วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 8/7







พระอาจารย์

8/7 (550604A)

4 มิถุนายน 2555




พระอาจารย์ –   ก็เวียนประทักษิณารอบหนังตัวเองนั่นแหละ กายตัวเองนั่นแหละ  เรียกว่าเป็นการเคารพพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติ  ไม่ได้เคารพด้วยเครื่องบูชาหรืออามิสภายนอก อันนั้นเป็นบุญ ได้บุญ ได้กุศล เกิดมาสวย เกิดมารวย เกิดมางาม 

แต่เมื่อใดที่มาปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า...ภายในนี่  อานิสงส์ที่ได้คือ ไม่กลับมาเกิด ไม่กลับมาตายอีก ... พระพุทธเจ้าถึงสรรเสริญการบูชาด้วยการปฏิบัติบูชามาก มากกว่าการต้องการอามิส บูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้หอม

ฝึกไปเรื่อยๆ เอาสติเดินอยู่ในกาย เดินอยู่ภายในนี้ อย่าให้มันออกนอก...นอกกายไป  ความรู้ความเข้าใจก็อยู่ในนี้ เกิดขึ้นมาก็เกิดขึ้นอยู่ภายในนี้แหละ ...ส่วนกิจธุระภายนอก ประเพณีนิยมภายนอก ก็ทำไปตามควร ทำไปตามที่สมควร

การดำเนินชีวิต วิถีการดำเนินชีวิต พยายามให้มันสั้น เกาะเกี่ยวให้น้อย ผูกพันให้น้อย  ...รู้จักคนเท่าไหน เท่านั้นแหละ พยายามให้น้อยลง...ไม่เพิ่ม  นอกจากว่ามันเข้ามาเอง แต่อย่าไปหา หรือว่ากิจการงานใดก็ตามที่มันจะเกิดภาวะที่ว่าผูกพันยืดยาว...ก็ละออกซะ  

อันนี้ต้องใช้อุบายวิธีของแต่ละคน ว่าจะออกยังไงที่นุ่มนวลและก็ราบเรียบที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดโยงใยเหมือนข่ายแมงมุม ... ไอ้คนรู้จักแค่นี้ก็เหนื่อยตายชักแล้ว ปัญหาเยอะแล้ว เข้าใจมั้ย  

การที่จะไปรู้จักกับผู้คนมาก แล้วก็สนิทสนมกับคน  หรือมีเหตุด้วยงาน ด้วยกิจการใดก็ตามที่จะต้องไปข้องแวะกับคนมากๆ แล้วจะต้องสืบเนื่องผูกพันกันนี่ ...ให้มันน้อย 

แล้วจากไอ้ที่มันเหลืออยู่ ที่มันจำเป็นต้องอยู่ ต้องรู้จักกัน ต้องคบหากันอยู่นี่  ก็ค่อยๆ ทำความจางคลาย จากความผูก ความแน่น ความรัก ความเกี่ยวความข้องกันทางสายใยสายใจ 

จนมันโดดเดี่ยวขึ้น จนมันเข้าไปรู้ เข้าไปถึงความหมายของคำว่า เกิดคนเดียว ตายคนเดียว  มันจะเป็นอิสระขึ้น ...ไม่งั้นมันก็จะเป็นเงื่อนไข

เพราะนั้นว่ากิจการงานใด หรือว่าภาระหน้าที่อะไร...ที่ดูดีใหญ่โตขึ้นหรือทำให้ข้องแวะกับผู้คนมากขึ้น  ให้รู้ไว้เลยว่านั่นหาเรื่องทุกข์ หาเรื่องไม่จบไม่สิ้น และก็เป็นภาระมาก ...อาจจะได้ แต่ได้ไม่เท่าเสีย ถ้าทางธรรมนะ ...ถ้าคนทางโลกก็ว่าดี สนับสนุน

