วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 8/10




พระอาจารย์

8/10 (550605B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

5 มิถุนายน 2555



พระอาจารย์ –  ...เคยไปเที่ยวแบบมีไกด์นำไหม แล้วไกด์ที่นำนี่เมา ...เคยให้ไกด์ที่เมานี่นำทางไหม  

เมื่อใดที่เราตามไปกับจิตที่เป็น 'เราอยาก-เราไม่อยาก'  นั่นแหละเรากำลังตามไกด์นำทางที่เมาเหล้า  มันจะพาไปไหนล่ะ นึกดู...ลองนึกดู ถ้าไกด์ที่นำทางมันเมาน่ะ มันจะพาเราไปไหนดี ... ตอบให้เลย ... "ไม่รู้ว่ะ"

จุดมุ่งหมายของคนเมานี่ไม่รู้นะว่ามันจะไปไหน มันพาไปแบบไม่รู้ แล้วถ้าชอบ มันก็ว่า "ได้แล้วอ่ะ ตรงนี้เลย ใช่ๆ" มันก็ว่าของมันอย่างนั้น  ... แล้วเรากำลังให้คนที่เมาน่ะเป็นผู้นำทาง เราไม่อยู่กับผู้ที่ไม่เมาเป็นคนนำทาง 

แล้วใครเป็นคนที่ไม่เมา...คนที่รู้ ผู้ที่รู้ ... มาอยู่ถ้ำ เคยได้ฟังเทศน์หลวงปู่เรื่องดวงจิตผู้รู้มั้ย

โยม –  เหมือนจะเคยค่ะ

พระอาจารย์ –  ดวงจิตผู้รู้นั่นแหละคือผู้ที่ไม่เมา ... เนี่ย นั่ง ตอนนี้ รู้มั้ยว่านั่ง

โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ดวงจิตที่รู้ ... สงสัยรู้มั้ย

โยม –  รู้ค่ะ

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะดวงจิตผู้รู้ว่าสงสัย ...ตัวสงสัยคือดวงจิตที่เมา แน่ะ เขากำลังจะนำเราออกไป สงสัยกำลังจะเป็นผู้นำทาง...คือคนเมา 

แล้วรู้มั้ยว่ากำลังสงสัย  ถ้ารู้ว่าสงสัย ...ก็อยู่ที่รู้ว่าสงสัย ไม่ตามคนเมา เห็นมั้ย นี่คือสติ...ที่กลับมาอยู่กับการรู้อยู่ในปัจจุบัน

รู้ไว้ รู้อยู่ตรงนี้ ... มันจะชักจูงชักลากนำพาไปที่ไหน...ไม่ไป  เพราะมันเมา มันจะพาเราเมา มันจะพาไปค้นหาสมบัติอะไร...ไม่เชื่อมัน  มันจะแอบอ้างสรรพคุณของสมบัติ...ไม่ฟัง จะรู้อยู่ตรงนี้ ตรงกายก้อนนี้ที่มันมีอยู่จริงนี่

แล้วก็สืบค้นลงในความเป็นจริงของกายนี่ สืบค้นด้วยการรู้และเห็น ไม่ต้องไปสืบค้นด้วยการคิดวิเคราะห์ ... รู้เฉยๆ ว่านั่ง...จบ 

แล้วดูว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อ ก็ให้รู้ว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อ ดูอาการมัน รู้อาการมัน รู้อาการของก้อนนี้ (เสียงสัมผัส) ...ไม่ต้องพิจารณาอะไร ไม่ต้องคิด  ปิดตำรา ปิดหูซะ ไม่ต้องไปฟังคนนั้นว่าต้องเห็นอย่างนั้นต้องได้อันนั้น ต้องทำอย่างนี้แล้วจะได้มรรคผลนิพพาน...ไม่ฟัง 

จะรู้ตรงนี้ จะเห็นตรงนี้ เงียบๆ เงียบๆ ...ทีมันนั่ง มันยังนั่งเงียบๆ เลย ... มันนั่งเงียบๆ ใช่ไหม มันมีปากมีเสียงไหม

