พระอาจารย์
8/11 (550605C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มิถุนายน 2555
พระอาจารย์ – ลืมรึยัง กายน่ะ หลงมาอยู่กับเสียงเราน่ะ ...กลับไประลึก กลับมาอยู่กับตัว อย่ามาอยู่กับเสียง เสียงมันเข้ามาเอง
แล้วก็ออกไปเอง ...ตัวก็ยังนั่งอยู่ หูมันตั้งอยู่ อยู่ที่หู อย่ามาอยู่ที่เสียง
อย่างเนี้ย
พยายามรู้ตัวบ่อยๆ อยู่กับกายบ่อยๆ
อย่าไปหาอะไร อย่าลืม อย่าขาด อย่าให้มันขาดจากการรู้ตัว รู้ที่ตัว รู้อยู่กับตัว ...ไม่ต้องไปหวังดีหวังเด่อะไรหรอก
ไม่ต้องไปคาดหมาย ไม่ต้องไปคาดหวังในธรรมอันสูงอันละเอียดหรอก...ไม่มี ... มีแต่ธรรมดา
ธรรมดานั่นแหละคือสูงสุด คือสามัญ
สามัญลักษณะ …ถ้าเข้าถึงสามัญลักษณะ
ก็จะเข้าถึงสามัญผล
คำว่าสามัญลักษณะก็คือความหมายของคำว่าไตรลักษณ์ ... ไตรลักษณ์...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อีกความหมายอีกสมมุติหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าสามัญลักษณะ...ก็คือความหมายของคำว่าไตรลักษณ์
เพราะนั้นความหมายของคำว่าไตรลักษณ์
ก็คือสามัญลักษณะ คือหมายความว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ดาษดื่นธรรมดาๆ นี่แหละ
คือความเป็นไตรลักษณ์ ... เพราะนั้นเราจะเรียนรู้ความเป็นไตรลักษณ์หรือเรียนเข้าใจความเป็นไตรลักษณ์นี่
ก็ต้องมาอยู่กับความปกติธรรมดานี่แหละ
ไม่ต้องไปดำดินบินบนดูหรอก
ไม่ต้องไปสร้างเงื่อนไขอะไรก่อนแล้วค่อยดู มันมีให้ดู...ดู มันปรากฏยังไง...รู้ เท่าที่มันปรากฏตรงนี้
เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ปกติธรรมดานี้
ฝึกสติ...ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ระลึกอยู่กับตัว...ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
สม่ำเสมอที่สุด ต่อเนื่องที่สุด เป็นธรรมดาที่สุด ...แล้วจะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร
แล้วจะเข้าใจว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นจะได้อะไรเองนั่นแหละ
อย่าไปเชื่อคนอื่น ถูกหลอก
แล้วจะถูกหลอก ... เพราะอะไร ...เพราะ “เรา” พร้อมที่จะถูกหลอกอยู่แล้ว “เรา” นะ นี่ไม่ได้ว่าใคร
ว่า “เรา” ความรู้สึกเป็น “เรา” นั่นแหละ มันพร้อมที่จะให้คนหลอก
เพราะมันหา...โดยสันดานของมันเลย
โดยธรรมชาติของ “เรา” นี่ คือจิตผู้ไม่รู้นี่... มันหา
คราวนี้ไอ้จิตไม่รู้หรืออวิชชานี่
มันจะหายังไงล่ะ มันหาเองไม่ได้ไง ...มันก็สร้างสภาวะหนึ่งขึ้นมา
ความเห็นหนึ่งขึ้นมาว่าเป็น “เรา” ... เพื่ออะไร ...เพื่อเป็นมือเป็นตีนให้มันไง
จะได้หาได้ง่ายๆ หน่อย แน่ะ มันก็เลยสร้างสักกายทิฏฐิ...ความเห็นว่า "เป็นเรา...ของเรา" ขึ้นมา
แล้วก็อาศัยไอ้ความเห็นว่าเป็นเราของเรานี่