แต่ถ้ามุ่งเอาธรรม อย่าจับปลาสองมือ ...ก็กลับมา แค่นั้น ไม่มีอะไร ก็สบายดี  แล้วก็พยายามจำกัดกายใจ เฉพาะกายใจ ให้มันหดตัวลง ...ภายนอกก็หดตัวลง เหมือนกับโลกมันแคบลง ให้โลกมันแคบลง ไม่กว้างเหมือนกับว่าแบบชื่อเสียงขจรขจายหรือว่าทำให้คนรู้จักมากขึ้น สงเคราะห์คนมากขึ้นอะไรพวกนี้

พยายามกลับมา...ที่ให้มันหดเหลือแค่กายใจ จนสุดท้ายเหลือแค่ใจหนึ่ง เกลี้ยง ...ให้ได้อย่างนั้นก่อน  แล้วทุกอย่างมันค่อยออกมาเกื้อกูล จากนั้นค่อยมาเกื้อกูลสงเคราะห์ด้วยความเต็มภาคภูมิ 

เหมือนเป็นพลทหาร จะไปคุมกองทัพรึ  ใช่ป่าว  ต้องเป็นจอมพลก่อนเด่ะ หรือพลเอกยังงี้  เออ ถ้าพลเอกยังงี้ ชี้นิ้วได้ ... แต่ถ้าเป็นพลทหาร มันคุมอะไรไม่ได้  มันช่วยงานได้นิดๆ ในการสงเคราะห์หรือเกื้อกูลคน  ก็ระดับพลทหารน่ะมันไปทำอะไรได้ ...ก็จนกว่าเราจะเลื่อนขั้นเลื่อนยศของตัวเองได้ก่อน 

ด้วยการเจริญปัญญาธรรม สมาธิธรรม สติธรรม ทั้งหลายที่เป็นธรรมที่เกื้อกูลในองค์มรรคของตัวเอง  จนรู้แจ้งเห็นจริง จนรู้ชัดเห็นชัด จนรู้ชอบเห็นชอบ จนไม่สงสัยลังเลในธรรมทั้งหลายทั้งปวง จนไม่ติดไม่ข้องในธรรมทั้งหลายทั้งปวง  นั่นแหละ ถือว่าจากนั้นไปจะทำอะไรก็ทำได้แล้ว

แต่ตอนนี้ต้องมุ่งลงที่การทำความรู้แจ้งเห็นจริง แข่งกับเวลา...ถือว่าต้องแข่งกับเวลา  เพราะเวลามันเร็ว อายุเรามันสั้น แต่เวลาน่ะเร็ว  เดี๋ยวแป๊บๆ วันนึง แป๊บๆ เดือน แป๊บๆ ปีนึงแล้ว แป๊บๆ สิบปีไปแล้ว แป๊บๆ ...เอ้า จะตายแล้วหรือนี่ ... แปลว่าชีวิตก็สั้นลงไป มีแต่สั้นลงๆ ไป เวลาก็หมุนวนไป บีบรัด 

ถ้ายังไม่รู้แจ้งภายใน ยังวางใจไม่ได้ ยังวางใจไปทำธุระอื่นไม่ได้ ...แต่ว่าไอ้ที่ธุระการงานนี่ก็ทำไปแบบเลี้ยงชีพไป อยู่ไป กินไป มีเท่าไหร่ก็เท่านั้นน่ะ ไม่ได้เอาไปสร้างความร่ำรวยกับอะไร หรือไปหาความสุขกับอะไรภายนอก

กำชับลงมาที่กายใจของตัวเอง จนมันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่พึ่งอะไร ... ให้สังเกตว่ามันพึ่งอะไร คือถ้ามันขาดอะไรแล้วรู้สึกกระวนกระวาย นั่นแปลว่าเรายังพึ่งสิ่งนั้นอยู่ 

ก็จนมันอยู่ได้โดยไม่กระวนกระวายเมื่อมันขาดหรือว่ามันไม่มี  คือจิตที่มันหมายที่พึ่งที่อื่นมันน้อยลง จนหมดสิ้น ...มันจะเหลือที่พึ่งอันเดียวคือกายปัจจุบันใจปัจจุบัน  สุดท้ายก็เหลือแต่ใจปัจจุบัน แค่รู้และเห็น แค่นั้น  ทำไปเป็นปัจจุบันไป...ผลจะเป็นยังไงก็แล้วแต่

