วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 8/32 (2)


พระอาจารย์
8/32 (550909C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
9 กันยายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  8/32  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  อะไรก็ตาม ที่มันเป็นอันเดียวกันนี่ แล้วเราอยู่ในที่เดียวนี้ ที่เป็นธรรมเดียว ที่เป็นกายเดียวนี้ ...แล้วมันจะไม่ไปทะเลาะกับใคร ใครจะมาทะเลาะก็ไม่ว่า เพราะไม่สน ไม่กลัวผิด ไม่กลัวถูก

กลัวแต่จะไม่รู้จริง มันกลัวอย่างเดียวนะ ไม่กลัวผิดไม่กลัวถูกนะ กลัวแต่จะไม่รู้ว่าอยู่กับความจริงไหม..คือกายนี้ ...มันกลัวอย่างเดียวนี่ กลัวสติขาด กลัวออกนอกกาย กลัวออกนอกรู้

ให้กลัวอย่างนี้ไว้ กลัวแล้วจะดี ...อย่าไปกลัวตาย ไอ้กลัวตายน่ะทิ้งไป อยากให้ตายด้วย...ให้ “เรา” น่ะตายเร็วๆ ไม่ต้องมาอีกเลย..ไอ้ “เรา” น่ะ ...ซึ่งมันจะตายได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นกายตามจริง 

แล้วยังไม่ตายทีเดียวหรอก แค่สลบ ก็ตบโหลกไว้ เวลามันมี “เรา” ก็ช่างหัวมัน อย่าไปสนใจมัน เดี๋ยวมันก็สลบ ...สลบไปก็อยู่กับรู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน ยืนก็อยู่กับยืน..รู้ว่ายืน ให้มันคู่กัน ตีคู่กันไปในอิริยาบถ 

จะได้มากบ้าง น้อยบ้าง ต่อเนื่องบ้าง แต่ซ้ำลงไปในงานนี้งานเดียว ...อย่ามักมาก อย่าจับจด อย่าฉลาดเกิน อย่าหลายวิธีการ...เอาธรรมเดียว กายเดียว จิตเดียวเอาเหอะ เอาให้วนอยู่ในนี้

คือในหน้าที่การงานของพวกเรา มาทำอย่างนี้ไม่ได้ตลอดอยู่แล้ว บอกให้เลย ...แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามันทำงาน ๒๔ ชั่วโมง เวลากลับบ้านก็มี อยู่ในบ้าน ก็อยู่ที่บ้าน...บ้านนอก-บ้านใน

จิตก็ให้เข้าบ้านซะ ปิดประตูลั่นกลอน ปิดหน้าต่าง ปิดๆๆ ดูไป ทำความสะอาด ชำระบ้านซะ มีหยากไย่ใยแมงมุมที่ไหน ก็เก็บกวาดดูแล หยั่งลงไปๆ ให้ทั่ว

หยั่งเข้าไว้ ...อย่ามัวแต่ไปหาความสงบ อย่ามัวแต่ไปหาพิจารณาหาสภาพธรรมสภาวะจิตไหนที่มันเหมือนในตำรา หรือไม่เหมือนในตำรา หรือเหมือนคนอื่น...ไม่เอา

เอากายเดียวๆๆ เอากายเดียวเท่านั้น คือกายศีล รักษาศีล...เอาให้มันได้เป็นช่วง เป็นห้วง เป็นพีเรียดคือการที่เป็นพีเรียดนี่ มันจะสร้างนิสัยที่เรียกว่า สัมปชาโน คือสัมปชัญญะ

เพราะอะไรจึงต้องสร้างสัมปชาโน ...เพราะตัวสัมปชัญญะนี่  เมื่อมีสัมปชัญญะหรือว่ารู้ในกายนี่ได้ต่อเนื่อง มันจะเกิดสภาวะหนึ่งที่เหมือนกับเป็นตาที่สาม

