วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 8/9





พระอาจารย์

8/9 (550605A)

5 มิถุนายน 2555



พระอาจารย์ –  เพิ่งมานี่ ภาวนา...รึเปล่า  

โยม –  ...ฟังซีดี อะไรบ้างน่ะค่ะ แต่ว่าปฏิบัติก็ยังไม่ค่อยเป็นฮ่ะ  พระท่านให้กลั้นลมหายใจ ก็ไปกลั้นใจตัวเองอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ใครให้กลั้น    

โยม –  ก็พระท่านสอนให้กลั้นลม แต่ทีนี้ไปกลั้นใจตัวเองค่ะ ที่ว่าหายใจเข้าทางจมูก ช่วงอก แล้วก็ตรงท้องอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ค่อยๆ ปล่อยออกมา  แต่ทีนี้ก็เลยไปกลั้นลมหายใจตัวเอง ทำผิดวิธี  

พระอาจารย์ –  แล้วจะหายใจไปทำไม ...  แล้วจะไปยุ่งกับลมหายใจทำไม  

โยม –  (หัวเราะ) แล้วต้องทำยังไงล่ะคะ 

พระอาจารย์ –  เอ้า ก็ไม่ต้องทำยังไง ...มันหายใจรึเปล่า ตอนนี้มันหายใจอยู่รึเปล่า 

โยม –  ก็หายใจค่ะ   

พระอาจารย์ –  แล้วจะไปยุ่งกับมันทำไม ...ถามหน่อยว่าจะไปยุ่งกับมันทำไม   

โยม –  ก็อยากนิ่ง แล้วให้สงบ อย่างนี้ค่ะ (หัวเราะ) ก็เลยขวนขวายหาวิธี  

พระอาจารย์ –  นั่น เห็นมั้ย ...ทั้งหมดน่ะ ปัญหามันอยู่ที่ไหนล่ะ ห๊า ปัญหาอยู่ที่ไหน 

โยม –  อยู่ที่ความอยากค่ะ  

พระอาจารย์ –  ทำทั้งหมดน่ะเพื่ออะไรล่ะ ... การภาวนา ถ้ายังไม่รู้จักว่าท่านไม่ได้สอนให้อยาก ท่านไม่ได้สอนให้ทำไปตามความอยาก ...พอเริ่มต้นก็อยากแล้ว อยากได้อะไรล่ะ ...อยากได้อะไร   

โยม –  อยากสงบ ไม่อยากวุ่นวายน่ะค่ะ   

พระอาจารย์ –  เอาไปทำอะไร    

โยม –  เพราะว่าก่อนหน้านั้นน่ะค่ะ ก็ได้ห่างหายจากการปฏิบัตินี่ไปปีกว่า  แต่พอไปเผชิญโลกภายนอกแล้วเจออะไรที่วุ่นวายเยอะๆ จนได้เข้าไปเว็บไซท์ธรรมะน่ะค่ะ แล้วก็ร้องไห้เองโดยไม่มีสาเหตุ  ก็เลยคิดว่า ถ้ามาปฏิบัติ มาอยู่วัด แล้วจะทำให้อาการนั้นหาย แล้วสภาพจิตใจนี่ดีขึ้น อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ ... ก็ล้วนแล้วมาจากความอยากน่ะค่ะ    

พระอาจารย์ –  แล้วถ้ามันไม่หายล่ะ...จะทำยังไง  แล้วถ้าร่างกายมันตายล่ะ...จะทำยังไง ... มันแก้ได้มั้ย มันหนีได้มั้ย

การภาวนานี่...ไม่ได้ไปจัดการ ไม่ได้ไปจัดแจง ไม่ได้ไปทำขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ไปหาของที่ยังไม่มี ไม่ใช่ละของที่มันมีอยู่แล้ว 

