พระอาจารย์
8/32 (550909C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
9 กันยายน 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เราถึงบอกว่าอย่าประมาทในกายนะ
ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่พูดเรื่องศีลหรอก...ว่าเป็นรากฐานของธรรมทั้งหลายทั้งปวง
ท่านเปรียบว่าศีลนี่เหมือนแผ่นดิน
แผ่นดินนี่เป็นที่อยู่อาศัยของต้นไม้และสรรพสัตว์ ถ้าไม่มีแผ่นดิน จะไม่มีต้นไม้และเหล่าสรรพสัตว์อยู่ได้เลย ดินน้ำไฟลมก็ตั้งอยู่บนดิน หล่อเลี้ยงสัตว์ ...ท่านเปรียบศีลอย่างนี้เลยนะ
ทีนี้เวลาจะบวชพระ
เวลาฆราวาสจะไปบวชเป็นพระ เวลาอุปัชฌาย์สอนพระ จะต้องให้กรรมฐาน ๕ ...เกศา โลมา
นขา ทันตา ตโจ
อุปัชฌาย์ทุกองค์ต้องให้กรรมฐาน ๕
นี่คือบัญญัติ พระพุทธเจ้า
นี่คือบัญญัติสำหรับอุปัชฌาย์ ถ้าอุปัชฌาย์ไม่ให้กรรมฐาน ๕ กับสัทธิวิหาริก
คือคนที่บวช ท่านปรับอาบัติอุปัชฌาย์ พระพุทธเจ้าปรับ
แปลว่าอะไร
แปลว่าท่านให้ความสำคัญมากนะในความเป็นคน ...คือเราเห็นคนเป็นคนนี่
เพราะเราเห็นผมขนเล็บฟันหนัง เห็นตัวเรานี่ก็เห็นที่...ผมขนเล็บฟันหนัง
ใน ๕ อย่างนี้
จึงเกิดเป็นรูปทรวดทรงของขันธ์ห้า ...เพราะนั้นท่านบอกว่า
ถ้าตั้งใจบวชเป็นภิกษุในศาสนาพุทธแล้ว จะต้องเรียนรู้กรรมฐาน ๕ นี้...เป็นเบื้องต้นเลย
พูดง่ายๆ
คือท่านวางรากฐานตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีจนถึงหมดสิ้นศาสนาถ้ายังมีพระอยู่นี่ ...ท่านให้เรียนรู้กาย...เป็นหลักเลย
จะมาอวดดีเก่งกว่าพระพุทธเจ้ายังไง
มองเห็นกายเป็นเรื่องเล็กน้อย มองเห็นกายเป็นของหยาบ มองเห็นกายเป็นกรรมฐานต่ำ
พอพูดผมขนเล็บฟันหนังนี่ ฮึ เมินหน้า
คือมันไปนึกว่าจะต้องมาเพ่งกายเป็นก้อนเป็นแท่ง หรือเป็นกระดูก
เป็นหนังเป็นเนื้ออะไรอย่างนี้ ...ไม่ใช่
คือปกติ ปกติของตัวกาย
ผมขนเล็บฟันหนังนี้คือให้ดูความเป็นคน...คือศีล คือท่านให้ศีลเป็นรากฐานกับผู้ภาวนาอยู่
อย่าออกนอกผมขนเล็บฟันหนัง...ของตัวเองนะ ของคนอื่น ช่างมัน
ผมคนอื่น ช่างหัวมัน
ต้องผมขนเล็บฟันหนัง...ของใครของมัน แล้วก็ทำอยู่แค่นี้
เห็นมั้ยว่าพระพุทธเจ้าสอนแค่นี้ สำหรับที่สอนเผื่อว่า หลังพระพุทธเจ้าท่านตายแล้ว
ท่านก็ยังฝากไว้กับคนที่จะมาบวช
อย่าลืม ผมขนเล็บฟันหนัง ...คือไม่มีเวลาจะพูดอธิบายมากกว่านี้
ท่านก็ให้ไว้อย่างนี้เป็นยันต์กันผี
ถ้าใครทำจริง มรรคก็บังเกิดขึ้นที่นี้
ไม่ได้บังเกิดที่อื่นเลย บังเกิดที่ผมขนเล็บฟันหนัง ไม่ไปบังเกิดที่อดีต-อนาคต
ธรรมก็ไม่บังเกิดที่อดีตและอนาคต เกิดที่ผมขนเล็บฟันหนังนี่ คือปัจจุบัน
เพราะนั้น