โยม –  ไม่มีค่ะ

พระอาจารย์ –  อือ แล้วจะไปปากไปเสียงอะไรกับมัน

แต่เดี๋ยวๆ มันก็ไปอีกแล้ว เที่ยวอีกแล้ว เดี๋ยวมันก็เที่ยวอีก เดี๋ยวก็ลืมอีกแล้ว ทำยังไงล่ะ นอกจากการกลับมารู้บ่อยๆ

เดี๋ยวก็เพลินคิดหาวิธีการอีกแล้ว เดี๋ยวมันก็ลอย...ไอ้ที่จำได้ เดี๋ยวก็คิดขึ้นมาเอง “คงไม่ได้อะไร ต้องทำอย่างนี้ก่อน” ...ไปอีกแล้ว ทิ้งของจริงอีกแล้ว ทิ้งความจริงในปัจจุบันอีกแล้ว ...

“เดี๋ยวถ้าเราทำอย่างนี้ พอกลับไปเจอความวุ่นวายอีก มันจะแก้ไม่ได้หรอก ไม่มีวิธีแก้อะไรขนาดนั้น เดี๋ยวต้องหาอะไรทำ” ...ไปอีกแล้ว จะเอาอะไรอีกแล้ว จะเอาอะไรเป็นที่พึ่งอีกแล้ว

แล้วก็เมามายไปกับมัน มัวเมาไปกับมัน สุ่มเดาไปกับมัน คาดเดาไปกับมัน ค้นหาไปกับมัน...ไม่จบไม่สิ้น ...ยิ่งทำยิ่งสงสัย ยิ่งปฏิบัติไปยิ่งสงสัยไป “เอ๊ะ ทำไมวันนี้ได้ อีกวันทำไมไม่ได้ ...เอ๊ะ ทำไมเคยทำอย่างนี้แล้วมันเคยได้ ทำเหมือนเดิม ทำไมไม่ได้”

เดี๋ยวต่อไปจะเจออาการนี้ ถ้าทำ...โดยอาการของนักภาวนา แล้วก็ไปเที่ยวถาม ...คนนึงก็มีความเห็นอย่าง คนนึงก็บอกอย่าง อีกคนก็บอกอีกอย่าง ...สงสัยอีก กลับมาทำเองก็สงสัยอีก ไปถามคนอื่นก็สงสัย สามวันดีสี่วันไข้  จนไปๆ มาๆ หลังๆ จะเหลือหนึ่งวันดีเจ็ดวันไข้

ต่อไปหาดีไม่ได้เลย... ก็ท้อแล้ว เริ่มท้อแล้ว เริ่มไม่ภาวนาแล้ว อยู่ไปงั้นๆ เพราะว่าคงทำไม่ได้แล้ว เพราะว่าไม่เห็นเหมือนกันกับที่เขาพูดเลยสักอย่าง ...ก็ตายลงข้องเดิมน่ะ

เพราะนั้น การภาวนา แรกเลยนี่ ที่ฟังเราและที่ไม่เคยฟังเราแล้วมาฟังเรา ... เบื้องต้นเลยเราจะสอนด้วยวิธีการที่ว่าปรับทิฏฐิให้ตรง ปรับความเห็นให้ตรงก่อน...ว่า พระพุทธเจ้าต้องการสอนอะไร พระพุทธเจ้าต้องการสอนให้ปวารณาเพื่ออะไร ... อะไรเรียกว่าการภาวนาที่แท้จริง 

ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้ได้ เพื่อให้มี เพื่อให้เป็น ...ทุกอย่างที่ทำกันมานี่ เพื่อให้ได้ เพื่อให้มี เพื่อให้เป็นหมดเลยน่ะ ...อย่างมานี่ จะต้องได้อะไรกลับไปสักอย่าง ใช่มั้ย ...หวังนะ คาดนะ 

โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้าได้ก็ดีใจ รู้สึกว่าได้แล้วก็ดีใจ  ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้จะเสียใจ ... เห็นมั้ย แค่เราตั้งความหวังไว้นี่ เตรียมรอทุกข์ไว้เลย  ภาวนาได้ก็ทุกข์ ภาวนาไม่ได้ก็ทุกข์  เนี่ย ...มันภาวนายังไงของมันกัน

แต่ถ้าเข้าใจ ... การภาวนานี่มันเป็นการเรียนรู้ มันเป็นการสำเหนียก มันเป็นการศึกษา ...เพื่อศึกษา เพื่อสำเหนียก เพื่อแยบคาย เพื่อถี่ถ้วน...กับทุกสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน โดยไม่เลือก