ไปแสวงหาด้วยการกระทำ ทั้งคิด ทั้งหา ทั้งถาม...นี่วจีสังขาร แล้วก็เอากายนี่ลากไปลากมา เพื่อให้ได้อะไรตามที่ความไม่รู้หรืออวิชชาภายในต้องการ
เห็นมั้ย "เรา" น่ะเป็นเครื่องมือของอวิชชา แล้วเราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชานี่
แล้วยังเอาอวิชชา คือเอา "เรา" นี่มาเป็นผู้ปฏิบัติอีก ... เห็นมั้ยว่ามันครอบคลุมสามโลกธาตุเลย
ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปชำแรกออก จะออกจาก
“เรา” ไม่ได้เลย ...เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ ภาวนาวันนึงน่ะ ก็ใครดีใจล่ะ
ก็ "เรา" อีกนั่นแหละ ใครเสียใจล่ะที่ภาวนาไม่ได้ผล ก็ "เรา" อีกนั่นแหละ ... แล้วมันจะภาวนาไปหาซากอะไร
ทั้งๆ
ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า กิเลสร้อยรัดเบื้องต้นคืออะไร...สังโยชน์ ๓ ...รู้จักมั้ย สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ...ต้องละ ๓ ตัวนี้เป็นเบื้องต้นเลย
สักกาย คือ ความเห็นว่า...ตัวเราของเรา
วิจิกิจฉา...สงสัย...สงสัยทุกเรื่อง
จะปฏิบัติอย่างไรก็สงสัย
จะนั่งนานกี่ชั่วโมงก็สงสัย จะกำหนดอะไรดีก็สงสัย ทำแล้วจะได้ผลอย่างนี้หรืออย่างนั้นไหม...ก็สงสัย
มันสงสัยไปหมดน่ะ
อ่านหนังสือพิมพ์ ทำไมเขาฆ่ากัน...ก็สงสัย
ทำไมเขาทำอย่างนี้...ก็สงสัย ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้...ก็สงสัย เห็นมั้ย มันมีแต่ความสงสัยกับสงสัย
ขนาดมาภาวนาก็ยังสงสัย
ว่าที่เราทำนี่ถูกรึเปล่า มันจะได้มั้ย นี่สงสัยอีกแล้ว นั่งๆ ไปสักพัก
สงสัยอีกแล้ว ตัวเองทำอะไรอยู่วะ แล้วมันจะถูกไหม
แล้วมันจะได้ผลไหม มันจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ไหม สงสัยอีกแล้ว เห็นมั้ย
มันอยู่กับแค่สงสัยนั่นแหละ ...มันเป็นกิเลสตัวหนึ่ง เป็นความเห็นหนึ่ง
เมื่อสงสัย เมื่อมีตัวเรา
มันก็มีการกระทำไปตามที่มันสงสัย ไปตามที่มันเข้าใจ ตามที่ “เรา” เข้าใจ ...ตรงที่ว่าทำไปตามสงสัย
ทำไปตามที่เราเข้าใจน่ะ หรือทำตามที่เราเชื่อว่ามันต้องได้ แล้วทำ ... อย่างงั้นน่ะ
ท่านเรียกว่าสีลัพพตปรามาส
คือความหมายว่า ลูบคลำในวัตรและศีล
ลูบคลำในหลักการปฏิบัติ ลูบคลำในวิถีการดำเนินชีวิต นั่นแหละ
เรียกว่าสีลัพพตปรามาส มันเป็นตัวร้อยรัดเบื้องต้น ที่ต้องเข้าใจมัน...แล้วละ
แต่ถ้ายังเอา “เรา” มาเป็นผู้ภาวนา
ยังไงก็ละ “เรา” ไม่ได้...'อัฐยายซื้อขนมยาย' ...ภาวนาเก่งขนาดไหนก็ละไม่ได้
เพราะอัฐยายก็ซื้อขนมยาย เก่งก็ดี ชอบ พองเลย
มันก็ยิ่งสนับสนุนความรู้สึกว่าเป็นเราของเรามากขึ้นอีกนะ
แล้วมันจะละสักกายได้มั้ย มันจะออกจากกิเลสร้อยรัดเบื้องต้นนี้ได้มั้ย ...ไม่ได้
ยังไงก็ไม่ได้ ... แล้วก็ทุกข์
ถ้าออกไม่ได้ก็ทุกข์ ...