แต่ให้ยอมรับ  ท่านสอนให้ยอมรับ ภาวนาเพื่อให้เกิดการยอมรับ ... การภาวนานี่ ยอมรับกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ ไม่หนี ไม่แก้ ไม่หลบ

กำลังจะตายนี่ หลบไปไหนดี หาที่หลบตรงไหนได้ ...ถ้าเราคิดว่าเราชนะหรือเราหนีได้นี่ หนีไม่พ้นหรอก  ถ้าคิดจะหนีนะ หนีไม่พ้น เดี๋ยวก็เจออีก  

หนีความตาย ไม่อยากตาย หาวิธีหลบ ...สมมุติว่าหาได้แล้วสักวิธีนึง พุทโธก็ได้ กลั้นลม กำหนดลม แล้วสามารถที่จะไม่รู้สึกอะไรกับความตายได้...หนีไปอยู่ตรงนั้น สบายดี สงบดี

หนีไม่พ้นหรอก แล้วก็ตาย แล้วก็กลับมาตายใหม่  ...มันหลบ มันแค่หลบ หลบไปหาที่พึ่งพิง พักพิง  หลบจากความวุ่นวาย กลับมาอยู่ในสงบ ...พอกลับไปอยู่ในความสงบ แล้วก็กลับไปอยู่กับความวุ่นวาย เหมือนเดิมน่ะ ...หนียังไงล่ะ

เพราะนั้นต้องเข้าใจ ต้องให้มีปัญญา ต้องให้เข้าใจตามความเป็นจริง ต้องให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วก็ให้ยอมรับตามความเป็นจริงว่า...มันต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่เป็นอย่างอื่นหรอก  ที่สุดของมันก็แค่นั้นแหละ

เพราะนั้นการภาวนาคือการฝึก ให้เกิดการยอมรับ ... ดีก็ช่าง ร้ายก็ช่าง  ถูกใจก็ช่าง ไม่ถูกใจก็ช่าง  ดั่งใจก็ช่าง ไม่ดั่งใจก็ช่าง  ถ้าอย่างนี้...ภาวนาเป็น  

ไอ้นั่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ใช่ ไอ้นี่ก็ยังไม่ถูก ไอ้นั่นก็ยังไม่ถึงสักที อย่างนี้ก็ยังไม่ใช่ตามที่เขาบอก อย่างนั้นก็ยังไม่ถูกตามที่คนเขาแนะนำ ... เนี่ย หากันเข้าไป ไม่เจอหรอก ไม่เจอที่นั้นหรอก มันเหมือนเมืองลับแลน่ะ

การภาวนานี่ไปๆ มาๆ เหมือนกับไปหาเมืองลับแลอยู่อย่างนั้น  ผลุบๆ โผล่ๆ เข้าๆ ออกๆ เดี๋ยวก็ใกล้จะถึงแล้ว จะใช่แล้วๆๆ ...ไม่เห็นใช่สักที ไม่เห็นสมประสงค์สักที ไม่เห็นสมกับความอยากสักทีนึง

ใกล้จะสงบแล้ว เกือบแล้ว สงบได้แล้ว  แล้วก็สงบใหม่อีกแล้ว แล้วก็หายไปอีกแล้ว แล้วก็หาวิธีทำให้สงบอีกแล้ว แล้วก็หายไปอีกแล้ว  แล้วก็ทำขึ้นมาใหม่อีก ... เอ้า เหมือนเมืองลับแล ...โดยเข้าใจว่าต้องหาวิธีการอะไรที่ให้มันถาวรที่สุด ...ใช่มั้ย 

โยม –  ค่ะ 

พระอาจารย์ –  นี่ เขาเรียกว่าเป็นพวกศาสดา...ศาสดาหัวแหลม ... เพราะอะไร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจควบคุมบังคับ ใช่มั้ย ... เคยได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตามั้ย  แล้วเราจะทำอะไรให้มันเที่ยงได้ล่ะ จะทำยังไงให้เที่ยงล่ะ