แต่คราวนี้ว่าเราจะไปเรียนรู้และยอมรับกับทุกสิ่งในปัจจุบัน  ในขณะนี้...ปัญญาเรายังน้อย...ทำไม่ได้หรอก

ท่านก็ให้จำเพาะกลับมารู้ลงตรงที่กายปัจจุบัน...เป็นหลัก  อย่าให้มันแตกกระสานซ่านกระเซ็น...ออกไปคว้า ออกไปหาอะไรนอกเหนือจากกายที่ปรากฏในปัจจุบัน...ซึ่งมันมีอยู่แล้ว ... มันมีมาตั้งแต่เกิด...กายน่ะ

กายธรรมดานี่แหละ นั่งธรรมดานี่  ลมพัดก็เย็นเป็นธรรมดานี่แหละ รู้สึกธรรมดาๆ นี่แหละ ... มันไม่ต้องไปตีลังกากลับหัวดูกายหรอก ไม่ต้องไปลึกลับซับซ้อนกับกายหรอก 

ก็กายธรรมดานี่แหละ ... ยืน เดิน นั่ง นอน  กิน เคี้ยว กลืน กระพริบ กระเพื่อม เคลื่อน ไหว เหลียวซ้าย แลขวา เหยียด คู้ ยาว เนี่ย กายอย่างนี้ ...ความรู้สึกธรรมดานี่แหละ

ให้รู้กายธรรมดานี่แหละ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องไปแบ่งออกเป็นกระดูก ไม่ต้องไปดูกระดูก ไม่ต้องไปดูอสุภะ ให้มันวุ่นวี่วุ่นวาย  ไม่ต้องไปลอกเนื้อ ลอกหนัง ลอกกระดูก ลอกเอ็นอะไร

ก็ปกติ...นั่งก็รู้ว่านั่งปกติธรรมดานี่ แล้วในขณะนั่งปกติธรรมดา มีอาการอะไรปรากฏมั่ง  ลมพัดทีเย็นทีๆ ก็รู้ ...ให้มันพอดีกับสิ่งที่ปรากฏจริงในปัจจุบันของกาย แค่นั้นแหละ...ฝึก

ไม่ต้องทำอะไรหรอก  แล้วก็ไม่ต้องไปหาอะไรทำด้วย ไม่ต้องไปหาเรื่อง แล้วก็ไม่ต้องเอาเรื่องอะไรกับมัน ...แล้วการรู้กาย ปกติกายอย่างนี้ ก็ไม่ต้องหาเหตุหาผล รู้เฉยๆ ดูมันเฉยๆ ว่ามันปรากฏยังไง มันรู้สึกยังไง มันมีความรู้สึกยังไงในกายตอนนี้ มันอยู่ในท่าทางไหน

อย่าเบื่อ อย่าไปหาอะไรดีกว่านี้ดู อย่าไปคิดว่ามีอะไรดีกว่านี้ดู ... พอมันคิด...ไม่เอา มันเมา...ไม่เอา มันจะให้ออกนอกความจริงในปัจจุบัน...ไม่เอา  อดทนหน่อย  มันอยากหาความสงบ...ไม่เอา มันอยากให้สงบมากยิ่งกว่านี้...ไม่เอา ... เอากายปกตินี่ อยู่กับกายปกติ รู้กับกายปกตินี่

เรียกว่าเป็นการเจริญสติในกาย โดยไม่มีเวลา คือตลอดเวลา ไม่มีเช้า ไม่มีสาย ไม่มีหนึ่งชั่วโมง-ครึ่งชั่วโมง ... รู้ตอนไหนก็ตอนนั้น เพราะกายมันมีตลอดเวลา ใช่ป่าว ...ไอ้ที่ไม่มีตลอดเวลาคือสติ  อันนั้นน่ะต้องฝึก เพราะถ้าไม่ฝึกเดี๋ยวมันก็หาย