เพราะอะไร เดี๋ยวเราก็ได้ เดี๋ยวเราก็ไม่ได้ เราได้ก็ทุกข์ เราไม่ได้ก็ทุกข์
เราได้ก็ทุกข์น้อยลงหน่อย ถ้าดีใจก็เรียกว่าทุกข์น้อยลงหน่อย ถ้าไม่ได้ก็เรียกว่าทุกข์มากขึ้นหน่อย
...มีแต่ทุกข์กับทุกข์
แต่ถ้าเข้าใจหลักการภาวนา
ให้มาเรียนรู้ความเป็นจริงในปัจจุบัน ... การภาวนานี่จึงไม่มีเวลา จึงไม่มีรูปแบบ
จึงไม่มีเงื่อนไข ทุกสิ่งทุกอย่างคือภาวนา
อะไรๆ ที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ขณะนี้ถือเป็นการภาวนา...ถ้ามีสติรู้อยู่กับมันแค่นั้นแหละ
ถ้าไม่รู้อยู่กับมัน มันจะเกิดอาการของ
“เรา” ออกไปค้นหรือหา หรือหนี หรือแก้ หรือทำให้มันคลาดเคลื่อนออกจากปัจจุบัน ... “เรา” นี่แหละ จะเป็นผู้ที่ไปครอบครองสร้างโลกใหม่
ก็ไม่ชอบอ่ะ ก็เราไม่ชอบอ่ะ ก็เลยต้องหาวิธีการที่จะให้มันชอบให้ได้
ด้วยการที่ต้องให้มันเปลี่ยนไป ใช่ไหม ...นี่สร้างโลกใหม่มั้ย
จะสร้างโลกใหม่อยู่นั่นน่ะ มันจะสร้างโลกในความฝันของมันให้ได้ตลอดเวลา
ถ้ามันสร้างได้ สมมุติว่าสร้างได้ทำได้
ครอบครองได้ มันจะภูมิอกภูมิใจในผลงานที่มันสร้างได้
ทำได้ ครอบครองโลกได้ เปลี่ยนแปลงโลกได้ เปลี่ยนแปลงผู้คน เปลี่ยนแปลงสถานการณ์
เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีให้มันดี สิ่งที่ไม่ถูกใจให้มันถูกใจ ...นั่นน่ะ
หน้าที่ของจิตผู้ไม่รู้ หน้าที่ของ “เรา”
มันบิดเบือน
มันเข้าไปบิดเบือนความจริง...ของปัจจุบันนั้นๆ ถ้าบิดเบือนได้มาก สำเร็จมาก พอใจมาก ถูกใจมาก
ดั่งใจมาก ...มันก็ว่าเก่ง มันก็ให้คะแนนตัวมันเอง มันก็ดีใจเอง
ถ้าสมมุติว่ามันบิดเบือนไม่ได้
เกินกำลัง มันก็เศร้า ตรม หมอง ขุ่น มัว โกรธ เป็นปฏิฆะ หงุดหงิด ... มันก็ให้ค่าลบกับตัวมันเอง ก็เป็นทุกข์
มันบิดเบือนทั้งคู่น่ะ
มันบิดเบือนปัจจุบัน มันพยายามแก้ปัจจุบัน มันพยายามจะหนีออกจากปัจจุบัน
มันจะหาอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน ...มันคือเรา เราคือมัน
เมื่อใดที่มาฝึก ระลึก
แล้วก็รู้อยู่กับปัจจุบัน ด้วยความอดทน ...ต้องอดทนนะ ถ้าไม่อดทน มันไม่ยอมหรอก
ไม่ยอมอยู่กับปัจจุบันนี้หรอก มันจะหนี
