พระอาจารย์
8/24 (550802C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
2 สิงหาคม 2555
พระอาจารย์ – เมื่อมันเดินไปในมรรค อยู่ท่ามกลางมรรค
ไม่ออกนอกมรรคไปเรื่อยๆ ไอ้เสียงระงมแซ่ซ้องอยู่รอบข้างนี่ก็ค่อยๆ เงียบไปๆ
เงียบไปเรื่อยๆ ...ดูเหมือนไม่มีค่าหมดราคาไป
เมื่อมันไม่มีค่าไม่มีราคา ...ไอ้จิตที่มันจะออกไปให้ค่าให้ราคาผสมกับมัน...ที่อยู่กับผู้เดินคนเดินน่ะ มันก็หมด หมดไปๆ ...หมดกำลัง
ไม่รู้มันจะพูดคุยกับใคร หรือไปหมายไปว่าอะไร ไปให้ค่ากับอะไร ...เดินไปเดินมา
จิตมันว่าง...ว่างออกจากความหมาย ความปรุง ความแต่ง...หมด
เมื่อใดนะที่จิตมันว่าง ...การเห็น
การได้ยิน การสัมผัส...มันลางเลือน มันไม่หนาแน่น
มันสัมผัสทางอายตนะทุกสิ่งนี่
เหมือนเป็นแค่สัญลักษณ์ ไม่หนาแน่นเป็นกอบเป็นกำเป็นก้อนที่จะกระทบอย่างนี้ได้ …มันมีความโปร่งใสในตัวของมัน
เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่พอให้เป็นนิมิตหมาย ...กลายเป็นสัตว์ มนุษย์ วัตถุ สรรพสิ่งนี่ เป็นของโปร่งใสไปหมด โปร่งใสโปร่งแสง
โปร่งรูปโปร่งนาม โล่งตลอด
เมื่อถึงจุดนั้น ภาวะนี่คล้ายๆ
อย่างนั้น หรือเข้าไปใกล้ๆ ตรงนั้น หรือว่าอยู่ตรงนั้นแล้ว เห็นอย่างนั้น
อาการลักษณะนั้นแล้ว ...สบายดีว่ะ
มันรู้สึกว่า...เออ อย่างที่เวลาที่พระพุทธเจ้าท่านบอกพระยสกุลบุตร
ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ พระพุทธเจ้าบอกว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย
ที่นี่ไม่ขัดข้อง ...นี่ที่นี้
ที่ที่พระพุทธเจ้าท่านอยู่
ที่ที่พระพุทธเจ้าท่านเห็น ที่ที่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจหรือว่าเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าบอก...ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง
แต่พวกเราก็เหมือนพระยสะ...ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง ...ไม่ใช่ที่นี่ที่เดียว ที่นั่นก็วุ่นวาย
ที่โน่นก็ขัดข้อง ไปที่ไหน กูขัดข้องหมดน่ะ ...ไม่กูขัด...มึงก็ขัด
เห็นมั้ย ไม่เราขัด มันก็ขัดเรา ..ไม่มีที่ไหนไม่ขัดข้อง ไม่มีที่ไหนไม่วุ่นวาย ...แล้วมันจะเกิดมาทำไม นั่นน่ะสิ ...โง่น่ะ ก็รู้ว่ามันขัดข้อง ก็รู้ว่ามันวุ่นวาย แต่ก็ยังขยันเกิดกันอยู่นั่นน่ะ
อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าเป็นวิสัยของผู้ฉลาด