อยู่ได้ยังไง ไม่มีกายอยู่ในโลกนี้อยู่ได้ยังไง ...ทั้งวันนี่อยู่โดยที่ไม่มีกาย อยู่ได้ไง  ทั้งๆ ที่มันมีกายน่ะ ...คือมันอยู่ได้ยังไงน่ะโดยที่ไม่รู้ตัวเลย...ว่ามีตัวอยู่ในโลกนี้ หือ แล้วมันจะไม่โง่มากขึ้นไปได้ยังไง

เพราะตลอดตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับไปนี่ อยู่กับสิ่งที่ไม่มีจริงแทบจะตลอดเวลาเลย อยู่กับความคิดบ้าง อยู่กับอดีตบ้าง อยู่กับเรื่องราวคนนั้นคนนี้บ้าง อยู่กับสิ่งที่คาดอยู่หวังอยู่...สิ่งที่ว่าเดี๋ยวจะทำยังไง เดี๋ยวจะไปไหน เดี๋ยวจะเอาอะไร ...โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีกายอยู่นะในโลก

มันจะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ซับซ้อน ทุกข์ซ่อนเร้น ทุกข์ทับถม ทุกข์ทนทรมาน ทุกข์รายวัน ทุกข์รายเดือน ทุกเบี้ยบ้ายรายทาง  มันเก็บทุกข์ตลอด ทั้งวัน ... เพราะอะไร เพราะไปอยู่กับสิ่งที่ไม่จริง แต่เข้าใจว่ามีอยู่จริง จนเป็นนิสัย ...มันเป็นนิสัยนะ

เดี๋ยวพอจะไปฝึกนะ ตั้งใจจะไปฝึกดูกายแล้วจะรู้เลย...มันไม่ชอบอยู่ตรงนี้หรอก มันชอบไป ... "เรา" น่ะชอบไป 

เรามันชอบไป เราชอบออกไปเที่ยว เราชอบออกไปหา เราชอบออกไปโปรเจ็คล่วงหน้า เราชอบออกไปหากระบวนวิธีการที่มันล้ำเลิศ พิสดาร ประเสริฐ  เราไม่ชอบอะไรๆ ที่มันธรรมดา เราไม่ชอบอยู่กับอะไรๆที่มันเป็นปกติธรรมดา ยืนก็แค่ยืน เดินก็แค่เดิน

เนี่ย พอให้รู้ว่าเดิน รู้ว่าเดิน แค่เดินธรรมดานี่ มันรู้สึกว่า มันช่างธรรมดาเสียจริงๆ ...ไม่ชอบ "เราไม่ชอบ  เราชอบอะไรที่มันมีสีสัน เราชอบอะไรที่มันอลังการ เราชอบอะไรที่มันดูดี เราชอบอะไรที่มันประหลาดมหัศจรรย์ เราชอบอะไรที่มันวิจิตรพิสดาร

นั่นน่ะจิต มันเมา มันลุ่มหลง มันมัวเมา กับสิ่งที่เกินความเป็นจริงซึ่งก็คือธรรมดา นั่งธรรมดา ยืนก็เป็นธรรมดา ลมพัดก็เย็นเป็นธรรมดา เป็นปกติธรรมดา นี่

ธรรมดา มาจากคำว่าธรรม มีความหมายเดียวกันกับคำว่าธรรม เพราะนั้นก็คือธรรมดา คือสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมดา ท่านเรียกว่าธรรม สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมดาหรือธรรม หรืออีกคำหนึ่งก็คือธรรมชาติ ก็คือความหมายเดียวกับธรรม แล้วก็ธรรมดา ก็คือความหมายเดียวกันกับ...ความจริง...ทุกสิ่งเป็นธรรมดา

เมื่อใดที่เราปฏิเสธธรรมดา เมื่อใดที่จิตนี้ปฏิเสธธรรมดา หาอะไรที่ไม่ธรรมดา หรืออะไรที่เกินธรรมดา แปลว่าทุกสิ่งนั้นเกินความเป็นจริง ทุกสิ่งนั้นนอกความเป็นจริง ทุกสิ่งนั้นออกจากความเป็นจริง

นั่น จิตที่ไม่รู้ ... แล้วมันก็จะเสกสรรปั้นขึ้นมาให้มันวิจิตรอลังการขึ้นไปเรื่อยๆ น่าใคร่มากขึ้น น่าหลงมากขึ้น น่าแสวงหา น่าจับต้อง น่าครอบครองยิ่งขึ้น ถ้าพูดภาษาพระพุทธเจ้าพูดว่า ติดข้องยิ่งขึ้น