ในการที่เพียรอยู่ในกายเดียวนี่ มันจะเผา...แผดเผาจิต แผดเผากิเลส ...ร้อนแน่ๆ
ต้องร้อน ต้องกระวนกระวาย ต้องกระสับกระส่าย ต้องรู้สึกเป็นทุกข์แน่ๆ
แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ขันตี ปรมัง
ตะโป ตีติกขา ต้องอยู่ด้วยขันติในขันธ์นี้ ...ถ้าไม่มีขันตินะ แตก
กระจัดกระจายเลยแหละ เพราะเวลาจิตมันซ่านออกไป..สบายดี ลอย เพลิน
เผลอเพลิน..สบายดี
แล้วมันชอบความสบาย แบบหมูรอเชือดน่ะ
มันก็ยังคุ้ยของกินอยู่ในรถเลย กุกๆ กักๆ หารู้ไม่ว่ากำลังไปถูกเชือด สบายดี
ไม่รู้เลยว่าทุกข์อยู่ข้างหน้าข้างหลังอะไร แต่มันคิดว่ามันสบาย
แต่พอกลับมาอยู่ในกายเดียว
กายปัจจุบัน อยู่ในศีล รักษาศีลด้วยสติ จะรู้สึกเร่าร้อน ...นี่คือการแผดเผา
เป็นตบะที่แผดเผากิเลส …ยังไงก็ร้อนแน่ๆ
บอกให้เลย
ต้องทนให้ได้...เพราะอะไร ...ก็ใครที่ทนไม่ได้ๆ ...
“เรา” น่ะ เราทนไม่ได้ “จะตายอยู่แล้ว” ใครตาย... “เรา” น่ะ จะตาย ...ก็ต้องการให้ “เรา” ตายน่ะสิ
นี่ ไม่ได้ต้องการให้กายนี้ตายนะ
แต่ต้องการให้ “เรา” ตาย ...เพราะ “เรา” จริงๆ น่ะคือจิต แต่มันไปมั่วเอาว่าเราน่ะคือ
“ตัว” นี้ จะตายด้วย
แต่จริงๆ น่ะ “เรา”
ตาย...คือมันน่ะตาย ...แต่ตัวนี้ไม่ตาย ยังไม่ถึงวาระก็ยังไม่ตาย ไม่ใช่มาอยู่อย่างนี้แล้วมันจะชักดิ้นชักงอ...ไม่ใช่นะ
แต่จิตน่ะมันรู้สึกว่า “เรา”
จะตาย “เรา” กระวนกระวาย เพราะ “เรา” ไม่ได้เป็นอิสระในการที่ไปแสวงหาภพและชาติ ...เพราะการแสวงหาภพและชาตินั่นแหละคืองานหลักของกู
หน้าที่กู...คือออกมาจากความไม่รู้นี่
เพื่อค้นและหาในสิ่งที่ไม่มีในปัจจุบัน บอกให้เลย นั่นน่ะหน้าที่ของจิต ...มันจึงไม่พอใจอะไรเลยในปัจจุบัน ไม่ชอบอะไรที่เป็นปัจจุบัน จะดูดื่นๆ ดาดๆ
ถ้าเป็นกางเกงก็แบบไม่มียี่ห้อติด ...คือมันต้องเอาลีวายส์ แรงเลอร์ กระเป๋าก็ต้องกุชชี่ หลุยวิตตอง อย่างนี้
จะมาเอากระเป๋านักเรียนอย่างนี้เหรอ...ไม่เท่ ไม่เก็ทๆ อย่างนี้ไม่เก็ท
จิตมันบอกไม่เอาๆ
มันจะต้องหาอะไรที่มันดูดี วิเศษ เลิศเลอเพอร์เฟ็ค …พออะไรมันดื่นๆ ดาดๆ เดินดินกินข้าวแกงนี่
มันเมินหน้าหนี ...นี่คือสันดานของจิต
เพราะมันเกิดมาเพื่อค้นและหา...หาภพใหม่อยู่เสมอ ...เพราะนั้นการภาวนา จึงเป็นการภาวนาเพื่อเพิ่มภพเพิ่มชาติ
หรือละภพถอนชาติกันล่ะ ต้องลองสอบทานกันดู
ถ้าภาวนาละภพถอนชาติ ก็ต้องอย่างที่เราพูดมาตลอด ...ไม่ใช่ภาวนาเพิ่มภพและชาติแบบ “เมื่อไหร่จะได้ล่ะ” ...รอกันเข้าไป พอรอแล้วไม่ได้
ตายแล้วเกิดใหม่ก็แล้วกัน
เห็นมั้ย เพราะมันรอ
มันสร้างจิตดวงนึงไว้รอนะ ที่หมายที่มั่นว่าเส้นชัย ธงชัยพระอรหันต์อยู่ตรงนั้น
