วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 8/29 (2)


พระอาจารย์
8/29 (550902)
2 กันยายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 8/29  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นนักภาวนาที่แท้ ต้องอยู่ในหลัก กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก สำรวม สัมมาวาจา ...นี่ ก็ต้องอยู่ในองค์มรรค

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันอยู่ในศีลที่เป็นสัมมา สมาธิที่เป็นสัมมา ญาณที่เป็นสัมมา ...วาจานี่มันจะเป็นสัมมา ไม่เป็นวาจาที่มันไปสร้างทุกข์สร้างโทษ สร้างภัย สร้างความขุ่นข้องทั้งตัวเอง ทั้งคนอื่น

มันเป็นสัมมา ...เพราะก่อนจะพูด ก่อนจะแสดงความคิด ก่อนจะแสดงความเห็นอะไรออกมา มันจะมีสติ  แล้วก็เห็นการปรุงเป็นประโยค เป็นคำพูด เป็นเนื้อความ เป็นเป้าหมายของเนื้อความ

แล้วมันก็จะประมวล ผลดี ผลร้าย ผลถูก ผลผิด ซึ่งส่วนมากมันก็จะรู้สึกว่า ไม่รู้จะพูดไปทำไม ...มันก็จะดับ ความปรุงในจิตที่เป็นประโยคเป็นคำพูด

เพราะนั้นสัมมาวาจาจึงมีแต่น้อยในพวกเรา มันก็จะมาอยู่กับสัมมาสติ กับสัมมาสมาธิซะเป็นส่วนมาก ...นี่แหละ เพื่อให้เกิดญาณทัสสนะอันวิสุทธิ เป็นงานหลัก

งานก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ให้จิตวนเวียนอยู่ในกาย ...ถ้าจะคิดก็ให้คิดเรื่องกาย ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น คิดถึงแขนถึงขา ถึงความเป็นแขน ถึงความเป็นขา ถึงความเป็นตัว ความเย็น ความอ่อน ความแข็ง

ก็คิดได้..สำหรับพวกช่างคิด  ถ้าไม่ช่างคิดก็ไม่ต้องคิด ก็รู้ไปเฉยๆ มนุษย์มันติดความคิด ชอบคิด ไปชอบคิดเรื่องนอก ...ก็ให้มันมาคิดอยู่ในกาย ให้มันคิดอยู่ในแวดวงขันธ์หรือกาย

หรือไม่ก็คิดเป็นอสุภะ คิดเป็นความตาย ความว่าง ตายแล้วสูญ ตายแล้วว่าง ตายแล้วหาย กายนี้แป๊บเดียว ...คิดมันไป คิดได้ ช่างคิดนักก็ให้มันคิดอย่างนี้

แต่ถ้าไม่คิด รู้เฉยๆ ...พอมันจะไปขยันคิดเรื่องอื่น ก็จับมาขยันคิดเรื่องกาย ให้มันวนเวียนอยู่ในเรื่องของกาย ไม่ให้มันออกนอก ...ไม่งั้นมันก็รั่วไหล

ถ้ามันได้รั่วไหลรั่วซึมออกไปแล้วนี่ ...มันจะไปก่ออารมณ์ ก่อภพ สร้างความแข็งแกร่งในภพที่ยังไม่ปรากฏ...เป็นอดีตเป็นอนาคต เป็นเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง

มันก็เกิดความกังวล เศร้าหมอง ขุ่นมัว กลัว มีการเสียใจล่วงหน้า เป็นจริงเป็นจังกับเรื่องที่ไม่มีความเป็นจริง ...เพราะนั้นก็ให้กลับมาอยู่ที่กายบ่อยๆ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องกลาง เบื้องหน้า เบื้องหลัง กายนี่ 

ให้สติมันทบทวนไปทบทวนมาอยู่ภายในความรู้สึกข้างล่างข้างบน ความรู้สึกข้างหน้าข้างหลัง ...มี...ตรงไหนก็มีความรู้สึกในกายนี่ ...อย่าเบื่อ อย่าขี้เกียจ อย่าท้อ 

ส่วนมากมันขี้เกียจ พอขี้เกียจก็ปล่อยให้ลอย หาย สบายเลย เพลิน  ไม่ตั้งรู้ตั้งกายขึ้นมาเพื่อทำความแยบคาย ปัญญามันก็ไม่เกิด ความจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เกิด

นั่งก็อย่านั่งเฉยๆ นั่งแล้วก็ให้รู้ว่านั่ง แล้วก็รู้ในอาการนั่ง แล้วก็ดูอาการนั่ง มีอะไรในนั่ง มีอะไรในอาการนั่ง ทบทวนไปในนั่งกับรู้..สองตัวนี่ ...อย่าไปหาเรื่องอื่น