กลายเป็นว่ายิ่งภาวนายิ่งติดข้องหรือเปล่า ...ทั้งๆ ที่ว่าอยู่ธรรมดานี่ มันก็ไม่ได้ข้องกับอะไรอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ลากสังขารมาหาที่ข้องอีก ...ไม่มีข้องก็จะไปหามาให้ข้อง  

มันไม่สงบก็คือไม่สงบ ก็จะหาความสงบมาข้อง  มันไม่ดีก็จะหาความดีมาข้อง ... เห็นมั้ย อะไรที่มันหานั่นแหละคือสิ่งที่มันจะต้องไปข้อง แวะ เกาะ เกี่ยวเหนี่ยวรั้ง ครอบครอง

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันเป็นอย่างนี้ เตรียมรับได้เลย...ทุกข์ มากหรือน้อย สั้นหรือยาว ประเดี๋ยวนึงหรือยาวนาน แล้วแต่เหตุปัจจัย ...แต่ไม่มีผลอื่นๆ หรอกนอกจากอย่างนี้...คือทุกข์ทั้งนั้น

เพราะอะไร ...เพราะมันไปข้องกับสิ่งที่ไม่จริง เพราะมันไปข้องแวะกับสิ่งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา โดยที่ไม่เข้าใจว่ามันเป็นทุกขัง อนัตตา ...นี่แหละจิตผู้ไม่รู้ นี่แหละจิตที่เมา ...แล้วเรายังไปสนับสนุนจิตที่มัวเมาซ้ำลงไปอีก

อยู่ดีๆ ก็ไม่ทุกข์นะ ...พอมาเริ่มนั่งภาวนา เริ่มทุกข์แล้วนะ เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะได้สักที  นี่ ทุกข์ซ้อนทุกข์ขึ้นมาแล้ว โดยที่...กายเขาไม่ได้รู้สึกเลยน่ะ ว่าเขาเป็นทุกข์ ...มีแต่ "เรา" น่ะ ผู้เป็นทุกข์ ...เพราะหาไม่ได้

ถ้าเราเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ เราก็จะออกจากทุกข์ได้  เราก็จะอยู่ได้ในโลกนี้...โดยไม่เป็นทุกข์ ...เพราะเราเข้าใจแล้ว กระบวนการที่จะเกิดทุกข์คืออะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดต่อเนื่อง อะไรเป็นเหตุที่ดับทุกข์ ... นี่ มันเข้าใจ

พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็หมายความว่าจะเข้าใจอริยสัจ ๔ ...จากการที่อยู่กับธรรมดานี่แหละ  ไม่ต้องไปดิ้นรนขวนขวายหาปัญญาอะไรหรอก  อยู่ตรงนี้ให้ได้...เดี๋ยวก็เข้าใจเองว่าทุกข์มันเกิดตอนไหน ทุกข์มันเกิดจากอะไร

มันเกิดจากเสียง มันเกิดจากรูปที่เห็น หรือเกิดจากเราไปยึดมั่นถือมั่นมัน หรือเกิดจากเราไปให้ค่าให้ราคามัน หรือเกิดจากเราไปสมมุติเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้ 

ทั้งๆ ที่ว่าเสียง แล้วก็รูปนี่ เขาไม่ได้ว่าอะไร ...เหมือนกายที่เราให้เห็นนี่ เขาว่าไหมเขาเป็นใคร เขาว่าไหมว่าเขาเป็นของใคร เขาบอกมั้ยว่าเขาสวย เขาบอกมั้ยว่าเขาไม่สวย หือ ใครว่า

มันว่าเอง แล้วมันก็ทุกข์ของมันเอง มันเชื่อของมันเองแล้วก็ว่าของมันเอาเองว่าเป็นทุกข์เอง ...ทั้งๆ ที่ว่า ความเป็นจริงเขาไม่ได้ว่าอะไรเลย  

เงียบใช่ไหม ...ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นอัตตลักษณ์ของมันเลย...ว่ามันคือใคร ว่ามันเป็นอะไร ว่ามันตั้งไว้ให้ใคร ว่ามันตั้งไว้เป็นสมบัติของใคร