ต้องเป็นอย่างนั้น จิตต้องเป็นอย่างนั้น การกระทำต้องทำอย่างนั้น
แล้วต้องเห็นอย่างนั้น ต้องมีความรู้สึกอย่างนั้น ...อย่างบางคนเขาก็บอกว่าพระอรหันต์ไม่หลับ มันก็หมายไว้...เมื่อไหร่กูจะไม่หลับ
จะได้เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้
เขาว่าพระอรหันต์จะต้องไม่โกรธ
พระอรหันต์จะต้องสงบเหมือนกับพระพุทธรูป อย่างนี้ มันก็...ใครจะตั้งพระอรหันต์รูปแบบไหน
โมเดลไหนก็ว่ากันไปอย่างนั้นน่ะ
แล้วก็พยายามเพียรเหลือเกินที่จะไปถึงจุดนั้นน่ะ
...ไอ้นี่ไม่เกี่ยวกับความเพียรนะ เขาเรียกว่าความอยาก การกระทำไปตามความอยาก
ไม่ได้เรียกว่าความเพียร
ถ้าเพียรนี่คือจดจ่อในปัจจุบัน
อยู่ในกายเดียว เพียรอยู่ที่กายเดียว เพียรที่จะไม่ออกไป..เพียรละ
เพียรที่จะรักษาไว้..เพียรรักษา เพียรขจัดความคิด ความที่มันจะชักจูงให้ออกนอก..นี่
เพียรถอนความเห็นผิด
นี่ อย่างนี้เรียกว่าความเพียรนะ ...ไม่ใช่ว่าตั้งเป้าหมายที่ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีอะไร จะจริงหรือไม่จริงยังไม่รู้เลย
คนหนึ่งก็พูดอย่าง อีกคนก็พูดอย่าง อย่างนี้ ...แต่ไปตั้งไว้ แล้วอยากได้อย่างนั้น
แต่ความเพียรที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี่จริงนะ
อยู่กับความจริง ต้องเพียรอยู่กับความจริงนี้นะ ...เพื่ออะไร
เพื่อจะได้เห็นความจริง และเข้าใจความจริงนี้นะ มรรคจึงจะเกิด ผลจึงจะเกิด
เพราะความจริง การเห็นความจริงนั่นน่ะเรียกว่าปัญญา การละความเป็นจริงนั่นก็เรียกว่าปัญญา
ผลของการมีปัญญาเห็นแล้วก็ละความจริงนั้นๆ
ก็เห็นว่าความจริงนั้นคืออะไร
และที่สุดของความจริงคืออะไร ...มันก็จะเห็นว่าที่สุดของความจริงคือไม่มีอะไร
แล้วไม่มีอะไรแล้วมันจะถือไว้ทำไม..หนัก ...นี่คือความจริง
ไม่ใช่ไปสร้างโมเดลนั้นโมเดลนี้ ...พออ่านพอฟังมาก็เอาแล้ว สร้างโมเดล แล้วเดี๋ยวอีกวันนึงก็เปลี่ยนโมเดลอีก แล้วเดี๋ยวเข้าสำนักนึงก็เปลี่ยนอีกโมเดลนึงแล้ว
แล้ววิธีการเข้าถึงโมเดลนั้น ก็ต้องวิธีการนั้น วิธีการนี้ หนอบ้าง ยุบบ้าง พองบ้าง เอ้า
สัมมาบ้าง อรหังบ้าง นะมะพะธะบ้าง ขยับมือบ้าง ขยับตีนขยับขา เดินจงกรมสิบเจ็ดจังหวะอย่างนี้
แล้วกูจะเอาโมเดลไหนดีล่ะวะเนี่ย มันมีตั้งหลายทาง...แล้วต่างคนต่างบอกว่าของกูนี่ละแน่ ของกูนี่ละใช่ ...ไอ้คนทำนี่ก็พวกลูกเป็ดลูกไก่ตาดำๆ นี่จะทำยังไงวะ
มันก็เหมือนไก่ที่มันแตกเล้าน่ะ
คอยที่จะออกนอกเล้าไปหากิน เพราะไอ้นั่นก็เจี๊ยบ ไอ้นี่ก็จ๊าบ นี่อาหารการกินเอร็ดอร่อย กินแล้วจะเข้าถึงมรรคผลนิพพานโดยฉับพลัน อย่างนี้เรียกว่าสมบูรณ์ที่สุดเลย