แล้วก็ต้องจำไว้ว่าคนรอบข้างเราเป็นคนที่มีกิเลสทั้งนั้น  แน่นอน มันไม่ได้อย่างใจหรอก ทำยังไงมันก็ไม่ถูกใจพระเดชพระคุณหรอก มันเป็นงั้นแหละ...ธรรมดา  ตัวเองยังทำไม่ถูกใจตัวเองเลย จะไปถูกใจคนอื่นได้ยังไง 

ก็ดีแล้ว อยู่กับปัจจุบันธรรมไป เรียนรู้ตัวเองไป  เมื่อกระทบสัมผัสแล้วจิตมีอาการอย่างไร เมื่อมีคนนั้นพูดอย่างนี้ คนนี้พูดอย่างนั้น เมื่อคนนั้นเสนออย่างนี้ เมื่อคนนั้นอยากได้อย่างนั้นแล้วเราทำไม่ได้  ให้ดูว่าจิตมันเกิดอาการยังไง  

จะขุ่นมัว เศร้าหมอง คิดมาก กังวล กลัว ก็ให้เห็น...เห็นเฉยๆ ไม่ต้องไปต่อกับมัน  แล้วก็...'เออ แค่นั้น'  จนกว่ามันจะสลาย จางคลาย ในตัวของมันเอง ...เรียกว่ามาเรียนรู้จิตอย่างนี้

ในระหว่างที่รอให้มันสลาย หรือดูว่าที่สุดของมันจะเป็นยังไง  ระหว่างนั้นก็อยู่ในหลัก จับหลักให้มั่น ไม่งั้นมันจะอดไม่ได้ที่มันจะเข้าไปคิดต่อ อดไม่ได้ที่จะเข้าไปทำความเห็นเพิ่ม อดไม่ได้ที่จะไปเอาถูกเอาผิด อดไม่ได้ที่จะเข้าไปปรับแต่งจิต 

สำคัญน่ะ การดูจิตของพวกเรานี่มันอดไม่ได้ที่จะไปปรับแต่งจิต ปรับแต่งอารมณ์ ปรับแต่งกิเลส ปรับแต่งขันธ์  มันไม่สามารถจะตั้งมั่น เป็นกลาง ด้วยอาการรู้เห็นเฉยๆ ได้มั่นคงเพียงพอ  

เพราะนั้นก็ต้องระวังการดูจิต ดูอารมณ์  พอกระทบแล้วจิตมันแสดงอาการ ...ต้องอยู่ในหลัก ต้องจับหลักไว้ เพื่อให้รู้และเห็นมันมั่น เป็นกลางจริงๆ ...ด้วยการรู้กาย รู้ปกติกายไว้ คือกายศีลนี่ต้องรักษาเพื่อให้เกิดความมั่นคงของใจ 

ไม่งั้นใจหวั่นไหว ...พอใจหวั่นไหว มันจะคิดต่อ  พอใจหวั่นไหวมันจะมีอดีตอนาคต  พอใจไหวใจส่ายปุ๊บ มันจะมีเรื่องที่น่าจะเป็น-ไม่น่าจะเป็น...ข้างหน้า  แล้วมันจะเคลื่อนๆๆ ออกไปจากขันธ์ปัจจุบันมากขึ้น ... ในระหว่างที่เคลื่อนออกไป ความหลงก็กระฮือขึ้น โมหะก็ครอบงำขึ้นอย่างนี้

เพราะนั้นเวลาเราทำงาน อาการอย่างนี้เกิดซ้ำหมด มันเลี่ยงไม่ได้หรอก ...ถือว่าฝึกเอา เป็นการฝึกอบรม เมื่อรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าไหลไปแล้ว หลงไปแล้ว เพลินไปแล้ว หลงคิดไปกับมันแล้ว หลงคาด หลงหมาย หลงหวัง ไปกับผู้คน สัตว์ คนรอบข้าง หัวหน้างาน ลูกน้องอะไรก็ตาม ...ก็กลับมาอยู่กับกายซะ 