แล้วมันเป็นอะไรล่ะ ...เป็นธรรมดาหนึ่งที่ปรากฏ ด้วยความเป็นกลาง ... นั่นแหละ สืบค้นความจริงตรงนี้แหละ ด้วยสติที่หยั่งลงในปัจจุบัน

ไม่รู้จักหรอกสงบ...เราไม่สน  อดีต-อนาคตจะได้ จะไม่ได้ จะไม่ถึง...เราไม่สน  เราสนว่าเดี๋ยวนี้รู้มั้ย ว่านั่ง หรือนอน หรือยืน ... เย็น หรือร้อน หรืออ่อน หรือแข็ง ไหวหรือนิ่ง 

เอาปกติเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไร ...เพื่อจะสืบค้นความเป็นจริงของปกติกายนี่ ว่าคือใคร คือเราจริงไหม มีใครนั่งจริงมั้ย ...หรือไม่มีใครนั่ง มีแต่อะไรไม่รู้มันตั้งอยู่ มีแต่ก้อน รู้สึกว่าเป็นก้อนอะไรไม่รู้ตั้งอยู่

ถ้าไม่มีความคิด ถ้าไม่มีความเห็นนะ มันก็จะ 'อ๋อ เข้าใจแล้วว่ากายคืออะไร ความเป็นจริงของกายคืออะไร' ... ไม่เห็นต้องคิดเลย รู้เฉยๆ นี่ก็เห็นแล้ว

แล้วเขาแสดงความเป็นจริงมาตั้งแต่เกิดแล้ว ...แต่ไม่มีคนไปดู ไม่มีคนไปแยบคาย ไม่มีคนเข้าไปโยนิโสมนสิการ  ไม่มีการเข้าไปแยบคาย สังเกตด้วยความแยบคาย ... เพราะนั้นตัวปัญญาที่จะเกิดขึ้น ต้องเกิดจากการสังเกตด้วยความแยบคาย แล้วจะเข้าใจว่ามันคืออะไร

ไม่ใช่เชื่อเอาแบบง่ายๆ ดื้อๆ โง่ๆ ว่าเป็นเรา เขาว่าเป็นเรา หรือรู้สึกว่ามันเป็นเรา แค่รู้สึกว่าเป็นเราก็เชื่อแล้วว่าเป็นเราจริง ...แล้วไม่ดูลึกไปกว่านั้น ไม่ถี่ถ้วนลงไปกว่านั้น 

กลับตกอยู่ใต้อำนาจของ “เรา” ...ไม่สลัดให้หลุด ให้พ้น  เพื่อมาวิจัยวิจารณ์ด้วยสติสมาธิปัญญาให้ถนัดชัดเจน ว่ามันเป็นเราตรงไหน แขนมันเป็นเราตรงไหน ผมมันเป็นเราตรงไหน ... มันบอกตรงไหนว่าเป็นเรา หือ

มีแต่จิตที่ไม่รู้ไปบอกไปหมายเอาเองว่า...ของเรา ผมของเรา ... ก็ดูดีๆ สิ  ดูเฉยๆ สิ  ดูความเป็นผมที่แท้จริงสิ ...อย่างนี้ มันก็เป็นแค่เส้นๆ รู้สึกว่าเป็นเส้นๆ 

เอ้า นั่นน่ะจริง ความจริงก็มีอยู่แค่นั้นน่ะ ...ไม่เห็นมีเราในเส้นเลย ไม่เห็นมีเราในความเป็นเส้นนั้นเลย ในความจริงนั้นเลย ... นี่แหละ ปัญญามันจะเกิดจากตรงนี้

แล้วก็อย่างที่บอก เมื่อใดที่ออกจากเรา หรือเห็นว่าไม่มีเราแล้วนี่ ...เหตุแห่งปัญหาทั้งหลายนี่ หรือเหตุที่เป็นทุกข์ทั้งหลายนี่ จะน้อยลงไปเอง

เวลาเขาพูดก็เขาพูด เวลาเขาชมเขาก็ชม เวลาเขาด่าเขาก็ด่า ... ด่าไปด่ามา ชมไปชมมา ไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะไม่โดนเรา  โดนแต่หู โดนแต่ตา  แต่ไม่โดนเรา ... เพราะไม่มีเราในตา เพราะไม่มีเราในหู ... แล้วมันจะมีทุกข์เกิดได้มั้ย ตาก็ไม่ทุกข์ หูก็ไม่ทุกข์