มันจะหาอะไรใหม่มาทดแทนปัจจุบันอยู่เรื่อย ...มันอยู่กับความไม่สงบไม่ได้ถ้าสมมุติว่ามันไม่สงบ ...มันก็จะวิ่งไปหาความสงบให้ได้ เพื่อมาทดแทน ใช่มั้ย
เวลาใดที่มันฟุ้งซ่าน มันไม่ยอมอยู่กับความฟุ้งซ่านนี้
มันจะหาวิธีการใดก็ได้ที่มันไม่ฟุ้งซ่าน ... เพราะมันให้ค่าไว้แล้วนี่ว่าฟุ้งซ่าน...ต่ำ
ไม่ฟุ้งซ่าน...สูง มันจะเอาแต่ของดี
เห็นมั้ย มันจะพยายามทุกวิถีทางที่จะปฏิเสธสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน
เพราะนั้นถ้าสมมุติว่ามันไม่สงบหรือมันฟุ้งซ่าน
แล้วถ้ามีสติระลึกรู้กับปัจจุบัน
มันต้องทนอยู่กับความฟุ้งซ่านด้วยความอดทน ใช่ไหม ... นั่นแหละ ไม่แก้ไม่หนี เหมือนโง่เลยนะ เหมือนไม่ทำอะไรกับมันเลยนะ
ทำไมล่ะ ทำไมถึงต้องไม่ทำอะไรกับมัน ...เพื่อศึกษามัน
เพื่อศึกษาความเป็นจริงของมัน ว่าที่สุดแล้วมันคืออะไร ... ท้ายสุด...สุดท้าย มันจะ Happy Ending หรือ Sad movie หรือจะเป็น
Tragedy movie หรือจะเป็นอะไรก็ตาม
ท้ายที่สุดมันจะเป็นอย่างไร The end … Finish จบ คือ ดับ
ทำไมถึงต้องทน ...เพื่อจะให้เห็นว่าความเป็นจริงถึงที่สุดของมันคืออะไร
เขากำลังแสดงความเป็นจริง แล้วที่สุดของความเป็นจริงนี้คืออะไร นี่ ทน...โดยที่ไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข
ไม่เข้าไปทำ ไม่เข้าไปสร้าง ไม่เข้าไปเบี่ยงเบน ไม่เข้าไปประกอบ ไม่เข้าไปแทรกแซง
...ตายเป็นตาย
ก็จะเห็นว่าที่สุดของมัน...มีแต่ความดับไปเป็นธรรมดา นั่นล่ะคือเป้าประสงค์ที่ต้องการ
ที่ว่าทำไมต้องทนอยู่กับมันเฉยๆ ทำไมจะต้องระลึกรู้อยู่เฉยๆ ทำไมถึงไม่แก้
ทำไมถึงไม่หาวิธีเอาชนะมันล่ะ ทำไมไม่หาวิธีที่ไปอยู่กับสิ่งที่มันดีกว่านี้ล่ะ
หรือหาสิ่งที่ดีกว่านี้ให้มันอยู่แทนล่ะ
พระพุทธเจ้าไม่สอนให้โง่นะ ไม่สอนให้โง่ลง
ไม่สอนให้ภาวนาแล้วโง่ลง สอนภาวนาให้เรียนรู้ความเป็นจริง
จนถึงที่สุดของความเป็นจริง จนถึงที่สุดของทุกข์
อาการที่ปรากฏทั้งหมดน่ะคือทุกข์
แล้วที่สุดของมันคืออะไร มันหนีไม่พ้นหรอกในสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าบอกว่าความเป็นจริงมีอยู่แล้ว...คือมีความดับไปเป็นธรรมดา
ไม่มีอะไรเกินนั้นน่ะ ไม่มีอะไรเกินนั้น แล้วก็ไม่มีอะไรน้อยกว่านั้น