ใช่ป่าว ...ก็รู้ว่ามันขัดข้อง ก็รู้นะ...แต่ว่าการประกอบกระทำ
หรือเหตุที่ประกอบกระทำในการดำรงอยู่นี่ ไม่ตรงกับที่มันบอกว่ามันวุ่นวายมันขัดข้อง
กลับไปสร้างเหตุให้ต้องกลับมาอยู่ในที่ที่วุ่นวาย
ที่ที่ขัดข้องอีก ไม่จบไม่สิ้น ...คือประกอบเหตุไม่ควรแก่ธรรม
มันก็ต้องมาอยู่ในที่ที่มันวุ่นวาย ในที่ที่มันขัดข้องน่ะ
ต่อให้มันมาอยู่ในป่าคนเดียว
ถ้าไม่เข้าใจว่ามรรคคืออะไร จะอยู่ยังไง ก็ขัดข้องเหมือนกัน ...ไม่ได้อยู่ที่ป่า แต่อยู่ที่นี้
ที่กายนี้ ที่ใจนี้ต่างหาก จึงจะเริ่มไม่วุ่นวายหนอ ไม่ขัดข้องหนอ
แต่เดี๋ยวๆ มันก็แอบขัดข้องหนอ ...แล้วก็...จิตน่ะมันชอบหาเรื่อง
ว่าไม่ได้...ก็ไม่ว่ากัน ...แต่ให้ขยันรู้
พระพุทธเจ้าว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย
ที่นี่ไม่ขัดข้อง ต้องเชื่อท่านไว้ก่อน ...พระอริยะสาวกท่านเห็นตามแล้วก็สอนต่อกันมาว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย
ที่นี่ไม่ขัดข้อง...เพราะที่นี้คือมรรค มรรคคือมรรค...ที่นี้
แต่ถ้าสติมันน้อยปัญญามันอ่อน มันกลับมาอยู่ที่นี้แล้วมันก็ยังอึดอัดฮึดฮัด
...ก็อดทน เพราะขณะนั้นคือการเผาผลาญ แผดเผา ...ความเร่าร้อนเหล่านั้นน่ะคือความไม่รู้หรือกิเลส
พระอริยะ ผู้ปฏิบัติทุกคน อาศัย ขันตี
ปรมัง ตะโป ตีติกขา อาศัยขันตินี่เป็นตบะที่แผดเผา ...เพราะนั้นเวลามันแผดเผากิเลส
มันจะไม่เร่าร้อนอย่างไร มันก็เดือดอยู่ข้างในนั่นแหละ รุ่มร้อน
แต่มันรุ่มร้อนเพื่อทำลาย
ไม่ได้รุ่มร้อนเพื่อก่อเกิด ...ไอ้การก่อเกิดนั่นก็ไฟ แต่มันเป็นไฟเย็น
วันนี้ไม่เย็น ขณะนี้ไม่เย็น ทำแล้วไม่เย็น นู่น มันไปร้อนข้างหน้า ชาติหน้า ...ไม่จบ
แต่ตอนนี้มันกลับมาอยู่ที่นี่...ที่นี้ไม่วุ่นวาย
ที่นี้ไม่ขัดข้อง ...มาอยู่ตรงนี้ ตอนแรกขณะแรกนี่จะร้อน จะอึดอัด
แล้วมันก็จะมีความคิดผุดโผล่ขึ้นหลายแง่หลายมุม หลากหลาย
เพื่อจะให้ออกจากตรงนี้ไปที่อื่น ที่ที่มันพึงพอใจ...ใช่มั้ยล่ะ ...ตรงไหนที่มันเผลอน่ะ ตรงไหนที่มันเพลิน ตรงนั้นน่ะ...พึงพอใจ
พ่อแม่มันก็บอกอย่างนี้...พ่อแม่ของกิเลสคือจิตคืออวิชชาก็บอกว่า มึงไม่พอใจตรงนี้ มึงต้องไป...ต้องไปอยู่ในความเพลิดเพลินอย่างนั้น
ต้องไปอยู่ในความคิด ต้องไปอยู่ในอดีตอนาคต
แล้วรู้สึกว่ามันไม่เร่าร้อน สบาย พอใจ ... พอใจ...แต่ไม่พอดี มันเกิน มันออก มันหลุด มันหลง มันเลื่อน มันลอย มันไหล