รู้จักตาที่สามมั้ย ...เวลาโยมมองเรานี่ ตาเนื้อนี่มองเห็นเรา ...แล้วมีอีกตาหนึ่งเห็นว่านั่ง เออ มันมีตาข้างในใช่ไหม เห็นว่ากำลังนั่งอยู่ ...นั่นแหละตาที่สาม หรือว่าจักขุญาณ

เวลาพวกเราใช้ชีวิตปกติน่ะ ส่วนมากมันจะมีตาเดียวคือตานอกตาเนื้อ จิตมันก็เลยไปเกลือกกลั้วอยู่กับตาเนื้อ ...แต่เมื่อใดที่ว่าตานอกแค่เอาไว้ดู ให้จิตนี่มาทำหน้าที่อยู่ภายใน กลายเป็นตาในที่มันเห็นรอบอยู่ 

เพราะนั้นไอ้อาการที่จิตจะไปหมายมั่นในรูปนี่ มันจะหมดหน้าที่ที่จะไปเอาถูกเอาผิด เอาดีเอาร้ายกับรูปที่เห็น เข้าใจมั้ย ...เพราะว่ามันมาทำงานอยู่ข้างในนี้ มันมาเห็นกายกำลังทำอะไรอยู่

เนี่ย ให้มันมาเห็นอย่างนี้ เมื่อใดที่มันมีสัมปชัญญะนี่ มันจะมีอาการเห็นนี่ได้ต่อเนื่อง ...แล้วเมื่อมันเห็นอย่างนี้ มันจะเข้าใจกาย..มันจึงจะเข้าใจกายตามจริง ...ไม่ใช่ตามที่คิด

ถ้ามัวแต่คิด มันก็คลาดเคลื่อนไปหมด ...เพราะความคิดมัน...ก็โคตรพ่อโคตรแม่มันคือจิต แล้วก็โคตรพ่อโคตรแม่ของจิตก็คืออวิชชา...แปลว่าไม่รู้จริง (หัวเราะ)

เพราะนั้นตราบใดที่ยังอยู่ในความคิด...คิดจริง คิดจัง คิดเข้าไป คิดกันเข้าไป ...มันจะเจอความจริงได้ยังไง...ไม่เจอ นั่น ถ้ารู้อย่างนี้แล้วอย่าคิดซะดีกว่า ดูอย่างเดียว

ในขณะที่ดูนี่ มันก็จะเรียนรู้ไปด้วย แน่ะ จิตมันก็ไล่ไล้ไปตามกาย เนื้อแท้ธรรมแท้อยู่ที่ไหน กายจริง-กายไม่จริงอยู่ยังไง กายไม่จริงมาอยู่กับกายจริงได้อย่างไร

มันก็เข้าใจปัจยาการในตัวของมันเองเป็นปัจจัตตัง ...นี่ ทำงานในองค์มรรค ทำกันอย่างนี้   ไม่ใช่เดินจงกรม ไม่ใช่นั่งสมาธิเป็นการภาวนาโดยตรง ...อันนั้นโดยอ้อม โดยรูปแบบ

แต่ว่าทำงานภายใน มันหยุดไม่ได้อย่างนี้ ...ตาก็เห็นไป หูก็ได้ยินไป  แต่ว่าข้างในก็มีตาอีกตาหนึ่งคอยส่องดูตัวเอง พฤติกรรมของจิต แล้วก็พฤติของกาย

มันดู...สำรวจดูพฤติกรรมของมันอยู่ มันมีอีกตานึงคอยสำรวจดู ...ถ้ามันอยู่อย่างนี้แล้ว มันจะแชร์กันน่ะ ครึ่งๆ วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง ถ้าทำงานนี้อยู่นะ

เพราะนั้นอารมณ์กิเลสมันจะครองไปแค่ครึ่งหนึ่ง ...ที่พอใจมากก็ลดเป็นพอใจเฉยๆ ที่ไม่พอใจก็ลดไปครึ่งหนึ่ง  เนี่ย ถ้ามันอยู่อย่างนี้นะ มันจะไม่กระโดดไปกลืนกินเต็มๆ