จิตมันก็จะค่อยๆ รวม...รวมเป็นหนึ่ง  ตั้งมั่นขึ้น แนบแน่น หนักแน่นขึ้นมา  ไม่เบา ไม่อ่อนแอ ไม่อ่อนไหว ไม่ sensitive กับอารมณ์ ผัสสะ ...มันก็แน่นหนักอยู่ภายใน

ถ้ามันไม่แน่น ถ้ามันไม่หนัก ...พอเคลื่อนไหว พอขยับเปลี่ยนอิริยาบถ ปุ๊บ หลุด หาย   พอมีใครเรียก มีรูปมากระทบ มีเสียงมากระทบ ปุ๊บ หลุด หาย ...นั่นเบา มันไม่หนัก ไม่หนักแน่นด้วยสมาธิ

นี่คือสัมมาสมาธิ คือความหนักแน่น แนบแน่น กับปัจจุบันภายใน  ไม่ใช่ความสงบอะไร แต่มันไม่ปลิวไปตามอารมณ์ ไม่ปลิวไปตามผัสสะ ไม่หลงไม่ลืมกายปัจจุบันง่ายๆ 

เพราะนั้นก็ต้องคอยสำรวจว่า กิจกรรม เรื่องราว การกระทำอย่างใด ที่มันจะหลงลืมกายง่ายๆ  ก็ต้องกำชับ การพูดการคุยนี่ การอ่านหนังสืออีกอย่างหนึ่ง...ที่มักไม่รู้ตัว

แล้วก็การดูหนัง ฟังเพลง พวกนี้มันจะเพลินหาย  รู้ตัวได้แป๊บ กลับหาย แป๊บ หาย ...นี่ กิจกรรมมันก็ซ้ำซากอย่างนั้นน่ะ จิตมันก็มีช่องออก ช่องหลง ช่องลืม ช่องเดิม แชนนัลเดิม ความถี่เดิม

แต่ถ้าแยบคาย...รู้กาย ตั้งมั่น  มันก็จะอุดรอยรั่วของจิตตรงนั้นได้ ...พอสติมันเข้าไปอุดตรงนั้นได้ บ่อยๆ มันก็ไม่รั่วไม่ไหล ไม่ลืมไม่หลงจากกายออกไป

เมื่อมันปิดรอยรั่วนั้นได้ จิตมันก็ตั้งมั่นแนบแน่นขึ้นไปตามลำดับ ...ยิ่งแนบแน่นตั้งมั่นขึ้นตามลำดับเท่าไหร่ อาการเห็นขันธ์ตามจริงก็ชัดเจนขึ้น...โดยเฉพาะกาย

แล้วมันก็จะขยายรวมไปถึงนาม ส่วนที่เป็นนาม...คือส่วนของจิต ส่วนของธรรมมารมณ์ ส่วนของเวทนา...ด้วยความครอบคลุม

การภาวนาก็ทวนดูอยู่แค่นี้แหละ ซ้ำซาก ...ไม่มีของใหม่ ไม่มีเรื่องใหม่หรอก ไม่มีวิธีใหม่หรอก ไม่มีธรรมใหม่หรอก ...ธรรมอันเก่านี่แหละ มาเรียนรู้ของเก่านี่แหละ

กายก็อันเก่านี่แหละ กิเลสก็อันเก่านี่แหละ จิตก็ตัวเก่านี่แหละ ...หลงกับมันมา ซ้ำซาก วนเวียนอยู่ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ...มันก็อันเก่าทั้งนั้นแหละ

มันเปลี่ยนแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ลักษณะอาการเดิม เหมือนเดิม ...มันก็ไม่ใช่ว่าต้องไปค้นหาธรรมใหม่ที่ไหน ธรรมเก่าของเก่านั่นแหละ...ก็เหล้าเก่าในขวดใหม่

นั่ง..รู้ ยืน..รู้  รู้อย่างเดียว อย่าเบื่อ ให้จิตมันหยุดอยู่ในมรรค กับสภาวะมรรค ...มันก็จะเข้าใจว่ามรรคคืออะไร ทางออกจากทุกข์คืออะไร ทางเดินของปัญญาคืออะไร

แล้วมันจะเข้าใจว่า ทางออกของมรรคคืออะไร ทางออกของปัญญาคืออะไร มันแยกแยะได้หมด  นั่นแหละภาวนา ก็เท่านี้ ...มันภาวนาอยู่รึเปล่าทุกวันนี่