กับเสียง กับรูปนี่ ตามันทุกข์มั้ยกับรูป หูมันทุกข์มั้ยกับเสียงดี-เสียงไม่ดีนี่...ไม่มีน่ะ มันไม่ทุกข์น่ะ ... มีแต่ “เรา” น่ะทุกข์กับมัน 

พอ “เรา” ไม่มีนะ ...เสียงก็ไม่เป็นทุกข์ รูปก็ไม่ทุกข์ เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ไม่เป็นทุกข์ ... มีแต่กายมันรับรู้รับทราบแล้วก็ผ่านไป...รับรู้รับทราบแล้วก็ผ่านไป  มันไม่ได้เก็บ มันไม่ได้แวะ มันไม่ได้ข้อง มันไม่ได้ติด อะไรสักอย่างนึง

เวลาหูได้ยินเสียง เขาชมมั่งเขาด่าบ้าง เอ้า พอเสียงนั้นหมด เขาพูดจบไปแล้ว ถามว่าเสียงมันอยู่ไหน

โยม –  ก็หายไป

พระอาจารย์ –  อือ มันเก็บอยู่ในรูหูมั้ย

โยม –  ไม่

พระอาจารย์ –  แล้วทำไมยังทุกข์กับเสียงล่ะ  ใครเป็นทุกข์ล่ะ ... "เรา"...ความรู้สึกว่าเป็นเรา ไปรับ ไปสร้างว่าเสียงนี้ยังมีอยู่ ทั้งๆ ที่ว่าความเป็นจริงน่ะเสียงมีอยู่จริงมั้ย

โยม –  ไม่จริงค่ะ

พระอาจารย์ –  อะไรจริง อะไรไม่จริงล่ะ เห็นมั้ย ... แล้วเราทุกข์กับอะไรล่ะ เราทุกข์กับความจริงเหรอ หรือเราทุกข์กับความไม่จริงกันแน่

เนี่ย เห็นมั้ย แยบคาย ...เข้าใจคำว่าแยบคายไหม เคยแยบคายไหม กับสิ่งที่มันสัมผัสสัมพันธ์อยู่ทั้งวี่ทั้งวันนี่

ไม่เห็นต้องหลับตาให้สงบเลย ไม่เห็นต้องอาศัยความสงบแบบที่เราต้องการเลย ...ให้แยบคายกับสิ่งที่ปรากฏตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ... มันก็เข้าใจ ว่าอะไรเป็นทุกข์ที่แท้จริง ว่าอะไรเป็นทุกข์ที่ไม่จริง ที่เกิดจากความไม่จริง ...มันก็จะออกจากทุกข์นั้นได้

แล้วมันก็ไม่คิดจะออกจากทุกข์ที่จริงได้  อะไรเป็นทุกข์จริง...เสียงที่กระทบนี่ หนีไม่ได้หรอก  ตาที่เห็นรูปนี่ หนีไม่ได้หรอก  ยังไงก็ต้องเห็น ไม่เห็นอย่างนี้ก็ต้องเห็นอย่างนั้น ไม่ได้ยินอย่างนี้ก็ต้องได้ยินอย่างนั้น

พวกนี้เราหนีไม่ได้หรอก แก้ไม่ได้ด้วย  มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นความเป็นจริงที่ปรากฏ ยังไงมันก็ปรากฏ ...แต่ว่าเขาปรากฏแค่ไหนล่ะ  ก็แค่นั้น...เท่าที่ปรากฏ แล้วก็ดับ ดับ สูญ หาย ไม่เหลือ

ธรรม คำว่าธรรมหรือธรรมดานี่ หรือว่าธรรมชาติ หรือว่าธรรมะนี่...เป็นหนึ่ง  เกิดครั้งเดียว...ดับครั้งเดียว 

ได้ยินเสียงนกร้องไหม เกิดครั้งเดียว แป๊บนึงแล้วมันก็ดับ ...คำว่าดับหายไปนี่หมายความว่า มันเกิดได้ครั้งเดียวแล้วก็ดับได้แค่ครั้งเดียว จะไม่มีคำว่าเกิดมาซ้ำอีก