แต่คราวนี้ว่าไอ้ตัวที่จะมาทำให้ตัวนี้หายไป ก็คือโมหะ คือความเผลอเพลิน แล้วก็ความจริงจังเกินไปในรูปและเสียงข้างหน้าข้างนอก แค่นั้นเอง ซึ่งมันเป็นนิสัย คือมุ่งมั่น เอาจริงเอาจังในงานภายนอก 

ก็ดีเหมือนกัน กุศลเหมือนกัน แต่ละคนน่ะคนดีทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นคนเลวหรอก ก็ต้องมุ่งทำงานให้ดีทั้งนั้น ...ก็เป็นดี ก็เป็นกุศล แต่ว่าเป็นผลประโยชน์ในโลกนี่ ไอ้ "เรา" ก็ได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งอย่างนี้ 

แต่ว่าผลประโยชน์ที่จะไม่กลับมาอยู่ในโลกนี้ไม่มี ...คือต่อเมื่อใดที่มาอยู่ตรงนี้ ผลประโยชน์มันคือไม่กลับมาในโลก ...แต่ถ้าอยากกลับมาในโลก ทำบุญเยอะๆ ทำดีเข้าไป แล้วมาเสวยบุญข้างหน้า

แต่ถ้าอย่างนี้ ไม่กลับมาเสวยบุญ ไม่มาอีกเลย ทิ้งขว้างๆๆ ...การงานภายนอกทิ้งขว้าง...ซึ่งไม่ใช่ว่าละเลยเพิกเฉย ทิ้งขว้างก็คือทำไปงั้นๆ น่ะ ทำดีนะ แต่งั้นๆ น่ะ ไม่ได้ว่าอะไร

ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ดีที่สุดแล้วก็ได้แค่นี้ล่ะวะ เข้าใจรึเปล่า คือมันดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่เจ้านายอยากให้ดีเหลือเกิน จะบ้ารึเปล่า กูก็ได้แค่นี้ เราก็จะไปบ้าตามเจ้านายได้ยังไง

หรือว่าจะไปตามความคิดของตัวเองว่า จะให้โลกนี้เพอร์เฟ็ค คือโลกนี้มันปุๆ ปะๆ ทำยังไงถึงจะให้เอาพลาสเตอร์ปิดแล้วให้มันดูดีขึ้น อย่างนี้ กรีนพีซๆ

โลกร้อน เราจะต้องอนุรักษ์ มันอนุรักษ์กันเข้าไป ...มันก็ร้อนของมันอย่างนั้น บอกให้เลย  เพราะโลกเป็นอย่างนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้ มีความเสื่อมเป็นธรรมดา มีความไม่ควบคุมได้เป็นธรรมดา

แต่ถ้าไปจริงจังบ้าบอคอแตกกับมัน ...เวลานี่มันจะหมดไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเองโดยตรง ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่านั่นน่ะไม่ใช่การงานอันประเสริฐ

แต่การทำงานในองค์มรรคนี่ คือการงานอันประเสริฐอย่างแท้จริง เป็นการงานอันเลิศ การงานอันมีค่าที่สุดซึ่งหาได้ยาก นี่ พระพุทธเจ้าว่าหาได้ยาก ยากอย่างไร...เกิดเป็นคนนี่ยาก ยากขนาดไหน

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่า...เหมือนเต่าตาบอด ดำอยู่กลางมหาสมุทร ร้อยปีโผล่หัวมาหนึ่งครั้ง แล้วโผล่หัวขึ้นมาเจอบ่วงคล้องคอพอดี นี่ ในร้อยปีที่โผล่มาครั้งนึงในมหาสมุทรนะ