มันมีเท่านั้นน่ะคือ...ดับไปเป็นธรรมดา
ดีก็ดับ ไม่ดีก็ดับ สุขก็ดับ
ทุกข์ก็ดับ สงบก็ดับ ไม่สงบก็ดับ เอาดิ ... มันมีอะไรจะเกินความดับไปเป็นธรรมดา
ถ้าจิตมาเรียนรู้อย่างนี้ๆๆ
ซ้ำไปซ้ำมาๆ มันจะเอาอะไรดี มันจะหาอะไร
มันจะไปขวนขวายกับอะไร มันจะไปครอบครองอะไร ... เพราะมันเหมือนกันหมด แล้วก็ดับไป
แล้วก็ไม่มีอะไร แล้วก็ว่าง แล้วก็สูญ แล้วก็ดับ...แล้วก็ว่าง แล้วก็สูญ แล้วก็ดับ
มันมีตัวตนตรงไหนอยู่
มันครอบครองอะไรได้มั้ย มันถือเป็นสมบัติของตัวเองได้ไหม
มันถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ นี้ได้มั้ย
เหมือนที่เราถามว่า
เราไปถือกรรมสิทธิ์ในรูปกายที่นั่งอยู่ในรถในอดีตได้ไหม เขาเกิดเอง-เขาดับเองแล้ว
เขาดับแล้วเราไปถือกรรมสิทธิ์...ว่าเอาคืนมาได้ไหม ครอบครองให้มันยังอยู่ได้ไหม
ถึงเวลาเขาก็ดับ หมดเหตุปัจจัย คือต้องลงรถก็ต้องลงรถ รูปในรถก็ต้องดับ เขาไม่สนใจหรอก หรือเราไม่อยากให้มันดับมันก็ดับ ...ถ้าอยากให้อยู่ก็อยู่...ก็นั่งไปสิ
มันจะนั่งได้แค่ไหนล่ะเอ้า เดี๋ยวก็ดับในที่สุด ...ก็แค่นั้นน่ะ
ดับแล้วยังไง ...ก็หายไป
มันมีอะไรเป็นสมบัติของเราบ้าง เราครอบครองอะไรได้บ้าง
เราครอบครองได้จริงไหม...ไอ้ที่ว่าเรามีๆ เรายังมีอยู่ มันมีจริงไหม หรือมันมีแค่ความเชื่อผิดๆ
ในสัญญาอารมณ์ เชื่อว่าสัญญามี...ยังมีอยู่
มันต้องดูลงไปให้ถี่ถ้วนถ่องแท้ลงไป...แล้วจะเข้าใจ ไม่ใช่มาภาวนาแล้วก็จะเอาแต่สงบๆ
เมื่อไหร่จะสงบ ถ้าไม่สงบแล้วจะไม่ทำอะไรเลย
จะไม่เกิดปัญญาเลย ...มันตื้นไป
มันไม่ทันกิเลสหรอก มันไม่ทันความเป็นเรา...ตัวเราหรอก แล้วก็จะถูกตัวเราของเรา นี่หลอกตลอดเวลา ออกไปก็โดนหลอก เข้ามาในวัดก็ถูกหลอก
ภาวนาอยู่ก็ยังโดนหลอกดื้อๆ ด้านๆ เลย ...มันไม่เข้าใจ จะเกิดความไม่เข้าใจ
พระพุทธเจ้าอุตส่าห์บำเพ็ญมาตั้งสี่อสงไขยแสนมหากัป ไม่ได้มาสอนให้โง่
ไม่ได้มาชี้ทางโง่ให้เดิน แต่ท่านชี้ทางสว่าง ให้เห็นว่า...อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์...แล้วแก้ตรงนั้น
ซึ่งก็คือตรงนี้แหละเหตุใหญ่...เดี๋ยวนี้แหละ