ก็พระพุทธเจ้าบอกมันไม่เที่ยง แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนของใคร ...ก็พยายามจะเอามาเป็นเรื่องของเราให้ได้ ว่าเราต้องทำได้ ... นี่ มันสวนทางกันมั้ยกับที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้เห็นทุกสิ่งเป็นอนัตตา ให้เห็นว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ แน่ะ แค่นี้

พอเริ่มปฏิบัติปุ๊บ...เถียงเลย เริ่มเลย...ที่จะต้องมีวิธีใดวิธีหนึ่งที่เราทำแล้วมันจะต้องอยู่ แล้วก็เอาที่อยู่นี่เป็นที่พึ่งได้ตลอดเวลา นั่น มันนึกอย่างนั้น

แต่ว่ายังไงก็ไม่เที่ยง จะเก่งขนาดไหนก็ไม่เที่ยง จะถูกที่สุดขนาดไหนก็ไม่เที่ยง ...เพราะไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงหรือกฎธรรมชาติได้

เพราะนั้นการภาวนานี่ เพื่ออะไร ...เพื่อให้เกิดปัญญา และให้เห็นความเป็นจริงอันนี้ แล้วยอมรับซะ ไม่มากก็น้อย  แต่สอน... ฝึก...เพื่อให้ยอมรับกับกฎธรรมชาติคือกฎของไตรลักษณ์นี้ ...ไม่ใช่ไปสร้างกฎขึ้นมาใหม่

ใครเป็นผู้สร้างกฎขึ้นมาใหม่...ใคร? 
... “เรา” ไง
แล้ว “เรา” เป็นใคร...รู้รึยัง 
...ไม่รู้ อยู่ไหนก็ไม่รู้  แต่ “เรา” ว่าไงก็ว่างั้น
แล้วแต่ “เรา” จะว่า แล้วแต่ “เรา” จะคิด แล้วแต่ “เรา” จะมโนภาพขึ้นมา 
แล้วแต่ “เรา” จะสร้างโปรเจ็คอะไรขึ้นมา แล้วแต่ “เรา” จะพิจารณาได้ว่าควรจะทำยังไงดี

 ...นั่นน่ะ “เรา” นั่นแหละมันเป็นศาสดา 

ถามก่อนว่า “เรา” คือใคร “เรา” คืออะไร ...ยังไม่รู้เลย  
แต่เชื่อแล้ว เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ “เรา” ว่า เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ “เขา” ว่า  
พอกันน่ะ... “เรา” กับ “เขา” น่ะ 

ทำไมล่ะ...ทำไมไม่กลับมาดูที่ “เรา" ...ว่า ถ้าไม่มี “เรา” ว่า แล้วเป็นยังไง 
...ก็ไม่เป็นไง ก็ไม่มีอะไร ก็ไม่มีปัญหา ... ถ้าไม่มี “เรา” ก็ไม่มีปัญหา 
ถ้า “เรา” ไม่ว่าก็ไม่มีอะไร ...ถ้าไม่มี “เรา” อยาก ก็ไม่มีความว่าต้องไปหาอะไร

ปัญหาทั้งหมดน่ะ...ที่พูดมานี่ เข้าใจมั้ย      

โยม –  เข้าใจค่ะ   

พระอาจารย์ –  ปัญหา มันเกิดที่ไหน

โยม –  เกิดจากที่ “เรา”  (หัวเราะ) 

พระอาจารย์ –  เออ นี่มีปัญญาแล้ว ปัญญาเกิดแล้ว  ปัญญาก็เห็นตามความเป็นจริงนี่ ...มันเถียงไม่ได้นะ 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ไม่สงบ หรือว่าไม่เจอวิธีสักทีนึง หรือว่ารับกับสภาพนั้นสภาพนี้ไม่ได้ ...เหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา พวกนี้ไม่ใช่ปัญหา พวกนี้เป็นแค่ปลายเหตุ ต้นเหตุอยู่ที่ไหน   