แล้วไอ้บ่วงที่คล้องคอลงมาในหนึ่งครั้งนั่นน่ะ คือการเกิดมาเป็นมนุษย์ ...นี่ท่านเปรียบอุปมาอุปไมยถึงความยากง่ายในการเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ของง่ายนะ

เพราะนั้น พวกเรากลับเอาเวลาที่ควรทำให้มันมีคุณค่านี้ ไปทุ่มเทกับอะไรกันอยู่ ...พระพุทธเจ้าท่านถึงเตือนอยู่เสมอว่า อย่าประมาทในชีวิต ชีวิตนี้สั้นนัก

ท่านเปรียบชีวิตนี่สั้นเหมือนกับหยาดน้ำค้างตอนเช้า ไม่ได้ยืดยาวคราวไกลแต่ประการใดเลย ...เหมือนแก้วร้าวๆ ที่รอวันแตกดับ ที่รอวันพลัดตกแตกลงมา ไม่ได้จีรังถาวรเลย

แต่ว่าเมื่อใดที่ตกอยู่ในความประมาทมัวเมา มันจะเหมือนกับชีวิตนี้ มันจะอยู่คู่โลกไปเลยน่ะ ...คงไม่ถึงวันตาย ไม่เห็นวันตายเลย ไม่เคยมีความตายเข้ามาในสมอง

มันก็เลยใช้ชีวิตแบบเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตาย กับการหลงๆ เพลินๆ ไปปรุงต่อกับการงานภายนอก แต่หารู้ไม่ว่าเพชฌฆาตเงื้อดาบข้างหน้า...แล้วเรากำลังเดินเข้าไปสู่หลักประหาร

ไอ้เวลาที่เรากำลังเดินเข้าไปสู่หลักประหารนี่ สมควรที่จะใคร่ครวญ พิจารณาเพียรเพ่งอยู่ในกายใจนี้ให้มากที่สุดเลย ...เพื่อจะได้ไม่มาเข้าหลักประหารใหม่อีก

แทนที่ว่ากำลังเดินเข้าหลักประหาร แต่ยังสรวลเสเฮฮา “ไปไหนมาเจ๊า ไปแอ่วมา ม่วนก่อ บ่ม่วน เอ้า ที่ไหนม่วน ที่ปู้นๆๆ” นี่คุยกันมาตามทาง แล้วก็เข้าหลักประหารไปทีละศพๆๆ

นี่ ยังไม่ได้ไปเที่ยวที่ปู้นเลย รอมาเกิดชาติใหม่แล้วกัน แล้วจะมาเป็นคนมั้ย เนี่ย เราก็บอกแล้วจะมาเป็นคนยังไง ขนาดมันมีชีวิตอยู่นี่ มันยังไม่เป็นคนเลย ตายแล้วมันจะมาเป็นคนเหรอ

เห็นมั้ย ถามพวกเราตอนนี้จะมาเป็นคนมั้ย...ตอบไม่ได้ ไม่รู้  ต้องตอบว่าไม่รู้ คำพูดแรกของจิตคือไม่รู้ แปลว่าไม่แน่นอนเลย นั่น ...ไม่เหมือนกับผู้ที่มีสันดานเป็นคนจริงๆ 

นี่ กาย-ใจ..คู่กันๆๆ ทุกขณะ จึงตอบได้ด้วยความมั่นใจ...ก็ดำรงชีวิตด้วยความเป็นคน ตายไปกูก็เป็นคน  ลึกๆ มันจะรู้เลย ใครจะมาบังคับให้กูไม่เป็นคน กูก็เป็นคน เพราะตลอดเวลากูเป็นคนนี่หว่า

เห็นมั้ย ไม่เชื่อตามความเชื่อใคร หรือใครมาบอกว่าต้องไปเกิดเป็นหมาแน่ๆ ก็ไม่เชื่อ …นี่ ไม่ใช่ดื้อแพ่ง ไม่ใช่มานะ แต่ว่าเพราะโดยการอยู่ การดำรงอยู่ของกายใจ มันอยู่อย่างนี้นะ