มันเคลื่อน มันคลาดออกไปจากมรรค คือกายใจปัจจุบัน
เพราะนั้นการที่จะกลับมาอยู่ในกายใจปัจจุบันได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอนี่ มันต้องมีความเพียรประกอบกันกับขันติ...เป็นหลัก ...ผู้ปฏิบัตินี่
ถ้าขาดความเพียรกับขาดขันตินี่ จะเดินในองค์มรรคได้ไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ผลที่ได้ ผลที่เกิดก็จะเป็นลักษณะกระพร่องกระแพร่ง มาพร้อมกับความสงสัย ลังเล ไม่แน่ใจ ...ทำไงได้ล่ะ ก็มันเป็นอย่างนั้นน่ะ
ประกอบธรรมอย่างไร สมควรกับธรรมอย่างไร มันก็ได้ธรรมอย่างนั้น
อย่าไปโทษใครนะ อย่าไปโทษวาสนาบารมีนะ
อย่าไปโทษว่าปัญญาน้อย ปัญญาไม่มี ...คือประกอบเหตุไม่สมควรแก่ธรรม
ธรรมนั้นก็ไม่บังเกิด
ปัญญาก็ไม่เกิด ความเข้าใจ
ความถ่องแท้ ความลึกซึ้งในธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่เกิด ...หรือเกิดมานิดๆ หน่อยๆ
แต่มันเกิดมาพร้อมกับความลังเลและสงสัย
ถ้ามันชัดเจนแล้ว...ธรรมเป็นหนึ่ง มีอย่างเดียว...เกิด..ตั้ง..แล้วดับ นั่นน่ะคือคุณลักษณะของธรรมหนึ่ง ไม่มีอะไรในการเกิด
ไม่มีอะไรในการตั้งอยู่ แล้วก็ไม่มีอะไรในความดับไป
ธรรมนี่เป็นหนึ่งจริงๆ
แสดงลักษณะอาการนี้ ไม่ผิดเพี้ยน คลาดเคลื่อนจากความจริงนี้ได้เลย
เพราะนั้นการปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย
อยู่ที่นี้ อยู่เดี๋ยวนี้ อยู่เวลานี้ อยู่ขณะนี้ ...ถามว่ารู้มั้ย ...ไม่รู้ก็รู้ซะ
ให้มันรู้ตรงนี้ซะ ให้มันรู้อยู่กับสิ่งนี้ซะ...คือกาย
เพราะนั้นเมื่อใดที่รู้ว่ากำลังนั่ง
การปฏิบัติบังเกิดขึ้นแล้ว มรรคบังเกิดขึ้นแล้ว ...ถ้านั่งแล้วรู้ว่านั่ง ได้สองนั่ง สามนั่งสี่นั่ง
เรียกว่าเดินในมรรค
พอหลุดจากรู้ว่านั่ง ...หลงคิด
หลงสร้างอดีตอนาคต คนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ เรียกว่าหลุดจากมรรค ...พอรู้ว่านั่งปุ๊บ...มรรคเกิด หลุดปุ๊บ...มรรคดับ
นั่งๆๆๆ จนเปลี่ยน เปลี่ยนๆๆๆ
จนนั่งๆๆๆ ...นี่ เดินมรรค เข้าใจมั้ยว่ามรรคมันเดินยังไง ...คือความต่อเนื่องในองค์มรรค
นี่คือความต่อเนื่องในองค์มรรค
เพราะนั้นระหว่างที่นั่งนี่
ให้เห็นเลยว่า มันนั่งไม่ตลอด...มันรู้ว่านั่งไม่ตลอด เข้าใจมั้ย ...แปลว่าองค์มรรค
การเดินในมรรคนี่ยังกระท่อนกระแท่น มีรอยรั่ว มีช่องโหว่
นั่นแหละ คือหมายความว่าช่องโหว่หรือรอยรั่ว นั่นเรียกว่าขาด...ศีลขาด ...แต่ถ้าสำเร็จในกิจกรรมการนั่งนี้แล้วครั้งหนึ่งนี่