โยม –  ก็ภาวนาอยู่ครับ

พระอาจารย์ –  หลงมากกว่ารู้ ...จนกว่ารู้จะมากกว่าหลงนี่แหละ ภาวนาต้องให้มันรู้มากกว่าหลง มันถึงจะเกิดผล ...เมื่อใดที่หลงมากกว่ารู้ มันก็เหมือนเดินถอยหลัง

เพราะนั้นไม่ต้องคิดไกล...ในหนึ่งวัน เอาแค่หนึ่งวันที่ผ่านมานี่ ให้ดู แล้วก็ทำให้มันมากขึ้นๆ ...ให้มันรู้มากกว่าหลง ให้มันอยู่กับตัวเอง อยู่กับกาย ให้มากกว่าลืม

แล้วก็เอาตัวนี้เป็นตัววัด เป็นตัวเกณฑ์การภาวนาว่าดีขึ้น-เลวลง ...เมื่อใดที่หลงมากกว่ารู้ ก็แปลว่าเลวลง เนิ่นช้า ติดข้อง ...เมื่อใดที่รู้มากกว่าหลง เมื่อนั้นน่ะจึงจะลืมตาอ้าปากได้

ก็ทำให้มันมากขึ้นๆ จนภายในหนึ่งวันนี่ แทบจะไม่มีคำว่าหลงเกิดขึ้นเลย ...นั่นแหละ ไม่ต้องไปถามหามรรคผลนิพพานอะไรหรอก ความชัดเจนก็บังเกิดขึ้นอยู่ภายในนั้น

ไม่ต้องไปสงสัยลังเลกับคำพูด วาจา หรือความเห็นของสัตว์โลก หรือนักปราชญ์ ...นักปราชญ์ล่ะเยอะ ปราชญ์ทางพุทธศาสนานี่น่ะเยอะ แต่ส่วนมากจะเป็นนักปราชญ์จอมปลอม 

พวกฉลาดคิดฉลาดค้น หาความฉลาดจากความคิดความค้น แล้วก็ตั้งตัวเองเป็นนักปราชญ์ ...แต่ไม่ใช่เป็นนักปราชญ์..บัณฑิตในความหมายของพระพุทธเจ้า...ที่ว่าบัณฑิตคือผู้รู้ เป็นผู้รู้จริงเห็นจริง ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง

เอ้า พอแล้ว แค่นี้ ฟังจนจะถึงนิพพานได้แล้ว บอกให้เลย  แต่มันไม่ทำอย่างที่ฟัง ...ปัญหาคือคนที่ฟังมันทำไม่ได้อย่างที่เราพูด มันก็เลยไม่เกิดอะไร

ถ้ามันตั้งใจจริงๆ น่ะ ไม่ต้องถาม...อยู่ตรงเนี้ยๆ เอาว่าอยู่ตรงเนี้ย...จบ  มันจะออกที่ไหน ไม่ไป อยู่ตรงเนี้ย รู้ตรงนี้ ...พอลืม พอหลง พอหลุดลอย กลับมารู้ตรงนี้อีก 

อย่าเบื่อๆ ..ใหม่ๆ ทุกคนน่ะจะเบื่อ ...เวลาเราฝึกสติในกาย วนอยู่ในกายนี่ จนน้ำหูน้ำตานี่ไหล ...มันทวนมันฝืน..มันจะไม่เอา มันไม่เอาอ่ะ มันจะออกให้ได้ ...เอาจนน้ำตานี่ไหลพรากๆ

นั่นแหละ กว่าจะเอาชนะให้สติสมาธิปัญญามันอยู่เหนืออำนาจของจิตปรุงแต่งได้นี่..ไม่ใช่ทำเล่นๆ ...ไม่ว่ามันจะ...เดี๋ยวก็เบื่อ โอ้ย ไม่ได้อะไร จะเอาอย่างนั้น จะคิดอย่างนี้...ก็ไม่เอา

ไม่ว่ามันจะเอาอะไร จิตมันตั้งแง่ตั้งงอนอะไรขึ้นมา หยิบยกตำราภาษาอะไรขึ้นมา...ไม่เอา ไม่ค้นตามมัน วนอยู่ในรู้กายนี่แหละ รู้ในข้างหน้า รู้ในข้างหลัง รู้ในข้างบนกาย หน้ากายหลังกายอย่างนี้ 

ในอาการนั่งเฉยๆ อยู่อย่างนี้ ก็วนอยู่อย่างนี้ เอาจนจิตมันเหมือนมันจะแตก บีบคั้นจนน้ำหูน้ำตานี่ไหลพราก ...การภาวนาไม่ใช่ของง่ายๆ  เหมือนอย่างว่าทำง่ายๆ แล้วจะได้ผล ...มันต้องมีความตั้งใจเป็นธุระจริงๆ 