เหมือนกับตัด...ตัดลงไปเลย สลัดออกไป ทิ้งออกไป ละลงไปเลยในปัจจุบัน ละอาการนั้นๆ ไปในปัจจุบัน  ให้มันเป็นสมุจเฉทลงในปัจจุบันไป ประหารอดีต ประหารอนาคตไป ...คืออดีตอนาคตมันมีเพราะจิตมันหลงไปเอาจริงเอาจัง พอกลับมาอยู่กับกายปัจจุบันปุ๊บ ทุกอย่างก็ดับหมด

แรกๆ มันไม่ดับหมดหรอก มันจะมีร่องรอย มันยังเหลือร่องรอย ...เหมือนเราเดินไป แล้วเดินไปเหยียบผืนดิน  ถ้าเหยียบแรง รอยมันลึก ...ถึงไม่เหยียบแล้ว เอาตีนออกแล้ว แต่มันยังมีรอย ... เนี่ย ก็จนกว่ารอยมันจะจางไป 

เพราะนั้นว่ารอย บางครั้งทำไมถึงจางเร็ว จางไม่เร็ว ...ก็เพราะว่า เหยียบแรงรึเปล่า ถ้าเหยียบแรงล่ะ โอ้ย มันก็อยู่นานหน่อย  แม้กระทั่งว่ารู้กายรู้ใจแล้ว อยู่กับกายอยู่กับใจไม่คิดต่อแล้ว มันยังมีร่องรอยของเก่าอยู่เลย ...ก็ต้องอดทนน่ะ

แต่คราวนี้สำคัญว่ามันไม่ได้มีรอยเดียวไง มันหลายรอย  ไอ้นี่ก็รอยนึง ไอ้นั่นก็รอยนึง  มันก็เลยเป็นภาระหนัก เครียด  แบบยังไม่เสร็จเรื่องคนนั้นบอกเลย คนนี้มาบอกให้ทำอย่างนี้อีกแล้ว อย่างเนี้ย  ไอ้นี่ก็รอยนึง ไอ้นั่นก็รอยนึง ...'เอ้ย กูจะอยู่ตรงไหนดีวะเนี่ย' อย่างเนี้ย

เพราะนั้นกว่าที่รอยมันจะจางไป แล้วดันมีรอยใหม่มาอีก  นี่คือวิถีที่มันต้องพัวพันน่ะ เลี่ยงไม่ได้เลย ...อยากไม่เกิดมาเป็นนักบวชนี่ ใช่มั้ย ก็เลยต้องรับกรรมไป  ถือว่าเป็นเครื่องเรียนรู้ไป 

จะว่าไปถึงเป็นนักบวชมันก็มีรอยของนักบวชน่ะ ...มึงว่าอย่าง กูว่าอย่าง  มึงปฏิบัติดี กูปฏิบัติชอบ  กูปฏิบัติชอบ มึงปฏิบัติไม่ชอบ  กูทำถูก มึงทำผิด ...มันก็มี หนีไม่พ้นหรอก ตราบใดที่อยู่กับคน มันเป็นอย่างนั้น 

เรียนรู้ไป ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เราจะต้องฝ่า เพื่อความจัดเจนและชำนาญในการเข้าไปสู่องค์มรรค ในการที่จะเข้าไปเห็นมรรค เข้าไปอยู่กับมรรค แล้วก็เข้าไปแนบแน่นอยู่กับมรรค ...สุดท้ายพวกนี้มันจะมาสงเคราะห์ให้เราเกิดความแข็งแกร่ง มั่นคง ชัดเจน ในการเดินไปในมรรค 

มันก็จะเจอภาวะอย่างนี้ ซ้ำซ้อน เรื่องเก่าเรื่องใหม่ มันก็วนเวียนอยู่ในเรื่องอย่างเนี้ย วนไปเวียนมา  คนนั้นเอาอย่าง คนนี้ก็จะเอาอย่าง  คนนั้นก็อยากช่วย คนนี้ก็อยากช่วยให้อย่างนี้อย่างโน้น ...ไม่ต้องคิดมาก มันก็งั้นๆ น่ะ สบายดี อยู่กับปัจจุบันขณะ แค่นั้นเอง