ไอ้พวกลูกเจี๊ยบมันก็ไม่รู้ประสีประสาอะไร เห็นแม่ไก่ เห็นไก่ตัวใหญ่ๆ ดูดี ดูอ้วนดูพี เขากินแล้วเขาร้องกันกระต๊ากๆ เสียงดัง ...กูก็จะไปหาเขา กูจะออกนอกเล้าล่ะ
มันก็เลยเป็นของกินคนละที่
คนละสถานที่ หน้าตามันเลยไม่เหมือนกัน ไก่ไม่เป็นไก่เหมือนกัน หน้าไม่เหมือนกัน ...ธรรมไม่เหมือนกัน
ธรรมไม่เป็นธรรมเดียวกัน
ธรรมเลยจิกตีกัน ...จากไก่ธรรมดากลายเป็นไก่ชน ในโลกนี้ก็เลยกลายเป็นเขาชนไก่
สำนักในวัดก็เลยเป็นเขาชนไก่ มีแต่ไก่ชน ...คือจ้องหน้าจะชนกัน แล้วต้องชนะ ถ้าไม่ชนะ
มึงไป อยู่ด้วยกันไม่ได้
นี่คือธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือนี่ ...มันเป็นธรรมบทไหนวะ เป็นธรรมที่เกิดซึ่งความขัดแย้ง ไม่เห็นนัตถิ สันติ ปะรัง
สุขัง , นิพพานัง ปรมัง สันติ กันเลยนี่
ก็ไม่เห็นมันสันติเลยในแต่ละสำนัก นี่ขนาดสำนักเดียวกันนะ ...ถ้ายี่ห้อต่างกันนะ ฮื่อ คอมันจะแข็งขึ้นมาโดยปริยายเลย
ตามันก็จะเชิด คอมันก็จะเชิด ไม่มองต่ำ มองสูงกันล่ะ
เออ มันเป็นยังไงกันไปแล้ววะนี่ ...พระพุทธเจ้าท่านสอนเพื่อประโยชน์อย่างนี้หรือเปล่า ตรองดู กรองดู ...ทำไมถึงธรรมไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน
เพราะนั้น ถ้าเราพูดแบบง่ายๆ
ไม่ต้องอ้อมค้อม เราบอกว่า...กายมีกายเดียว เอาแค่กายเดียว และทุกคนมีกายเดียวกัน เนี่ย เห็นมั้ย ทุกคนมีกายเหมือนกันมั้ย
ต่อให้ไม่นับถือพุทธ เป็นคริสต์ อิสลาม
ไม่นับถือศาสนา เราถามว่ารู้สึกไหมว่าเย็น รู้สึกไหมว่าพื้นนี่แข็ง
ต่อให้มันไม่นับถือศาสนาเลยนะ ยังเป็นกายเดียวกันเลย ใช่ไหม
เห็นมั้ย
ธรรมเดียวกันนะ ...ถ้าเห็นธรรมเดียวกันนี้แหละ ไม่ผิดเพี้ยนกันแน่ๆ
ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครร้ายกว่ากัน ...ทุกคนเท่ากัน
เบื้องต้นนี่เท่ากัน มีธรรมเสมอกัน
ใช่ไหม ...ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง ตัวหนึ่ง แล้วรู้ว่านั่งได้ รู้ว่ายืนอยู่ได้ …เพราะนั้นเกิดมานี่ ได้ทุนมาเท่ากัน ไม่มีใครได้มากหรือได้น้อยกว่ากัน
ไอ้ที่ได้น้อยคือมีกรรมบัง
คือออทิสติกอย่างนี้ บ้าใบ้เสียจริตอย่างนี้ อันนี้มันกรรมวิบากบัง …แต่ถ้าโดยทั่วไปมีลักษณะนี้...ถือว่ามีกายเดียวกัน มีธรรมชาติของศีลเดียวกัน
มีศีลเท่ากัน มีภพเสมอกัน ...แต่โมเดลของภพไม่เหมือนกัน
คือรูปลักษณ์ การรวมตัวปรุงแต่งขึ้นของขันธ์ แล้วก่อให้เกิดทรวดทรงที่ไม่เหมือนกัน
แต่โดยเนื้อแท้แล้วเหมือนกันน่ะ ถ้าลงไปที่เนื้อศีลแล้วเหมือนกัน ...คือถ้ามองแค่รูปนี่ไม่เหมือนกัน
ตามันจะไปมองเป็นแสงสีต่างกัน ...แต่ศีลเดียวกัน
(ต่อแทร็ก 8/32 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น