โยม –  อย่างนี้ ที่มันไป...เหมือนกับไม่เห็นกายจริงๆ แล้วไปอยู่กับกายที่มันไปสร้างภาพ

พระอาจารย์ –  อะไรก็ได้ ขอให้มันมี แล้วมันถือเป็นกาย...ถือเป็นภาพกายก็เป็นภาพกายปัจจุบัน  มันเห็นยังไงก็เห็นยังงั้น ...แล้วมันก็จะค่อยๆ ลอกออกไป 

หยั่งลงไป มันจะค่อยลึกลงไป มันจะค่อยๆ ลึกเข้าไปๆ ...อย่าไปท้อ อย่าไปหงุดหงิดกับมัน...เอ ไม่เห็นกายจริงๆ สักที จะทำยังไงดี ...อย่างนี้ เริ่มฟุ้งซ่านแล้ว

จะเห็นยังไง...จะเป็นรูปแขนขา รูปตัว รูปร่าง ทรวดทรง สีสัน...แล้วมันเป็นรูปปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตอนาคต เป็นใช้ได้ ...ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกาย แต่มันเป็นเปลือก

คือว่ามันเป็นเปลือก มันก็ต้องมีอย่างนี้ก่อน แล้วมันก็จะค่อยๆ ลอกเปลือกออก ...อย่าท้อ หยั่งลงไป เดี๋ยวมันก็จะจับความรู้สึกได้เป็นครั้งๆ คราวๆ ไป ในกายที่เป็นกายแท้

แล้วต่อไปมันก็จะค่อยชำแรกๆ ลงไปถึงเนื้อแท้ของกายแท้ ไปเรื่อยๆ แล้วก็ต่อเนื่องเป็นแค่ความรู้สึก ...แล้วมันจะแตกๆ พวกนี้จะแตก...แตกรูปอะไรออกไป

แต่แรกๆ นี่...เพราะเรามีความเชื่อในรูป ยึดในรูปนี้มาก มันก็ยึด...พอหยั่งไปด้วยสติก็เจอรูปก่อน รูปกายบ้าง เป็นรูปหญิงรูปชาย รูปสวย รูปไม่สวยบ้าง รูปดีรูปร้ายบ้าง 

ก็ช่างมัน ...ยังไงก็ขอให้เป็นรูปนี้ในปัจจุบัน ไม่เป็นรูปอดีตอนาคต ไม่เป็นรูปสัตว์อื่นนอกเหนือจากนี้ก็แล้วกัน ...เพราะยังไงมันต้องเป็นอย่างนี้ไปก่อนล่ะ

เพราะนั้นที่เราพูดให้ฟังนี่น่ะ คือเราพูดในลักษณะที่ว่า...เมื่อปัญญามันถึงในระดับหนึ่งแล้วน่ะ มันจึงจะอยู่กับกายที่เป็น...“ไม่มีรูปกายในกายนี้”

ตรงนั้นน่ะหมายความว่ามันเข้าไปชำแรกสักกายออกแล้ว มันก็จะเห็น แล้วก็เข้าใจ แล้วก็ยอมรับกายตัวจริง มากกว่ากายตัวที่เป็นรูปกาย รูปสัญญาพวกนี้

แต่แรกๆ นี่หยั่ง เดี๋ยวก็ต้องเจอสัญญา เพราะมันเชื่อในสัญญาว่าเป็นเรา เชื่อสัญญาว่ารูปกายนี้เป็นเรา ดูกี่ทีก็เป็นกายเราๆ ...ช่างมัน ดูไป มันหนีไม่พ้นอำนาจของสติสมาธิ ที่มันหยั่งๆๆ หยั่งลงไปหรอก

อย่าไปคิด อย่าไปกังวล อย่าไปหาวิธีการให้มันเร็วกว่านี้ ...ซ้ำซากลงไป มันเห็นยังไงก็เห็นอย่างนั้น หยั่งลงไปตรงนั้น ที่เดียว กายเดียว ปัจจุบันกายตรงนี้ จะเป็นกายอะไรก็ได้

เพราะนั้นอสุภะก็ยังได้ อะไรก็ได้ ขอให้มันเป็นกายในปัจจุบัน อยู่ในแวดวงกายนี่ ...เดี๋ยวมันจะเจอกายที่เป็นต้นตอ หรือว่าเป็นกายแท้ ที่ไม่ใช่สัตว์บุคคล ...เอ้า พอแล้ว.


.................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น