป็นแค่ทางผ่าน
แล้วมันเก็บไว้ไหน ทุกวันนี้ที่มันเก็บไว้เต็มไปหมด ... จิตไม่รู้มันเก็บ มันไปดัก ดักไว้ ...มันดับแล้วก็ไม่ยอมให้ดับ
มันยังไม่เกิดก็ไปตั้งด่านรอ
กายใจเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ... กายใจที่แท้จริงเป็นแค่ทางผ่านของอารมณ์
เป็นทางผ่านของความคิด
เป็นแค่ทางผ่านของรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ
เห็นหรือยังว่ากายใจเป็นมรรค เห็นรึยังว่ากายใจเป็นทางอย่างไร ... เป็นแค่ทาง
ไม่ใช่ที่ให้ใครหยุดอยู่ได้เลย นี่แหละมรรค
เข้าใจรึยัง...ว่ามรรคในความหมายของพระพุทธเจ้าคือกายใจอย่างไร
เป็นอย่างไร ... เป็นทางที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปมาโดยอิสระ
ไม่มีด่านกั้น ด่านกุศล ด่านอกุศล
ด่านผู้ปฏิบัติ
จิตไม่รู้มันตั้งด่านของมันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
กุศลบ้าง อกุศลบ้าง ไม่ยอมให้ผ่าน
เก็บมาเป็นเรื่อง เอาไว้ใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า เอาไว้จัดการยังไงต่อไป
หรือเอาไว้แก้ปัญหาเมื่อไหร่ นี่คือธรรมชาติของจิต
พอมาเริ่มเป็นนักภาวนา มันก็จะตั้งด่าน...เอาแต่สภาวะดีๆ ไม่ให้ผ่าน
มันต้องอยู่อย่างนั้น
อันไหนไม่ดีก็พยายามผลักดัน ไล่ออกไป
คือกัน ก็คือตั้งด่าน แต่ว่าลักษณะของด่านเปลี่ยนไป
แต่เมื่อใดเราแจ้งในองค์มรรค
เข้าใจว่ามรรคคืออะไร มันจะปล่อย ไม่เลือก
แม้แต่ความคิดของคนอื่น
แม้แต่ความคิดของตัวเอง แม้แต่ความเห็นคนอื่น แม้แต่ความเห็นของตัวเอง มันปล่อยผ่านหมด เหลือแค่กายใจ เป็นทาง
ทางนี้เป็นสาธารณะ
กายใจนี่เป็นสาธารณะ มันห้ามอะไรไม่ได้
เหมือนตาหูจมูกลิ้น มันห้ามอะไรไม่ได้ มันเลือกไม่ได้ เพราะมันเป็นสาธารณะ อะไรเกิดขึ้นมันก็ต้องรับรู้
ปรากฏขึ้นเป็นเสียง
เหตุภายนอกเป็นเสียง มันก็ต้องรับรู้ว่าเป็นเสียงเกิดขึ้น อะไรเกิดขึ้นเป็นรูปกระทบลูกกะตา มันกระทบลูกกะตาก็ต้องรู้
มันเลือกไม่ได้ว่าอันนี้เอา
อันนี้ต้องไม่เอา เพราะเป็นทางสาธารณะ
เราจะต้องอยู่ในองค์มรรคนี่
เราจะต้องทำลายด่านอยู่ตลอด เผลอปั๊บ
เผลอหน่อย เผลอนิด มันจะตั้งด่านขึ้นมา เพื่อจะดัก เพื่อจะหา เพื่อจะรอ
อะไร...ว่ารถคันนี้ คือกะว่ากูจะเอาเฟอร์รารี่ ตั้งด่านไว้ รถคันอื่นปล่อยไป
กูจะเอาเฟอร์รารี่ ยังไม่มาสักที ...เดี๋ยวก็ลดระดับลงแล้ว เอาแค่โตโยต้าอย่างนี้
เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาว่าจะเอาอะไร
เนี่ย เราต้องคอยมาทำลายด่านนะ ... ถ้าอยู่ในมรรคแล้วจะรู้ ไอ้ตัวนี้เป็นตัวขัดขวาง
ตัวเหนี่ยว ตัวรั้ง ที่เกิดขึ้นจากจิตไม่รู้
แล้วไปหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นอารมณ์ มาเป็นของเรา เป็นธรรมของเรา
เป็นสภาวะของเรา เป็นสิ่งที่เราต้องได้ เป็นสิ่งที่เราต้องมี
เป็นสิ่งที่เราต้องอาศัยมัน เป็นสิ่งที่เราต้องใช้มัน
คนมาภาวนาส่วนมากชอบมาถามเราว่า
ต้องมีนั่งให้เกิดความสงบแล้วมันจะได้มีกำลัง แค่คิด...ก็ผิดแล้ว ... เราบอกว่า "แค่คิด...ก็ผิดแล้ว" ... หงุดหงิดเลย
แต่ถ้ามันไปแยบคาย ...คนฟังแยบคายให้ดี
จะรู้เลยว่าการแก้มันควรแก้ตรงไหน “แค่คิด...ก็ผิดแล้ว”
ไม่ต้องไปหาว่าจะต้องสงบหรือไม่สงบ ... ถ้ามันตั้งแต่คิด เริ่มคิด กำลังคิด...แล้วละตรงนั้น
มันไม่เกี่ยวหรอกว่าต้องมีกำลังหรือไม่มีกำลัง ... เห็นมั้ยว่าปัญญานี่มันละแบบตรง ซื่อ ไม่เอาอะไร
ไม่มีเงื่อนไข
คิดดีก็ไม่เอา คิดไม่ดีก็ไม่เอา
คิดยืดไปข้างหน้าข้างหลังนิดนึงหน่อยนึงก็ไม่เอา ... นั่นล่ะด่าน มันคอยหาด่านมันอยู่เรื่อย
ตั้งเงื่อนไขนั้น ตั้งเงื่อนไขนี้ ...ไปอ่านตำราไหนตำรานึงขึ้นมา ก็มาเพิ่มเป็นกี่เงื่อนกี่ปมแล้ว
ไปอ่านประวัติครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ ท่านภาวนาอย่างนั้นอย่างนี้
ตั้งเงื่อนขึ้นมา เอามาเป็นเยี่ยงอย่าง แบบอย่าง
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าให้เอาท่านเป็นแบบอย่าง
แต่ไม่ให้เลียนแบบ ...ถ้าเลียนแบบก็ต้องไปอดข้าวซะ
49 วัน แล้วก็ไปหาต้นไม้โพธิ์สักต้นแล้วไปนั่งทั้งคืน ... คือท่านให้เอาเป็นแบบอย่าง
แต่ไม่ได้ให้เอามาเลียนแบบทุกอย่าง
กายใครกายมัน จิตใครจิตมัน ... เพื่อให้เข้าถึงองค์มรรค
เพื่อให้ชัดเจนในองค์มรรค
และเมื่อใดที่ชัดเจนในองค์มรรค เข้าถึงมรรคแล้ว เป็นมรรคเดียวกัน ... มรรคมีเส้นเดียว เอกายนมรรค
ให้คนอิสลามมา แล้วบอกว่าให้รู้ปกติกาย
แล้วมันเชื่อ แล้วมันรู้ปกติกายได้ หรือให้คนพุทธมาแล้วมันเชื่อว่ารู้ปกติ...กายกับรู้ ... เหมือนกันน่ะ มรรคเป็นอันเดียวกันน่ะ มีแตกต่าง มีวรรณะ มีสูงมีต่ำกว่ากันมั้ย
มีเร็วมีช้ากว่ากันมั้ย มีเหนือกว่าต่ำกว่ามั้ย
เห็นมั้ย เป็นทางเดียว...ของสัตว์โลกที่มีขันธ์ห้า ... แม้มันจะมีความเชื่อความเห็นบ้าบอคอแตก