แล้วมันก็เป็นไปตามธรรม ...เดี๋ยวเขาก็มาประเคนให้เอง  ทีพระเขายังประเคนเลย ไม่ต้องไปขอเลย ...คือเขาประเคนอะไรนี่ ต้องรับหมด บางทีไม่อยากได้เย็น เสือกเอาน้ำแข็งมาให้ อะไรอย่างเนี้ย  เขาประเคนแล้วก็ต้องรับ ...พระพุทธเจ้าท่านสร้างนิสัยเลยว่า อะไรก็ต้องรับ ไปขัดศรัทธาไม่ได้ 

นี่ท่านสอนวิถีของพระ เป็นวิถีที่เลือกไม่ได้ ...ไปบิณฑบาต อยากได้ข้าวเจ้า เขาใส่ข้าวเหนียว  วันนี้อยากกินข้าวเหนียว ดันใส่ข้าวเจ้า อย่างนี้  พระพุทธเจ้าบอก ไปปิดบาตรไม่ได้นะ เขาใส่ก็ต้องรับ เขาเรียกว่าเลี้ยงตัวเองด้วยผู้อื่น แล้วแต่เขาจะบริจาค 

นี้เพื่ออะไร...เพื่อดัดสันดานกิเลส  ...ถ้ามันมีเงินในกระเป๋า มันไม่เดินขอเขาหรอก อยากกินอะไรก็ซื้อกิน  มันก็ไม่เห็นเนื้อแท้ของกิเลส ไม่เห็นจิตที่มันกระสับกระส่าย กระวนกระวายไปด้วยความอยาก-ความไม่อยาก 

พระพุทธเจ้าถึงตั้งรูปแบบของพระภิกษุขึ้นมานี่ เพื่อให้กลับมาเรียนรู้กายใจ ในลักษณะที่ให้เป็นปกติธรรมดา เขาถวายอะไร ไม่เรียกร้อง ไม่ดูถูก ไม่ประมาทสิ่งของที่ทายกทายิกาเขาให้ อย่างเนี้ย 

ทุกอย่างเป็นธรรม ...ถ้าผู้มีปัญญาจะรู้ว่าทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ กำหนดไว้  มันเป็นธรรมที่จะสอนกายสอนใจทั้งนั้น ... อย่างการเป็นการอยู่ทำไมท่านบอกบริขารแปด พอแล้ว ดำรงชีพได้แล้ว ไม่ตายแล้ว นอกนั้นเกิน เหลือเฟือไป รุงรัง ...เพื่อให้พระอยู่แบบบริหาร บริขารแปดก็อยู่ได้ 

ลองดูสิ ...ไม่ต้องถือเงิน ไม่ต้องมีเงินก็อยู่ได้ แล้วก็อยู่โดยอาศัยผู้อื่นเขา  เมื่ออยู่โดยอาศัยผู้อื่นเขา ก็ต้องทำตัวให้ดีหน่อยสิ ไม่งั้นไม่มีใครให้ของนะ  นั่น ทุกอย่างท่านวางรูปแบบของนักบวชไว้เพื่อการนี้ 

ไม่ใช่เพื่อเอาธรรมวินัย เอาความเคร่งครัดเป็นศีลสมาธิให้เกิดปัญญาอะไรหรอก แต่เพื่อให้เรียนรู้วิถีการดำรงชีพที่พอเพียง สันโดษ เป็นกลาง ...ไม่ใช่อยู่ด้วยความละโมบโลภมากทะยานอยาก มีเงินในกระเป๋าก็หาซื้อเอา 

ถ้าเลือกกินเลือกใช้ได้ก็หมายความว่าชี้นิ้วเอา วันนี้จะกินอะไร ต้องใส่บาตรอย่างนี้นะ ฉันจะกินอย่างนั้นนะ นั่นไม่ต้องมาบวช มันจะอบรมกายใจกันไม่ได้ 

แต่นี่มันเป็นวิถีที่พระพุทธเจ้าวางไว้...เพื่อให้เห็นกิเลสทำงาน แล้วก็จะได้ละได้  ถ้าไม่งั้นมันไม่เห็นกิเลส มันจะละอะไร มันก็ละไม่ได้


(ต่อแทร็ก 8/8)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น