ขณะนี้แหละ...ที่เราเข้าไปหมายว่านี่ ตัวนี้เป็นเรา
จนกว่าจะเห็นว่าไม่มีเราในกาย
ไม่มีกายในเรา ไม่มีชายในกายนี้ ไม่มีหญิงในกายนี้
ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคลในกายนี้ ...นี่ แก้ได้หมด
แก้ปัญหาสามโลกธาตุนี้จบหมด
แก้ความวุ่นวายที่รู้สึกว่าวุ่นวาย แก้ความกังวล
กระวนกระวาย ความกลัว ความกระสับกระส่าย แก้ได้หมด แก้ที่นี้...ที่เดียว
เงื่อนปมทั้งหลาย ร่วงหมด หลุดหมด ...ไม่ต้องไปแก้หลายที่ ไม่ต้องไปหาที่แก้
ดูลงไป รู้ลงไป ให้ทันกัน ... นั่งก็ให้รู้ว่านั่ง เดินก็ให้รู้อยู่ว่าเดิน
ยืนก็ให้รู้อยู่ว่ายืน เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ให้รู้อยู่ตรงนั้น หยั่งลงไป ดูลงไป หยั่งลงไว้ในปัจจุบันกายปัจจุบันรู้
ทำอยู่แค่นี้ ไม่ต้องทำอันอื่นเลย ...เป็นอาชีพ
ไม่ต้องไปหาวิธีการภาวนาเลย
ไม่ต้องหาท่าทางด้วย ... จะสมาธิชั้นเดียว
จะสมาธิสองชั้น จะสมาธิเพชรจะสมาธิพลอย...ไม่เกี่ยว อันนั้นเป็นรูปแบบ
ถามว่าเดี๋ยวนี้รู้มั้ย แค่นั้นแหละ
เตือนตัวเองไว้ อย่าให้ลืม ว่าเดี๋ยวนี้กำลังทำอะไร กายกำลังทำอะไร
มีการระลึกรู้อยู่มั้ย รู้มั้ยว่านั่ง รู้มั้ยว่าหยิบว่าจับ กำลังหยิบกำลังจับ
รู้ถึงความรู้สึกในการหยิบการจับไหม แค่นั้นแหละ รู้อยู่อย่างนั้นน่ะ ซ้ำๆ ซากๆ...ซ้ำๆ
ซากๆ มันไม่แจ้งให้มันรู้ไป
มันไม่แจ้งเพราะอะไร ...เพราะมันออกนอก
เพราะมันรู้ไม่ต่อเนื่อง เพราะมันเห็นไม่ต่อเนื่อง แค่นั้นแหละคือปัญหาของนักภาวนา
แล้วมันก็คิด แล้วมันก็คาด
แล้วมันก็เดาเอาใหม่ ว่าควรจะมีวิธีการที่เร็วกว่านี้ ที่ถูกกว่านี้ ที่ใช่กว่านี้
ที่ลัดตรงลงไปถึงนิพพานไวมากกว่านี้ หรือมาสนับสนุนให้เร็วขึ้น ไวขึ้น นั่นแหละคือมันออกนอกงานแล้ว
ถ้าทำงานซ้ำซากๆๆ เดี๋ยวได้เงินเดือนขึ้นเองน่ะ ได้เป็นบุคคลดีเด่นประจำปีเลยน่ะ ใช่มั้ย
เงินเดือนขึ้นแน่ๆ ... แต่คราวนี้ว่าพวกเราทำงานแบบ
เช้าชามเย็นชามๆๆ อู้ เดี๋ยวก็เผลอ พัก
เดี๋ยวก็นอนหลับ เดี๋ยวก็ไปเที่ยวเล่น เงินเดือนไม่ขึ้นหรอก
เขาจะตัดเงินเดือนด้วยซ้ำ นั่นน่ะ
มีแต่ไปเที่ยว...โดยอ้างว่าจะไปหาหนทางที่สงบสักหน่อย จะไปหาหนทางที่ให้เกิดมรรคผลและนิพพานหน่อย ...เออ นั่น