แล้วรู้ต่อนี่ เรียกว่าสำเร็จในองค์มรรคของกิจกรรมของกายในระดับหนึ่ง
เพราะนั้น อย่าหลับ ...พอนั่งเฉยๆ จิตเฉยๆ โมหะ
ถีนมิทธะ สามารถคืบคลานครอบงำ ...เมื่อใดเมื่อหนึ่งที่มันนั่งอยู่ในท่าเดียวหรือว่าอยู่ในอิริยาบถเดียว
อิริยาบถเดี่ยว ที่ไม่มีการเคลื่อนและไหว
ภาวะนี้จะเป็นจุดบอดอย่างหนึ่ง
ที่โมหะนี่จะแทรก...ผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ผู้ก่อการดีหรอก มันจะแทรกซึมเข้ามาครอบ
ให้เกิดความมัวหมอง
เพราะนั้นเมื่อใดที่อยู่ในอิริยาบถเดียวนานๆ
ต้องให้จิตทำงาน ...ไม่ใช่ให้คิดนะ ไม่ใช่ให้นึกนะ ไม่ใช่ให้ค้นให้หา ...ให้ไล่ดู
ปฏิโลม-อนุโลม ขึ้นบนลงล่าง
ดูลักษณะอาการของแขน ขา หน้า หลัง ไหล่
เอว คอ หัว หู ตา จมูก ...ดูมันเข้าไป ดูลักษณะอาการโดยทั่วของกาย ...นี่ เหมือนให้จิตมันทำงาน ให้มันเดินสติในองค์กายโดยรวม
เพื่อไม่ให้โอกาส
หรือเปิดโอกาสให้โมหะภายในนี่ครอบงำออกมา ครอบงำบังใจ
แต่ถ้าอยู่ในท่าที่ไม่บังคับ
หรือว่าในอิริยาบถที่ไม่ต้องบังคับ หรือไม่ได้บังคับด้วยกิจกรรมการงาน ...ก็เคลื่อนไหว
เดินจงกรม เดินไปเดินมา เพื่อให้เกิดการตื่นรู้ตื่นเห็นขึ้นมา ...ไม่ซึม
อาการซึมนี่
คืออาการของโรคเบื้องต้นของโมหะ ...เหมือนก่อนที่จะเป็นไข้หวัดใหญ่น่ะ ก็ต้องปวดหัวตัวร้อนก่อน
เริ่มครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างนี้
อาการซึมนี่คือปฏิกริยาอาการของจิตเริ่มต้นของโมหะที่จะเริ่มครอบคลุม และผู้ที่ปฏิบัติมาด้วยความเคยชินนานๆ ในอารมณ์สงบระงับ มันจะแทรกซึมเข้า...เป็นทางเข้าทางออก
ถ้าไม่ให้สติมันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
หรือว่าให้มันทำงาน ตรวจตรา ...ก็เหมือนถ้าเป็นยามก็ยืน...ยืนจนหลับไปเลย ...แบบยืนเฝ้าเชิงเทิน
ยืนตัวตรง ดูว่าตรงต่อหน้าที่มาก คือยืนทื่อถือหอกอยู่
ดูจริงๆ ...อ้าว ที่ไหนได้...หลับ ปรากฏว่ายืนหลับ ไม่ได้เฝ้าบ้านเฝ้าเมืองอะไรหรอก คือยืนมองไปหน้าตรง...แต่หลับ เริ่มซึมแล้วก็หลับ พอมีอะไรแล้วก็หน้าตาตื่น นี่ ตื่นมาไม่ได้เคลื่อนได้ไหว
แต่ถ้าเดินไปเดินมา ...เหมือนยาม เข้าใจรึเปล่า
ก็เหมือนเอาสติเป็นยามเดินไปเดินมา ในกำแพงเมืองน่ะ
...เดินน่ะ เดิน
หมายความว่าให้จิตมันเดิน