ฝึกกับฝึกๆๆ แข่งกับเวลาที่มันกลืนกินขันธ์อยู่ ...อย่าไปเสียดายเลย ประโยชน์โพดผลภายนอกน่ะ  ให้มันไป อยากได้เอาไป อยากเอาความถูกความดีความชอบ..เอาไป อยากเอาคำชม..เอาไป

ไม่ต้องไปแข่ง ไปเอาดีเอาเด่อะไรน่ะ เอาพอมีเงินเลี้ยงตัวเอง รับเงินเดือนไป ใช้เงินบำรุงขันธ์ไป พอแล้ว ความสุขที่นอกเหนือจากการบำรุงขันธ์ ด้วยการที่มันดำรงชีวิตอยู่จนถึงวันตายนี่เพียงพอแล้ว

แล้วก็เวลาส่วนมากนั้นมาทุ่มเทอยู่ภายใน...ต้องเรียกว่าจดจ่อคร่ำเคร่งเลยล่ะ ไม่ต้องกลัวติด ไม่ต้องกลัวเพ่ง...จดจ่อ นี่จะไม่เพ่งยังไง ก็ต้องจดจ่อในกายเดียวนั่นแหละ

ถ้าไม่จดจ่อในกายเดียว มันก็จะไปในล้านๆ กายนั่นแหละ แล้วก็จะไปหลงในล้านกายว่าจริงหมด เลยไปๆ มาๆ งง อันไหนกายกูจริงวะ เราจะทำอะไรดี

เห็นมั้ย เคยงงมั้ยเวลาคิดมากๆ น่ะ  เราจะทำแบบไหนวะ หาเราไม่เจอว่าจะเป็นเราตัวไหนดี  นั่นเขาเรียกว่าฟุ้งซ่าน ...ทั้งๆ ที่ตัวเราจริงๆ ก็คือตัวนี้

นี่ ให้เรามันมาอยู่กับตัวนี้ซะก่อน เราของปลอมกับกายตัวจริงให้มันอยู่คู่กัน ...แล้วก็สำรวจตรวจตราลงไป ถี่ถ้วนลงไป ท่านเรียกว่า...โยนิโสมนสิการ

ตัวโยนิโสมนสิการนี้ ความแยบคายนี่แหละจึงจะเกิดปัญญา ...มันต้องจดจ่อต่อเนื่อง ใคร่ครวญ คร่ำเคร่งอยู่อย่างนี้ มันจึงเกิดวิจยะ...สติ-สมาธิมันเข้ามาวิจยะกาย ไล่ไล้ไปตามทั่วกาย

นี่คือวิจยธรรม กายคือธรรม มันก็วิจยธรรมตัวนี้ว่า อันไหนจริง อันไหนเท็จ อันไหนไม่จริง..ออกไป อันไหนจริง..อยู่  จิตก็เป็นหนึ่ง ...ยิ่งเป็นหนึ่งเท่าไหร่ ไอ้ของไม่จริงยิ่งสลายเร็ว

ความคิดความจำไม่มี  มันก็เหลือแค่นี้..เท่านี้ๆ ...จึงเรียกว่าเป็น “ตถตา” มันเป็นแค่นี้ มันเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างโน้น มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นแค่นี้

แล้วมันจะยอมรับความเท่านี้...พอดีแล้ว  มันก็จะเข้าใจว่าพอดีแล้ว ตรงพอดีเท่านี้น่ะ คือตรงนี้ นี่ พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา...ไม่เกิน “นี้” ไม่ต่ำกว่า “นี้” ไม่ออกนอก “นี้”

ก็ต้องหา “นี้” ก่อน ...เพราะนั้นพระพุทธเจ้าเลยบอก... “นี้” ก็คือกาย ... “นี้” ก็คือศีล ...“นี้” ก็คือกรอบขันธ์


(ต่อแทร็ก 8/32  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น