โยม –  อยู่ที่ตัวเรา

พระอาจารย์ –  ถูกต้อง ...เพราะนั้นการภาวนานี่ เพื่อให้กลับมาที่ "ตัวเรา"  กลับมาให้เห็น "ตัวเรา"  กลับมาให้พิจารณาที่ "ตัวเรา"...ว่าแท้จริงแล้ว "ตัวเรา" คือใคร แท้ที่จริงแล้ว "ตัวเรา" คืออะไร แท้ที่จริงแล้ว "ตัวเรา" มีจริงมั้ย

แต่ถ้าไม่กลับมาสืบค้นที่ "ตัวเรา"  มันก็เชื่อของมันแบบไม่มีเหตุไม่มีผล ...“เรา” อยู่ไหนยังไม่รู้เลย “เรา” มันเป็นตัวยังไง หน้าตามันเป็นยังไง ยังไม่รู้เลย “เรา” มีจริงหรือไม่มีจริงหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย

แต่เชื่อมัน แบบไม่มีเหตุไม่มีผลมารองรับแต่ประการใด  คือ “เรา” จะเอา ...ไม่รู้น่ะ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่จะเอาน่ะ ... ก็ “เรา” จะเอา ก็ “เรา” อยากได้น่ะ  มันมีเหตุผลมั้ย ตัวเรามันมีเหตุผลมั้ย  ...ไม่มีเหตุผลรองรับเลย

ต้องแก้ที่นี้ก่อน ไม่ต้องไปหาอะไรที่นอกเหนือจากที่นี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ...ถ้าพูดถึง “ตัวเรา” น่ะ มีทุกคนใช่มั้ย ถ้าพูดถึง “ตัวเรา” มันมาที่ไหนก่อน

โยม –  ใจ    

พระอาจารย์ –  ใจหรือกาย   

โยม –  อ๋อ ค่ะ กาย  

พระอาจารย์ –  มันต้องกลับมาที่หน้าตาตัวเราก่อนใช่ไหม ถ้านึกถึงตัวเรานี่ มันจะนึกถึงตัวไหนก่อน 

โยม –  ก็มองดูหน้าตาตัวนี้  

พระอาจารย์ –  หน้าตากลุ่มก้อนของเรานี่ แขนขาพวกนี้ใช่ไหม ...นั่นแหละคือที่ที่ต้องขุดค้น นั่นแหละเป็นที่ที่จะต้องหาความเป็นจริงของ “เรา” ก่อน ถ้าอยากรู้ว่า “ตัวเรา” อยู่ไหน ให้ดูในกายนี้  ให้อยู่กับกายนี่ ให้อยู่กับปัจจุบันกาย แล้วดูซิมันจะเจอมั้ย

เพราะนั้นการที่จะให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันกายน่ะ มันจะอยู่ได้ด้วยอะไร

โยม –  สติรึเปล่าคะ   

พระอาจารย์ –  สติ ความรู้ตัว  รู้...ตัว  รู้...ที่ตัว คือรู้ตัว ... ตัวคือตัว ทุกคนมีหนึ่งตัว ตัวใครตัวมัน
ก็รู้ไปที่ตัวนั้นน่ะ รู้ที่ตัวนี้ ตัวกายนี่  อยู่กับความรู้ตัว ...อย่าไปรู้อันอื่น อย่าไปรู้ที่อื่น อย่าไปหาที่อื่นให้รู้ 

อย่าไปรู้อดีต อย่าไปรู้อนาคต อย่าไปรู้สิ่งที่มีในอดีต อย่าไปรู้สิ่งที่จะมีในอนาคต ... รู้ตัว แล้วจะเห็นความเป็นจริงของตัว ว่ามันเป็นแค่ตัว หรือมันเป็น “ตัวเรา”  