คือว่าถ้ากิจกรรมการงานมันบังคับให้อยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ก็ให้จิตมันเดินขึ้นเดินลง ทำงานภายใน ...ถ้าเคลื่อนไหวก็รู้ในการเคลื่อนไหว ...ขอให้ตื่น ระลึกขึ้นมา
หรือไม่ก็การตื่นตัวครั้งแรกแรงๆ นี่ ก็พยายามทำอะไรให้มันเคลื่อน สูดลมหายใจก็ได้ เพื่อให้จิตมันกระชับหรือตื่นตัวขึ้น ...มันก็ตื่นมาได้เหมือนกับวูบหนึ่งอ่ะนะ
ตัวรู้ตื่นรู้น่ะ วูบหนึ่ง
แล้วเดี๋ยวมันก็ลงดิ่ง...ดับ มืด ...เพราะนั้นว่าตื่นขึ้นเบื้องต้นแล้วนี่
ให้จิตมันเดิน สติเดิน ...พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอนุโลมปฏิโลม เดินขึ้นเดินลง
ทบทวนกาย จากหัวจรดเท้า จากเท้าจรดหัว
ไม่ใช่ไปด้วยความคิด ...แต่ให้สติมันแล่นไปในกาย ดูความรู้สึกที่ขา ที่น่อง ที่เข่า ดูความรู้สึกที่หน้าที่หลัง ที่ไหล่ ที่สะบัก ที่เอว ที่กระดูก ที่มันแข็ง
ที่มันแน่น ตรงไหนก็ได้ ไล่ดูขึ้นลงๆ ...ให้มันคล่อง
เมื่อมันเริ่มคล่องขึ้นๆ มันหมุนวนอยู่ในกายนี่ ภาวะตื่นตัวมันจะตื่นรู้ชัด รู้จะชัดขึ้นมา ...พอรู้เห็นมันชัดขึ้นมาแล้ว จับรู้จับเห็นไว้...แล้วก็ดู เมื่อรู้มันชัดมันจะเห็นมาพร้อมกัน
เมื่อมันรู้ชัดขึ้นมาแล้วนี่ อาการเห็น จากที่อาการเห็น มันจะครอบ...ครอบลงมาทั้งหมดโดยอาการที่รวมกันเป็นก้อนมหาภูตรูป
๔
เพราะนั้นถ้ามันครอบหมดในมหาภูตรูป ๔
ดิน น้ำ ไฟ ลม ร้อน เย็น อ่อน แข็ง ขยับ เขยื้อน ...ปุ๊บ มันจะเห็น เกิดตรงไหน...เห็นๆๆ
แล้วมันไม่ได้เห็นแค่กายนะ
มันเห็นจิตด้วย ...อาการวอบแวบๆ เมื่อสัมผัสเมื่อกระทบ เมื่อมีความอยาก หรืออะไร มันก็เห็นพร้อมกันกับอาการกาย
...เป็นอย่างนั้น
แต่ถ้าไม่ชำนาญ พอเห็นไปสักพัก
เดี๋ยวก็เคลื่อนๆ ไป ...ส่วนมากเคลื่อนไปกับจิต แล้วก็หลง..ลืม..ปล่อย ...ปล่อยเดี๋ยวก็หลุด...หลุดจากมรรคแล้ว ร่องแร่งๆๆ แล้ว
ต้องเริ่มต้นใหม่กับกาย เดินกายใหม่
เดินสติในกายใหม่ ยืนเดินนั่งนอน...รู้ เห็น-ไม่เห็น ช่างหัวมันแล้ว อย่าไปคิด ...รู้ไว้ก่อน รู้ให้ตั้งมั่นขึ้นก่อน
ให้จิตมันตั้งมั่นเป็นหนึ่งเป็นสมาธิตั้งมั่นขึ้นมา เดี๋ยวเห็นมันจะเริ่มสว่างขึ้นมา เหมือนมันสว่าง เป็นแสงสว่าง ...เป็นจักขุ เป็นตา
ที่มันเห็นครอบโลกครอบขันธ์อยู่
นั่นเขาเรียกว่าทัสสนะ …พอมันเป็นทัสสนะ...ปุ๊บ มันจะไม่แยกว่ากาย แยกว่าจิตแล้ว
อะไรเกิดก็ได้ มันเห็นหมด ไม่ว่าๆ ...เรียนรู้เป็นสิ่งหนึ่งๆๆๆ
แต่ยืนออกนอกหลักกายไม่ได้ บอกให้เลย