กล่าวร้ายให้โทษพระพุทธเจ้าขนาดไหน แต่มรรคก็ยังเป็นอันเดียวกัน เข้าใจมั้ย ...เพราะมีกายเหมือนกัน ปกติกายเดียวกัน
รู้อันเดียวกัน ใช่มั้ย แตกต่างกันมั้ย
ถึงบอกว่า...ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านี่เป็นสากล
ธรรมท่านเป็นสากลจักรวาล ไม่ได้จำเพาะพุทธศาสนิก ... ท่านบอกให้สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง
ไม่ได้จำเพาะเลย
แต่คนโง่เท่านั้นแหละที่มันจำเพาะ จำกัดตัวมันเอง
ด้วยความคิดและความเห็น...แล้วไม่ละ ผูกมัดตัวเองน่ะ ... ทั้งๆ ที่ว่า...กายนี้เป็นมรรค กายนี้เป็นผล ใจนี้เป็นมรรค ใจนี้เพื่อผล มาตั้งแต่เกิดแล้ว
กายนี่...เหมือนว่าตั้งแต่อ้อนแต่ออกขึ้นมานี่
เขาธำรงความเป็นศีลมาโดยตลอด ...รอ รอแล้วก็รออีก ไม่เห็นมีใครมารักษาศีลกูเลย...จนกูตาย ...มัวแต่ไปรักษาศีลห้า แปด สิบ สองร้อยยี่สิบเจ็ด จนคร่ำเคร่ง ... กายศีลนี้ก็รอแล้วรอเล่า ตายก็แล้ว...มึงยังไม่รักษากูอีกหรือนี่
นี่ขนาดคนพุทธนะ ใกล้ชิดพุทธะ
ใกล้ชิดพระ ถือว่าได้เปรียบกว่าสัตว์โลกนอกศาสนา
ทั้งที่ว่าเขาก็มีโอกาสเหมือนกัน เข้าใจมั้ย กายก็เป็นมรรค ใจก็เป็นมรรค
เขาก็มีอยู่แล้ว ...แต่ว่าเราได้เปรียบ
จะมัวไปนั่งเก็บเกศา
นั่งเก็บกระดูกท่านมาบูชาอยู่นั่น ... กายใจมีไม่บูชา ไม่เคารพ ไม่รักษา เอ๊อะ
ของดีมีไม่รักษา ...มัวแต่หาธรรมเมา หาธรรมไปเรื่อย
หาธรรมไปสุ่มสี่สุ่มห้า เอามาใส่ตัวอยู่ได้
ของดีมีอยู่แล้ว กายเป็นศีล ใจเป็นมรรค ... กายธรรมดานี่แหละ ไม่ต้องไปขุดค้นดำดินบินบนอะไร
หรือนั่งเอาหัวห้อยลงเอาตีนชี้ฟ้า นั่งข้ามวันข้ามคืน เดินจงกรมมันจนตีนแตก เดี๋ยวนี้มันก็ยังมี ...มีไหม มีรึเปล่า
หรือไม่มี ...ถ้าไม่มีก็แสดงว่าไม่มีสติ
มันมี ...จะรู้หรือไม่รู้แค่นั้นแหละ
จะรักษาหรือไม่รักษา ... ไม่ได้ว่าไกลสุดขอบแดนจักรวาลซะเมื่อไหร่ศีลองค์นี้
เริ่มต้นง่ายๆ ...ทำความต่อเนื่อง
อยากรู้อยากได้อะไร...ไม่เอา
ละมันให้หมด ไอ้จิตขี้จุ๊นี่ มันเอามรรคเอาผลอันนู้นอันนี้มาต่อรองอยู่เรื่อย
‘เดี๋ยวจะไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่ทัน เดี๋ยวจะช้า
เดี๋ยวจะติด เดี๋ยวจะไม่ถึง’ …ไม่เอาน่ะ
นั่ง-รู้ ยืน-รู้ เดิน-รู้ ขยับ-รู้
เย็น-รู้ อ่อนแข็ง-รู้ เหลียวหน้าแลหลัง-รู้ เหยียดคู้-รู้ ... รู้มันธรรมดาตรงนี้ ไม่เอาอะไรกับจิตมันน่ะ จิตเขามีไว้ให้ละ ไม่ใช่ให้รู้ ไม่ใช่มีมาให้หาเหตุหาผลอะไรกับมัน