โยม –  ได้ค่ะ     

พระอาจารย์ –  รู้มั้ย ว่านั่ง  

โยม –  รู้ค่ะ 

พระอาจารย์ –  รู้ยังไง ...นั่งเป็นยังไง   

โยม –  ก็ใจไปคิดว่านั่ง   

พระอาจารย์ –  ไม่คิดไม่ได้รึไง   

โยม –  อ้อ    

พระอาจารย์ –   ตึงมั้ย  

โยม –    ตึงค่ะ

พระอาจารย์ –  แน่นมั้ย   

โยม –  แน่นค่ะ   

พระอาจารย์ –   แข็งมั้ย

โยม –  ก็นิดหน่อยค่ะ 

พระอาจารย์ –  ลมพัดเย็นมั้ย   

โยม –  เย็นค่ะ 

พระอาจารย์ –  เนี่ย...กาย     

โยม –  อ๋อ

พระอาจารย์ –  อะไรมันชัด เอ้า ตอนนี้  กายน่ะ ความรู้สึกไหนชัดในกายตอนนี้    

โยม –  ที่ขา  

พระอาจารย์ –  ชัดในความรู้สึกมั้ย ... หยั่งไว้  ไอ้ตรงที่รู้สึกชัดๆ ตรงนั้นน่ะ หยั่งไว้  ตรงไหนก็ได้ ...แต่ละคนมันชัดไม่เท่ากันหรอก

มันบอกมั้ยไอ้ความรู้สึกตรงนั้น...ว่าเป็น “เรา”  ...  บอกมั้ย

โยม –  ไม่ค่ะ   

พระอาจารย์ –  มันบอกมั้ยว่ามันเป็นผู้หญิง 

โยม –   ไม่ค่ะ

พระอาจารย์ –    มันบอกว่ามันสวยมั้ย 

โยม –  ไม่ค่ะ  

พระอาจารย์ –   แล้วมันบอกมันเป็นอะไร  

โยม –  ก็ปวดๆ ชาๆ  

พระอาจารย์ –  มันบอกเหรอ 

โยม –  (หัวเราะ) เราคิด

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย ๆ ตัวมันจริงๆ มันบอกมั้ย   

โยม –  ไม่ได้บอก  

พระอาจารย์ –  เออ นั่นน่ะกาย นั่นน่ะตัว ... มันแค่เป็นตัว มันเป็นแค่กาย ...เข้าใจมั้ยว่า กายตามความเป็นจริงคืออะไร    

โยม –  ค่ะ   

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นการที่เรากลับมารู้ที่กาย อยู่กับกาย  เราจะเห็นความเป็นจริงของกาย ว่าไม่ใช่ “เรา” ...เห็นมั้ย แค่เห็น มันก็ไม่เห็นว่ามี “เรา” ตรงไหนนี่ ใช่ไหม 

โยม –  ค่ะ   

พระอาจารย์ –  อย่าว่าแต่เราเลย เป็นชายเป็นหญิงมันยังไม่บอกเลย ... ไหวนี่รู้สึกมั้ย คอพยักนี่ เห็นมั้ย มีความเป็นเราตรงไหน   

โยม –  อือ ใช่ค่ะ ... เพราะที่ผ่านมาก็คิดไปเองว่าเป็นเรา  

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย เพราะนั้น “เรา” มันคืออะไร  แท้จริงคืออะไร...คือความเห็น มันเป็นแค่ความเห็นหนึ่ง ...ไม่ใช่ความจริงนะ  ถ้าความจริงก็เท่าที่ปรากฏนี่...กาย ลมพัดก็เย็น รู้สึกมั้ย   

โยม –  รู้สึกค่ะ    

พระอาจารย์ –  มันบอกมันเป็น “ของเรา” มั้ย 

โยม –  ไม่ได้บอกค่ะ  

พระอาจารย์ –  มันบอกมั้ยว่ามันเย็น   

โยม –  ไม่ได้บอก คิดเอง    

พระอาจารย์ –   อือ คิดเอง จำได้ สมมุติว่า “เย็น” บัญญัติเอาว่าเย็น ... แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้บอกนะว่ามันเย็น ตัวมันยังไม่รู้เลยว่ามันเย็น ...นี่คือความเป็นจริงของกาย