เคลื่อนหมด ...อยู่ที่กายเดียวนี่แหละให้ได้นานๆ ...นานที่สุด จนไม่ออกนอกกายเดียวเลย
เรียกว่ากายหนึ่งจิตหนึ่ง...ก็จะเห็นธรรมหนึ่ง
ถ้ากายไม่หนึ่งจิตไม่หนึ่ง...ก็ไม่เห็นธรรมหนึ่ง หรือธรรมเดี่ยว ธรรมเอก ...เมื่อไม่เห็นธรรมเอก
จิตก็ไม่เป็นหนึ่ง มันก็ยังหลายจิตหลายใจอยู่นั่น ไม่รู้จิตไหนกันแน่ ใจไหนกันแน่
มันต้องเข้าถึงจิตหนึ่งๆ ที่เป็นเลิศ ...คือใจหนึ่ง
ใจเดียว ใจแท้
เอ้า เข้าใจรึยัง ...ให้เข้าใจ
ไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจ เพราะพูดจนไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว... ธรรมที่พูดนี่ครอบหมดแล้ว
ถ้าไม่เข้าใจนี่ก็ต้องไปล้างสมอง เอาน้ำนี่ล้างๆๆ
ให้มันเอาไอ้สิ่งโสโครกปกปิดออกซะเลย
พูดจนไม่รู้จะพูดอะไร ทั้งหมดนี่ธรรม ...คือพูดแล้วนี่หมายความว่า โยมไม่ได้มาฟังเราอีกสามชาติ ก็ยังไปทำต่อได้ บอกให้เลย
ต่อให้มันเกิดมาไม่เจอเราอีกสามชาตินะ
ไอ้สิ่งที่จำได้ตรงนี้ นำเอาไปปฏิบัติเองได้อีกห้าหกชาติเลย ...ไม่ใช่ของเล่นๆ
นะที่พูดน่ะ
พูดเหมือนพูดเล่น
แต่ไอ้สิ่งที่พูดนี่ไม่ใช่ของเล่นนะ …ประโยชน์มี
อย่างนั้นน่ะ...ธรรมนี่ สาระหรือคุณค่าของธรรมนี่ ไม่มีประมาณเลยนะ
เกินกว่าจะตีราคาค่างวดได้เลย
ของในโลกนี่มันตีราคาเป็นค่าเงินได้ ...แต่ธรรมหรือว่ามรรคผลนิพพานนี่ ไม่สามารถเอาอะไรมาตีราคา ค่ามากกว่า สูงกว่า
จนว่าไม่มีอะไรมาเทียบได้ ไม่มีประมาณ เป็นอเนกอนันต์
เพราะนั้นให้เห็นคุณค่าของกายใจตัวเองไว้ ว่ามีคุณค่าขนาดไหน ...อย่าอยู่กับมันโดยไร้สาระ
โดยเข้าใจว่าไปหาของอื่นที่มันเข้าใจว่าดีกว่า มีสาระหรือว่าสำคัญกว่า
อยู่กับของที่สำคัญที่สุดแล้ว
ใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ถึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีปัญญา …อย่าทำตัวเหมือนไก่กับพลอย ไก่จิกพลอย แล้วว่า...ฮื้อ ไม่เอา
เมล็ดข้าวดีกว่า ...นี่ มันไม่เห็นคุณค่าของพลอย
พวกเราอยู่กับกายใจกันนี่
หลวงปู่ท่านบอกว่า...เหมือนกบเฝ้ากอบัว ...ไม่รู้จักคุณค่าของบัวเลย มันได้แต่ว่า...เออ กูอยู่อาศัยแค่นั้น
แล้วก็ออกไปหากินแมลงมดปลวกไป
แล้วกูก็กลับมานอนอยู่ใต้กอบัว เหมือนกบเฝ้ากอบัว ...อะไรคุ้มหัวคุ้มกะลามัน สิ่งที่คุ้มหัวคุ้มกะลาอยู่นี่ มีคุณค่าอนันต์ มหาศาล
เอ้า...ไป ทำกัน
..............................

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น