ไม่ได้มีไว้เอาถูกเอาผิดอะไรกับ เพราะมันผิดอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาถูกหาผิดหรอก
อะไรๆ ที่ออกไปจาก “เรา” ตัวนี้
เราตอนนี้ มันออกมาจากความไม่รู้ทั้งสิ้น
ไม่ต้องหาว่าถูกหรือผิด ตอบแบบไม่เกรงใจพ่อตาแม่ยาย
ฟันธง ผิดหมดแหละ ... ไม่เอา เหลือแต่รู้ กับกาย กับกายกับรู้ แล้วมันจะไปเอาอะไรอีก ก็เอารู้กับกาย ถ้ามันจะหาอะไรอีก ก็ไปเอากายกับรู้อีก
อยู่อย่างนี้
มันจะไม่เป็นสัมมาสมาธิได้อย่างไร จิตจะไม่เป็นหนึ่งได้อย่างไร
มันจะไม่เกิดปัญญาได้อย่างไร มองไม่เห็นทางเลย
แต่ถ้าคิดไปน่ะ เห็นทางหลายทางเลย
ถ้าปล่อยให้มันคิดมันจะมีอีกหลายทาง แต่ถ้าอยู่ในที่ตรงนี้ ไม่เห็น ไม่มีทางอื่นเลย มีทางเดียว คือสิ่งที่มันเห็นอยู่ต่อหน้ามัน
ที่มันจะชัด ที่มันจะแจ้ง อะไรที่อยู่ต่อหน้ามัน
อะไรที่อยู่ต่อหน้ารู้ ไม่มีอื่นใด นอกจากปัจจุบันธรรม ปัจจุบันกาย ปัจจุบันจิต
ปัจจุบันจิตน่ะเกิดๆ ดับๆ ปัจจุบันกายน่ะตั้งอยู่ต่อเนื่อง
ดำรงอยู่ตามเหตุและปัจจัย แปรปรวนไปตามเหตุและปัจจัย มีความดับไปเป็นขณะๆ จะอยากก็ตาม ไม่อยากก็ตาม กายนี้ก็ยังดำรงอยู่ ... ไม่เหมือนจิตนะ จิตเป็นของเกิดๆ ดับๆ
บางทีก็มาด้วยความไม่รู้ บางทีก็มาด้วยความอยาก
แต่ยังไงๆ
กายนี้ยังดำรงอยู่ด้วยความเป็นปกติจนตาย มันต่างกันอย่างนี้ ...ไม่มีจิต ไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์
ไม่มีความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ ...กายยังมีอยู่เลย ไม่หายไปไหน ใช่มั้ย
เป็นพระอรหันต์แล้ว
ท่านไม่มีจิตคิดปรุงแต่งไปด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทานแล้ว กายยังมีอยู่เลย
ไม่ไปไหน
แล้วก็อยู่กับมันจนกว่ามันจะแตกดับตายไปน่ะ
ถึงบอกว่าพระอรหันต์น่ะท่านตายสองครั้ง
มีนิพพานสองครั้ง ตายครั้งแรกจิตตาย
ตัณหาอุปาทานตายพร้อมกัน จิตสังขารที่ออกมาจากความไม่รู้หรืออวิชชา ตายพร้อมกัน...ยกคลอกเลย
นี่ตายครั้งแรก
แต่กายนี่ไม่ตาย ยังต้องอยู่กับมันตามเหตุปัจจัยแห่งกรรมที่มันหล่อเลี้ยงขันธ์ห้าไว้ ... ก็ไปตายจริงตอนหมดอายุขัย อันนั้นน่ะตายจบ ตายแบบเบ็ดเสร็จ
ตายแบบไม่มีเหลือหรอ ตายแบบตายสิ้น ตายแบบหมดจด ตายแบบไม่เหลือซากธุลี
นี่ตายของพระอรหันต์