หนีเที่ยวนะนั่น ถือว่าไปเที่ยว ไกด์นำทางมันว่าตรงนี้นิพพาน ถ้าอย่างนี้ถึง
ถ้าอย่างนี้จะแก้ปัญหาในโลกที่เราประสบปัญหาได้เลยวิธีนี้ .... นี่มันออกจากงาน ไปรับจ๊อบนอกไปรับงานนอก ...ผลไม่เกิด
งานในปัจจุบัน...สำคัญที่สุด
คืองานในปัจจุบัน ... เพราะอะไร ...เพราะความจริงมีอยู่ในปัจจุบัน
ความเป็นจริงไม่มีในอดีต-อนาคตนะ มันไม่แน่ นี่ เดี๋ยวกลับไป จะเจอใคร
เจอหมาหรือเจอผู้หญิงก่อน รู้มั้ย ...ไม่รู้หรอก
สิ่งที่คิดไปก่อนก็ไม่รู้ว่าจะใช่หรือเปล่า มันแน่นอนมั้ย...อนาคต
โยม – ไม่แน่นอน
พระอาจารย์ – อือ ไม่จริงด้วย ...แล้วไม่รู้ว่าจะเกิดจริงรึเปล่า แล้วไม่รู้จะเจอจริงไหม หรือไม่เจอใครเลยก็ได้
หรือว่าอาจจะเจอใครเยอะแยะเลยก็ได้ ใช่มั้ย ... เห็นมั้ยว่าอนาคตมันจริงมั้ย
แล้วความจริงที่สุดมันอยู่ตรงไหนล่ะ
ก็บอกว่ารู้มั้ยว่านั่ง นี่...จริง รู้มั้ยว่ากำลังเย็น...นี่จริง จะพอใจรู้หรือไม่พอใจรู้กับมันก็ตาม
ยังไงก็มีอยู่จริงน่ะ จะอยากรู้-ไม่อยากรู้
มันก็มีอย่างนี้จริงน่ะ จะพอใจหรือไม่ต้องการมัน มันก็มีอยู่อย่างนี้จริงว่านั่งน่ะ
เห็นมั้ย
มันไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือไม่อยากใช่มั้ย ความจริงนี่ มันขึ้นกับเหตุปัจจัยมันพอดีอย่างนี้
มันก็ปรากฏอย่างนี้ในปัจจุบัน...นี่คือธรรม
สืบค้นลงไปในธรรมที่เป็นปัจจุบัน
จึงจะเข้าใจว่าความจริงคืออะไร แล้วที่สุดของความจริงนั้นคืออะไร
แล้วความจริงนั้นเป็นใครของใครหรือไม่ได้เป็นใครของใคร...ความจริงอันนี้
มัวแต่ไปหาอะไรที่นอกจากความเป็นจริงน่ะ
งง อลหม่าน สับสนไปหมด ... เหมือนน้ำรดหัวตอแล้วมันกระเด็นน่ะ
มันกี่เส้นกี่สายเข้าไปล่ะ กี่เม็ดกี่หยด สาดกระจายไปหมด ไม่รู้จะอันไหนดี ...คนนั้นก็ว่าดี คนนี้ก็ว่าใช่ คนนี้ก็ว่าถูก สำนักนั้นก็ว่าใช่
สำนักนี้ก็ว่าวิธีนี้ จนเราสับสนน่ะ
เพราะมันกำลังหาสิ่งที่ไม่จริง
แต่คิดว่าจริงเท่านั้นเอง
แต่ถ้าทิ้งซะ ละซะ...ทิ้งซะ ละซะ อยู่กับความเป็นจริงที่เป็นธรรมดานี่แหละ
ปกตินี่แหละ ... นี่แหละคือรากฐานของธรรม
(ต่อแทร็ก 8/12)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น