เนี่ย  พระพุทธเจ้าสอนให้ภาวนาอย่างนี้ ไม่ต้องให้สงบก็เห็น ...ถามว่าตอนนี้ สงบมั้ย หรือไม่สงบมั้ย มันไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องสงบหรือไม่สงบเลยนะ รู้มั้ย 

โยม – คิดเอาเองค่ะ ว่าสงบหรือไม่สงบ (หัวเราะ)    

พระอาจารย์ –  มันอยาก

โยม –  ค่ะ   

พระอาจารย์ –  ให้ถามตัวเองบ่อยๆ ว่าตอนนี้รู้มั้ย รู้อยู่มั้ย ... ไม่รู้ก็รู้ซะ อย่าให้มันไม่รู้ อย่าไปอยู่กับความไม่รู้ อย่าไปอยู่กับการหา ...เข้าใจคำว่าหามั้ย ทำไมถึงหา หือ    

โยม –  เพราะความอยาก   

พระอาจารย์ –  เพราะไม่รู้ ...ไม่รู้เมื่อไหร่จะสงบ มันก็หาความสงบน่ะสิ  เมื่อไหร่จะสงบ มันก็หาวิธีการให้สงบสิ เห็นมั้ย เมื่อไหร่ที่ไม่รู้น่ะ มันจะหา

เมื่อไหร่ที่รู้แล้วมันจะหยุดหา แล้วก็ต้องทำที่ให้มันรู้อยู่ ไม่ต้องหา ...อะไรที่ไม่ต้องหา ที่มันมีอยู่แล้ว อะไร...ไอ้ก้อนนี้ที่มันนั่งอยู่นี่ มันมีอยู่มั้ย  

โยม –  อ้อ  

พระอาจารย์ –  ต้องหามั้ย   

โยม –  ไม่ต้องหา   

พระอาจารย์ –  เออ ก็ของมันมีอยู่แล้ว จะไปหาของที่มันไม่มียังไง หือ ... มันไม่ต้องหาใช่มั้ย กายนี่

แล้วมัวแต่ไปหาอะไรกันอยู่ ของที่มีอยู่ไม่ดู ไม่รู้  แต่ไปหาของที่ไม่มีเพื่อจะรู้ ...รู้ไปทำไม มีประโยชน์อะไร  จริงรึเปล่า...ไม่รู้ มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน...ไม่รู้ หาอยู่  ความสงบอยู่ที่ไหน...ไม่รู้ กำลังหาอยู่

แต่ของที่มีอยู่...ไม่รู้น่ะว่ามันมี ...เออ ประหลาด กลับไม่รู้ในสิ่งที่มีอยู่  ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้กายเลย ไม่เคยรู้เลยว่ามันยืนเดินนั่งนอน...อะไรยืน อะไรเดิน อะไรนั่ง อะไรนอน  ก็ว่าแต่เราเดิน เรานั่ง ว่ากันไป เชื่อไปแบบดิบๆ เชื่อไปแบบโง่ๆ ว่าเป็นเรา ตั้งแต่เกิดมาเลย

ทำไมไม่ดูในสิ่งที่มันปรากฏจริงๆ จังๆ ล่ะ ...ว่ามันเป็นเราจริงมั้ย เชื่อได้อย่างไรล่ะ เชื่อมาตั้งกี่ปีแล้ว เชื่อมากี่ชาติแล้ว ... ไม่ใช่แค่นับเป็นปีนะ ต้องนับเป็นชาตินะ อเนกชาติเลยนะ 