แต่ที่ได้ยินเสียงนี่เป็นของใหม่ เป็นธรรมอันใหม่ ที่คล้ายของเก่า แล้วมันก็ดับ ดับแล้วก็สูญ ...ไม่ต้องไปหาเลยว่าเสียงที่หายไปอยู่ไหน สูญ ...นี่คือธรรม เป็นหนึ่ง เกิดครั้งเดียว ดับครั้งเดียว ไม่สามารถครอบครองได้

อย่างเมื่อกี้โยมนั่งรถมา พอลงจากรถแล้ว...สามารถครอบครองรูปที่อยู่ในรถได้ไหม กายที่นั่งอยู่เมื่อกี้น่ะ มันหายไปไหน

โยม –  มันดับ

พระอาจารย์ –  สูญ สูญไปเลย ...ยังเหลือแต่อะไร เหลือแต่ความทรงจำ คือสัญญา

ถ้าเราไม่เข้าใจ  ...เราก็จะเข้าใจว่ารูปนั้นยังมีจริงอยู่ เข้าใจมั้ย ... ยังว่ามันเที่ยงอยู่ แล้วยังต่อเนื่องมาถึงตรงนี้ด้วย ...ทุกข์มันเลยไม่ไปไหนอ่ะ เพราะไปเข้าใจว่าสิ่งที่ดับไปแล้วยังมีอยู่ ...นี่คือไม่มีปัญญา จิตมันจึงเป็นทุกข์

แต่เมื่อใดที่เรามาหยั่งรู้เห็นปัจจุบัน จะเข้าใจ ...สิ่งที่เราพูดนี่ไม่ต้องคิดตามหรอก ไม่ต้องหา ไม่ต้องค้นเลย มันเป็นแค่ความคิดความจำ ...ไม่มีประโยชน์

ให้ลองรู้ปัจจุบันไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจ จำแนกธรรมเหล่านี้ออก ... ความเป็นจริงมันไม่หนีไปไหนหรอก รอคนเข้าไปพิสูจน์ทราบ ... มันไม่มีคนเข้าไปพิสูจน์ทราบ

นี่แหละ จึงเป็นเหตุที่พระพุทธเจ้าต้องมาตรัสรู้ เพื่อชี้แนะ...ว่าธรรมนี้มีอยู่แล้ว  แต่ไม่มีใครเข้าไปรู้และเห็นมัน จึงเข้าไม่ถึงธรรม จึงไม่เห็นความเป็นจริงของธรรม จึงไม่เข้าใจธรรม จึงไม่สามารถออกจากธรรมเหล่านี้ได้ ...มันข้องน่ะ

เพราะนั้นมันไม่ต้องไปหาหรอกธรรมอะไรน่ะ มันมีอยู่แล้ว ...เราถึงถามว่ากายมีมั้ยน่ะ มันต้องไปทำขึ้นมามั้ยล่ะ

เพราะอะไร เพราะกายตัวนี้จะเป็นตัวลิงก์...ยิ่งกว่าโซเชียลเน็ทเวิร์ค ... คือหมายความว่า...ถ้าแจ้งกายหรือเข้าใจเรื่องกายนี่ มันจะลิงก์ไปถึงสรรพสิ่งทั้งหมด เป็นเรื่องเดียวกัน  

พระพุทธเจ้าเลยต้องให้มาเริ่มต้นเรียนรู้ที่กายนี้ก่อน แล้วมันจะกระจายขยายวงออกไปจนถึงธรรมทั้งหลายทั้งปวง 

เพราะมันไม่ต่างกันหรอก ...ต้นไม้ใบหญ้า ก้อนดินก้อนหิน...กับกายอันนี้ บอกให้เลย  มันจะไม่ได้ว่าเป็นของใครหรือว่าเป็นเรื่องต่างกันอย่างไร ... เป็นธรรมเนื้อเดียวกัน เหมือนกัน

แต่ต้องมาเรียนรู้จากกายนี้ออกไป  ไม่ใช่เรียนรู้จากภายนอกเข้ามา ... เพราะอะไร มันหลายเกิน มันมากเกิน มันกระจัดกระจายเกินไป


                                                          (ต่อแทร็ก 8/11)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น