ของพวกเรานี่มันพวก...อยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียว ฆ่าฟันก็ไม่ยอมตาย
ถึงตายกูก็จะมาอยู่ใหม่ เกิดใหม่ นั่น
มันฝึกวิชาคงกระพัน ไม่ยอมตาย ไม่อยากตาย ... มันก็ตายแล้วตายอีก
ตายแล้วตายอีก อยู่อย่างนั้นแหละ มาเกิดใหม่เฝ้าโลกเฝ้าจักรวาล
เพราะไม่มาเห็นว่านี้เป็นเพียงแค่มหาภูตรูปสี่
ดินน้ำไฟลม อากาศ ความว่าง ธาตุหก ไม่มีอะไรเป็นสัตว์และบุคคล
ไม่มีอะไรเป็นเราของเราแต่ประการใด แม้แต่อณูเดียว
มันไม่รู้ ... ถึงรู้ก็รู้จำ รู้คิด ... 'ไม่เชื่อ กูไม่เชื่อ' ไอ้จิตไม่รู้ จิตอวิชชาบอกว่า แค่นี้กูไม่เชื่อ
แค่จำกับนึกเอานี่ แค่นั้นน่ะ ไม่ละหรอก มึงอย่าเผลอแล้วกัน เผลอเมื่อไหร่กูก็ยึดเอา
ไม่ใช่มันละกันได้ง่ายๆ นะ ...ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ต้องมาเปลืองแรงสี่อสงไขยแสนมหากัปบำเพ็ญหรอก ... มันจะต้องอาศัยสันทิฏฐิโก รู้เองเห็นเองๆๆ
อยู่ต่อเนื่องไป อบรมกายใจเจ้าของเองด้วยสัมมาทิฏฐิ
จิตที่รู้ชอบเห็นชอบ
ไอ้จิตสมาธิ
ไอ้จิตปัญญาไอ้จิตที่รู้อยู่ที่เดียว ไอ้จิตที่เป็นหนึ่งในปัจจุบัน
ไอ้จิตที่ไม่คิดไม่นึก ก็เป็นจิตหนึ่ง อาการหนึ่งเหมือนกัน แต่มันเป็นจิตรู้จิตเห็น
เพื่อมากำราบจิตไม่รู้จิตไม่เห็น จิตโง่ เขาเรียกว่าจิตสอนจิต
จิตเห็นจิต จิตแจ้งจิต ... แล้วก็จิตละจิต
เมื่อใดที่มันแจ้ง เมื่อใดที่มันละ
เมื่อใดที่มันจบในจิตไม่รู้ แล้วมันหมดสิ้น ... ตัวจิตรู้มันก็หมด หมดหน้าที่
ไม่ต้องทำงานแล้ว ไม่ต้องมาคอยรู้คอยดู คอยแยบคายกับอะไร เพราะมันไม่มีแล้วที่มันไม่รู้
แต่ตอนนี้จิตไม่รู้มันไม่หมด มันจึงต้องมีจิตรู้ด้วย...ต้องมากด้วย เพราะตอนนี้มันน้อย
ไอ้จิตรู้ตรงนี้มันน้อยจนถึงขั้นที่เรียกว่ากล้องจุลทรรศน์ไปส่องยังหาไม่เจอเลย
ไอ้ที่เพ่นพ่านนี่สิงสาราสัตว์เต็มไปหมดเลย
มีแต่เขี้ยวมีแต่งา คอยขวิดคอยกัดคนอื่นบ้างตัวเองบ้าง คือจิตไม่รู้ทั้งสิ้น
ทำงานทั้งวี่ทั้งวัน หลับยังฝันเลย เป็นอัตโนมัติ เป็นสันดาน เป็นนิสัย
เป็นความเคยชิน ...เป็นตัวของเราเต็มๆ
มันต้องอาศัยความพากความเพียร
ความต่อเนื่อง ความอดทน ความไม่ย่อท้อ ความไม่ขี้เกียจ ความตั้งใจ ความใส่ใจในที่อันเดียว ... อย่าไปตั้งใจหลายที่ อย่าไปจับปลาหลายมือ
อย่าไปงมเข็มในมหาสมุทร อย่าไปทอดแหจับปลาเข็มในมหาสมุทร ...ไม่มีประโยชน์
(ต่อแทร็ก 8/6)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น