เอาก้อนอะไรก็ไม่รู้นี่มาเป็นเรา เชื่อว่าเป็นเราแบบหัวปักหัวปำ ...แล้วก็เอาความเชื่อนี่ไปหาสวรรค์นิพพาน หาวิธีการปฏิบัติ หาความสงบ หาทางพ้นทุกข์ หามันเข้าไป คงเจอเข้าสักวันหรอก ...มันคิดของมันเองนะ

 แต่ของดีน่ะไม่หา ไม่รู้ ...เราถามว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง ถามแค่นี้ก่อน ...ไอ้ที่กำลังหาอยู่นี่จริงรึเปล่า ไม่แน่ใช่มั้ย ไม่รู้จะมีจริงรึเปล่า วิธีการต่างๆ นานาก็ไม่รู้ว่าจะได้จริงรึเปล่า สรุปให้เลยว่าไม่จริง ... แต่ รู้สึกมั้ยลมพัดนี่

โยม –  รู้สึกค่ะ   

พระอาจารย์ –  การกลับมาระลึกรู้ แล้วก็กระทบกับมัน รับรู้รับทราบมัน...ไม่ใช่คิด ... มันปรากฏอยู่จริง เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันปรากฏ ไม่มีสติก็ไม่รู้ว่ามันปรากฏ ... ลืม เข้าใจคำว่าลืมมั้ย หลง มันหลง มันลืม มันหลงมันลืมความเป็นจริงของกายปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ว่ามันมีอยู่

ปัญญา แปลว่า เห็นตามความเป็นจริง เอาแค่เนี้ย ...เราเห็นตามความเป็นจริงรึยัง หรือเราเห็นแต่ของที่ไม่จริง แล้วกำลังหาของที่ไม่จริงเพื่อจะให้เห็น ...แล้วมันจะเรียกว่าปัญญามั้ย

แต่เมื่อใดที่เรากลับมาเห็นตามความเป็นจริงกับสิ่งที่มีอยู่จริง ปัญญาเกิดแล้ว เกิดปัญญาแล้ว  คือเห็นความเป็นจริงที่ปรากฏ แค่นี้ เบื้องต้นเลย ปัญญาเกิดจากการกลับมาเห็นความเป็นจริง

เห็นก่อน ยังไม่ยอมรับไม่เป็นไร อันนั้นต่อไป ... แต่ตอนแรกต้องเห็นความเป็นจริงนี้ก่อน...ว่านี้จริง อันนั้นไม่จริง โน้นไม่จริง อดีตไม่จริง อนาคตไม่จริง สิ่งที่เรากำลังไขว่คว้า กำลังควานกำลังค้น กำลังทำไปเพื่อจุดนั้นๆๆๆ ไม่จริง

กลับมาอยู่กับความเป็นจริง ...เพื่อจะเห็นตามความเป็นจริง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นจริง เพื่อจะเข้าใจความเป็นจริง ... จนที่สุด ยอมรับความเป็นจริง ...ว่านี้ไม่ใช่เรา

เนี่ย ยากมั้ยนี่  ของมันมีอยู่นี่...ไม่ดู ไปดูของที่มันไม่มี ... หา เหมือนกับจะวิ่งคว้าเส้นชัยน่ะ เอาอะไรสักอย่างนึง แล้วแต่ใครเขาจะบอกว่าเส้นทางนี้ๆ นี่  แล้วจะเจอนั้นๆๆ

เปิดตำราก็แล้ว อะไรก็แล้ว ดูเว็บแว็บ เขาก็บอกว่าวิธีอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างโน้น ... ก็มาลองทำ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง ถูกจริตบ้าง ไม่ถูกจริตบ้าง ก็ว่ากันไป

แต่ทั้งหมดที่ทำไปน่ะ...เป็นไปเพื่อออกจากความเป็นจริงที่มีอยู่ต่อหน้าในปัจจุบัน ...ใช่มั้ย  เนี่ยหลง...เมา                                                         

(ต่อแทร็ก 8/10)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น